Sats and Sound

Sats and Sound's avatar
Sats and Sound
npub1dhsn...xjvg
Sats and Sound: สร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ผ่านการเงินดิจิทัลและการพัฒนาตนเอง ชื่อช่องสามารถตีความให้ครอบคลุมทั้งบิตคอยน์ (Sats), การเงิน (Sound Money), และการพัฒนาตัวเอง (การเรียนรู้ผ่าน "Sound" หรือเสียงที่เป็นความรู้ที่มั่นคง)
ของไม่จําเป็น ไม่ซื้อในทันทีทําแค่นี้ ประหยัดได้มหาศาล - sats and sound EP28 ตอนนี้พวกเราอยู่ในยุคการซื้อของออนไลน์ ที่ง่ายดายไปหมดไม่ว่าจะเป็น การหาของที่ต้องการ คลิปป้ายยาแปะพิกัด การจ่ายเงิน กดสั่งง่ายๆหน้าจอมือถือที่บ้าน อีก 2-3 วันของก็มาส่งแล้ว สะดวกสบายมาก เทียบกับ 10 ปีก่อน พฤติกรรมของผมเปลี่ยนไปเลย ตอนนี้ผมซื้อ ออนไลน์ 95% แล้ว ผมว่าคนไทยส่วนมากก็เปลี่ยนไปเช่นกัน พอซื้อง่าย จ่ายง่าย แถมมีเทรน ของมันต้องมี อยู่ตลอด ทําให้บางครั้งเราอาจจะไปซื้อสินค้าที่ไม่ได้จําเป็นต่อเราขนาดนั้น เบื้องหน้าการช้อปปิ้งบําบัดเพื่อความสุขแบบนี้ มันคือ การใช้ชีวิตแบบ High Time Preference ที่ตัวผมเองก็เป็น แต่ผมเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากมัน โดยที่รู้เท่าทันตัวเอง สินค้าที่เราต้องซื้อผมจะแบ่งออกเป็น 4 แบบ ตามความจําเป็นและความเร่งด่วนของสินค้านั้นๆ 1 สินค้าจําเป็นและเร่งด่วน 2 สินค้าไม่จําเป็นแต่เร่งด่วน 3 สินค้าจําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน *** 4 สินค้าไม่จําเป็นและไม่เร่งด่วน 1 สินค้าจําเป็นและเร่งด่วน สินค้ากลุ่มนี้คือสิ่งที่คุณต้องมีทันที และขาดไม่ได้ เพราะมีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน สุขภาพ ความปลอดภัย หรือการดำเนินธุรกิจที่สำคัญ - ป่วยต้องไปซื้อยามากิน - ฝักบัวที่บ้านเสีย ต้องซื้อใหม่เลย - มือถือ ถ้าเสีย หรือ ทําหาย สมัยก่อนผมใช้ ไอโฟน 5s ซึ่งพังคามือเลย ข้อมูลหายหมด ทําให้ผมต้องไปยืมมือถือสํารองเพื่อนใช้ระหว่าง รอเครื่องใหม่ ใช้ชีวิตลําบากมาก แต่ตอนนั้น ยังไม่ได้ใช้แอฟธนาคารจ่ายเงิน ถ้าเป็นตอนนี้ ไม่มีมือถือไม่ได้เลย - คอมพิวเตอร์ที่ทํางาน หาเงิน เสียกระทันหัน ชีวิตวุ่นวาย - รถเสีย/อุบัติเหตุ ต้องซ่อมทันที เพราะไม่งั้นเราเดินทางไม่ได้ แนะนํา - พวกนี้ยังไงก็ต้องซื้อใช้เลย ถ้าไม่มีลำบาก จัดการเงินไว้ก่อนชีวิตจะไม่ได้สะดุด - ในกรณีที่สินค้านั้นราคาไม่แพงมากเช่น ไม่เกิน 1000 บาท ผมใช้เงินรายเดือนได้เลยเพราะผมได้กันเงินไว้เผื่อซื้อของพวกนี้ไว้อยู่แล้ว เคสจริงจากด้านบน ซื้อยา หรือฝักบัวในบ้านพัง ใช้เงินรายเดือนนี่แหละ สรุปรายเดือนเหลือเท่าไหร่ก็ค่อยเก็บออม - ถ้าสินค้านั้นราคาแพงมาก อาจจะสัก 2-3พันบาท หรือ แพงกว่านั้น ผมจะใช้เงินสํารองฉุกเฉินมาใช้ (ประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน) โดยหลังจากนั้นก็ค่อยๆเก็บสะสมให้เท่าเดิม มือถือพัง คอมพัง และรถเสียใช้เงินสํารองฉุกเฉินที่เก็บไว้มาใช้ 2 สินค้าไม่จําเป็นแต่เร่งด่วน กลุ่มสินค้าที่ไม่ต้องมีก็ได้ แต่ตอนนั้นมีโอกาสที่ซื้อในราคาถูกมาก หรือเป็นสิ่งที่ทําให้เรามีความสุข - ตั๋วคอนเสิร์ต/ตั๋วเครื่องบินราคาโปรโมชันแบบ Flash Sale - ของขวัญให้คนสําคัญในวันพิเศษ หรือ hang out กับเพื่อนๆ - งานภาษีสังคมต่างๆ เช่น งานแต่ง งานศพ งานบวช แนะนํา - กลุ่มนี้ก็ใช้การบริหารเงินเหมือนกับกลุ่มแรกได้เลย ผมกันเงินไว้ส่วนหนึ่งรายเดือนเผื่อใช้อยู่แล้ว - เราสามารถลดหรือตัดได้ เช่น ไม่จําเป็นต้องไป hang out คอนเสิร์ตทุกครั้งที่เพื่อนชวน - งานภาษีสังคมต่างๆ ผมก็จะเลือกไปบางงาน งานไหนไม่ได้ไปก็ส่งเงินไปแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไม่ต้องลางานด้วย กลุ่มสินค้าที่ต้องใช้ด่วน หลักคิดสําคัญคือการบริหารเงินและดูความจําเป็น ชีวิตจะได้ไม่สะดุด 3 สินค้าจําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน เป็นกลุ่มที่เราต้องใช้ความสําคัญมากที่สุด มันคือของจำเป็นแต่ไม่ต้องใช้ตอนนี้เดี๋ยวนี้ กลุ่มนี้แหละที่ผมจะใช้ทริคไม่ซื้อเลยในทันที จะมีการวางแผน คิดนานขึ้นเพื่อให้แน่ใจว่า เราต้องซื้อสินค้านี้จริงๆ เป็นกลุ่มที่ผมโฟกัสที่สุด เพราะเป็นของส่วนใหญ่ในชีวิตที่ผมซื้อ ถ้าเราจัดการกลุ่มนี้ดี แล้วเราจะประหยัดได้มหาศาล - เสื้อผ้า - ของใช้ทั่วไป เช่น สบู่ ยาสีฟัน สกินแคร์ ทิชชู่ - ของใช้ในบ้านที่ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เรา ซึ่งความจําเป็นต้องขึ้นอยู่กับบุคคลอีกทีครับ เช่น โครงเตียงเหล็ก เครื่องเติมอากาศ - มือถือส่วนตัวที่ใกล้พัง แนะนํา - ผมจะ list ของใช้ที่จําเป็น แล้ว กดใส่ตระกร้าไว้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ลืม แต่จะไม่กดซื้อทันที สิ่งที่ผมทําคือ คิดนานๆ หาข้อมูลเยอะๆ สัก 2-3 วัน แล้วกลับมาคิดอีกทีว่า สินค้านั้นยังจําเป็นมั้ย ทําให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น สะดวกขึ้น หรือแค่อยากได้ - ถ้าเป็นเสื้อผ้า แน่นอนครับ ซื้อของลดราคา และเลือกทุกอย่างสีพื้นๆ ลายน้อยๆ เนื้อผ้าสมราคา เพื่อใส่ได้หลายๆงาน ด้วยหลักการนี้ทําให้ 5 ปีที่ผ่านมา ผมซื้อเสื้อผ้าทั้งหมดไม่ถึง 10 ตัว ถ้าใครซื้อออนไลน์ ถ้าชอบร้านไหนลองซื้อมาลองสัก 1 ตัวก่อน ถ้าโอเคค่อย list เป็นร้านที่ซื้อได้ - ถ้าเป็นของทั่วไป ราคาไม่เกิน 1,000 บาท เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผมจะดูโปรโมชั่นแล้วซื้อครั้งละเยอะๆใช้ได้ 3-6 เดือน ถ้าเราซื้อตัวไหนบ่อยๆเราจะรู้ว่า ราคาสินค้ามันประมาณไหน ตัวไหนมีโปรโมชั่น 1 แถม 1 ก็ค่อยกดตอนโปร ต้องรู้และรอเป็น - ถ้าเป็นสินค้าราคาสูง เช่นหลายพันบาท ผมจะหาข้อมูล ใช้เวลาพิจารณาหลายๆวันว่าสิ่งนี้มันจำเป็นจริงๆมั้ย เอาความอยากได้กับเหตุผลสู้กันก่อน แนะนําเขียนข้อดีข้อเสีย ออกมาเลย ว่าเราจําเป็นต้องใช้ไหม -- ตัวอย่างเคสจริง เตียงโครงเหล็ก ผมเพิ่งย้ายที่อยู่มาใหม่ ห้องไม่มีอะไรเลย ที่นอนเราซื้ออยู่แล้ว แต่โครงเตียงอ่ะ ผมชั่งใจอยู่นานมาก ตอนแรกอยากได้มากๆ กดใส่ตระกร้าไว้ก่อน แล้วหาข้อมูลหลายๆร้าน หาข้อมูลไปเรื่อยๆอยู่ 3 วัน จนรู้ว่ามันมี 2 เกรด เกรดแรกราคา ประมาณ 1200 แต่มันก็อาจจะโยกแยก อ่านรีวิวแล้วต้องวัดดวงว่าของที่ได้จะพังมั้ย เกรดที่สอง ดีขึ้นมาหน่อย คงทน ไม่โยกเยก ราคา 3000 ผมอยากได้อันนี้ แต่ด้วยราคามันสูงผมเลือกที่จะรอ แล้วลองทดลองนอนบนฟูกติดพื้นดูก่อน ผมทดลองอยู่ 3 เดือนพบว่า การนอนแบบไม่มีโครงเตียงก็ไม่ได้แย่ การซื้อเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ในห้องเช่า ตอนย้ายก็ลำบากอีก สรุปเคสนี้คือ ผมไม่ซื้อโครงเตียงเหล็ก ประหยัดไป 3000 บาท -- เครื่องเติมอากาศ ห้องที่ผมอยู่มีฝุ่นเยอะมาก ขนาดทําความสะอาดและไม่ได้เปิดหน้าต่างประตูเยอะ ผมก็ไปหาข้อมูลจนเจอเครื่องเติมอากาศ หลักการของมันคือ ทําห้องเป็นแรงดันบวก ดันฝุ่นในห้องออก ป้องกันฝุ่นด้านนอกเข้ามา ถ้ามีเครื่องนี้เท่ากับว่า ฝุ่นในห้องจะลดลงมาก ผมทั้งอ่านรีวิว ศึกษา 4-5 วัน สนใจมาก ราคาเครื่องก็ 4000 บาท ทําให้ผมต้องไปศึกษา ดูรีวิวหนักกว่าเดิมว่า ซื้อมาแล้วคุ้มมั้ย ดูถึงขั้นเราจะติดตั้งตรงไหน เปิดใช้ตอนไหน ผมเขียนข้อดีข้อเสียออกมา ชั่งน้ำหนัก จนสรุปว่า ผมซื้อ เพราะมันทําให้ฝุ่นในห้องเราลดลงโดยภาพรวม ทําความสะอาดห้องน้อยลง คุณภาพชีวิตดีขึ้น -- มือถือใกล้พัง อันนี้ ต่างจากเคส มือถือไอโฟน 5sพังไปแล้วที่ต้องซื้อเลยนะครับ ตอนนี้ผมใช้ ไอโฟน 11 ที่ซื้อมาตั้ง ตุลาคม 2562 ตอนนี้ปี 2568 ผ่านมาเกือบ 6 ปี ไอโฟน 11 ผมยังใช้งานได้ดี ผมรักมาก ทนมาก แต่แบตเริ่มเสื่อม และ iOS ไม่รู้จะซับพอร์ตไปอีกกี่ปี ดังนั้นสิ่งที่ผมทําคือ การสะสมเงินไว้ก่อนเดือนละ 2000 บาท เพื่อรอซื้อไอโฟนใหม่ ตอนนี้มือถือคือชีวิตถูกมั้ยใช้ทําทุกอย่าง จากบทเรียน ไอโฟน 5s พังคามือ ข้อมูลในมือถือหายหมด ดังนั้น เราได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว เงินพร้อม ประมาณ 35000 บาท ถ้า ไอโฟน 11 เริ่มส่งสัญญาณไม่ไหว ผมมีเวลาไปซื้อเครื่องใหม่ พร้อมกับ ย้ายข้อมูลมือถือได้ทัน ชีวิตก็ไม่สะดุดแล้ว ไอโฟนแพงขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ซื้อตัวท็อปนะ ซื้อตัวธรรมดาพอครับ 4 สินค้าไม่จําเป็นและไม่เร่งด่วน กลุ่มนี้คือแสดงถึงความเป็น ของต้องมี ของโดนป้ายยา แสดงถึง High Time Preference เข้ากับ ระบบเงินเฟียตสุดๆ ตัดได้ตัด ที่เขาต้องการให้เราซื้อได้เร็ว ก็เพราะแบบนี้แหละ - ของตกแต่งบ้านที่ไม่จำเป็น - ของเล่น/เกมใหม่ล่าสุด - อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รุ่นใหม่ล่าสุด - เสื้อผ้าแฟชั่นที่ยังไม่ถึงฤดู - ของตามกระแสต่างๆ แนะนํา - ตัดได้ตัด - ก่อนซื้ออะไรคิดเยอะๆ นานๆ ว่าเราแค่อยากได้ หรือ มันจำเป็นจริงๆ - ตั้งเป้าหมายออมเงิน เช่นผมต้องออมในบิทคอย อย่างน้อยเดือนละ 1000 บาท ห้ามน้อยกว่านี้ เราก็จะคิดเยอะและประหยัดขึ้นมาอัตโนมัติ สรุป 1 ท้ายที่สุดการซื้อสินค้าทุกอย่างต้องดูที่ความจําเป็นเป็นหลัก 2 การบริหารการซื้อสินค้าที่จําเป็นแต่ไม่เร่งด่วน เป็นคีย์สําคัญในการบริหารการเงิน และจัดการชีวิตให้ราบรื่น 3 คิดเยอะๆและชะลอการจ่ายเงินซื้อสินค้าออกไป แค่ 2-3 วัน อาจจะทําให้คุณประหยัดเงินขึ้นมหาศาล 4 ผมทําแบบนี้มาสักพักแล้ว ข้อดีที่สุดคือ ของที่ซื้อมาทุกอย่าง ได้ใช้งานจริงๆและคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป #siamstr #btc #ประหยัด #ประหยัดเงิน #bitcoin
Fiat Food / Ultra-Procesed Food มันแย่กว่าที่เราคิดนะ ลดได้ลด - sats and sound EP23 Fiat Food / Ultra-Procesed Food มันแย่กว่าที่เราคิดนะ ลดได้ลด Fiat Food เป็นคําเปรียบเปรยถึงอาหารที่ผ่านการแปรรูปและผลิตจำนวนมาก แสดงถึงความ high time preference โดยไม่คํานึงถึงผลเสียต่อร่างกายระยะยาว Ultra-Procesed Food คือ อาหารแปรรูป ผลผลิตจากระบบอุตสาหกรรม ที่เต็มไปด้วย สารเคมี สารกันบูด สารแต่งรสแต่งกลิ่นสังเคราะห์ Fiat Food / Ultra Process Food 2 สิ่งนี้มันเป็นซับเซ็ทกันอยู่ ที่บอกว่ามันแย่กว่าที่คิด ลดได้ลดเพราะว่าอาหารเหล่านี้ มันถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อ ทํากําไรให้แก่นายทุน คิดง่ายๆนะ อาหารที่ต้องผลิตจํานวนมาก ต้องหาต้นทุนการผลิตที่น้อยที่สุด ต้องเก็บได้นานๆ และรสชาติเข้มข้น ในตอนนี้อาหารแปรรูปราคาถูกและหาซื้อง่ายกว่า อาหารทั่วไปไปแล้ว แต่ภาพลวงตาของความง่ายและสะดวกนี้เต็มไปด้วยผลเสียต่อสุขภาพระยะยาวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโรคเรื้อรัง ความดัน เบาหวาน ไขมัน หรือแม้แต่มะเร็ง ย้อนไปในอดีต มนุษย์อยู่ได้มาตั้งนาน จนมาถึงยุคการมาถึงของเงินเฟียต ที่ทุกอย่างต้องเร็ว รวมไปถึงการสร้างกําไรของภาคธุรกิจ ในภาคเกษตรกรรม ต้องปลูกพืชที่โตเร็วเท่านั้น เพื่อสร้างผลผลิตได้เร็ว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง เมื่อดินฟื้นฟูตัวเองไม่ทัน ก็เผาป่าสิ แล้วปลูกใหม่ pm มลพิษฉ่ำ แล้วผลผลิตที่มากแบบนี้มันต้องแปรรูปทุกอย่างให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็น - แป้ง ทําขนมปังได้ง่าย - มาการีน ทําได้เร็ว ถูกกว่าเนยแท้ - นํ้ามันพืช ปรับแต่งโครงสร้างไม่ให้เหม็นหืนเร็ว - High Fructose Corn Syrup ลดการใช้นํ้าตาลจริงๆ น่ากลัวมาก อยู่ในขนม ซอส แยมต่างๆ แล้วมันก็ไปอยู่ในพวกอาหารแปรรูปต่างๆที่เรากินกันจนถึงทุกวันนี้เพราะมีผลิตง่าย ผลิตได้เยอะๆ สิ่งที่เลวร้ายต่อมาคือ การแทรกแซงโดยรัฐบาล การให้ทุนสนับสนุนการวิจัยและการกำหนดนโยบาย อำนาจนี้สามารถถูกใช้โดยกลุ่มผลประโยชน์พิเศษและนักการเมืองเพื่อกำหนดบรรทัดฐานทางสังคม รวมถึงแนวทางการบริโภคอาหาร งานวิจัยพวกนี้มีผลสนับสนุนว่าการใช้สารเคมีในอาหารอุตสาหกรรมนั้นปลอดภัย สปอนเซอร์เงินทุนงานวิจัยก็พวกบริษัทผลิตอาหารพวกนี้นั่นแหละที่ให้มา ลองผลไม่ดีสิ ได้ถอนสปอนเซอร์ เริ่มเห็นความเน่ายัง ใครเคยเห็น ปิรมิดอาหารบ้าง แบบนี้ เป็นสิ่งที่ทางภาครัฐแนะนําสัดส่วนในการกินเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน เรียนในโรงเรียนด้วยถูกมั้ย ดูดิ เขาให้เรากินแป้ง และ ผักผลไม้ที่ปลูกได้ง่าย ขายเร็ว สัดส่วนรวมกันถึง 75% แล้วให้กินโปรตีนที่สำคัญต่อการเจริญเติบโต หรือซ่อมแซมร่างกายแค่ 20% มันแปลกมั้ย เพราะโปรตีนจากสัตว์นั้น ผลิตยากและแพงกว่า และกลุ่มนายทุนได้กําไรน้อยกว่า ส่งผลให้เขาพยายามรณรงค์ให้กินของที่ถูก ผลิตง่ายแทน เริ่มเห็นภาพแล้วยัง นี่ยังไม่รวมงานวิจัยที่แนะนําให้ลดการกินเนื้อสัตว์เพราะเสี่ยงมะเร็งอีก ทุกคนก็ใช้ชีวิตในการกินแป้ง น้ำตาล อาหารแปรรูป แบบนี้กันมา 30-40ปี อเมกาที่ดังคือพวก fast food ที่ทุกอย่างคืออาหารแปรรูป ที่เอามาทอดอีก มันโคตรอร่อย แต่มันน่ากลัวมาก จากสถิติคนอเมริกัน อ้วนขึ้นจํานวนมาก และมาพร้อมกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น ความดัน เบาหวาน ไขมัน ซึ่งโรคพวกนี้มันเกิดจากพฤติกรรมการกิน การใช้ชีวิตเป็นหลักเลย พันธุกรรมก็มีส่วน แต่พฤติกรรมมีผลมากกว่า พอเราเป็นโรค ก็ต้องใช้ยา บริษัทผลิตยา ก็เข้ามาเกี่ยวข้องอีก อยากให้ไปคิดต่อกันเอง สงสัยมั้ยว่าพอเราเป็นโรค NCD มีคนบอกเราตรงๆว่า กินแค่ยารักษาโรคไปตลอดชีวิต แต่กลับ ไม่มีใครมาบอกเราตรงๆว่า อาหารที่เรากินมันแย่ และเป็นสาเหตุของโรคเหล่านั้น? วิธีที่ผมใช้จริงในการ ลด ละ เลิก Fiat Food / Ultra-Processed Food สิ่งสําคัญที่สุดคือต้องเลือกการกินมากขึ้น you are what you eat - ลดการกิน fiat food หรือ Ultra Process Food อาหารแปรรูปให้มากที่สุด พวกขนมปัง ขนมขบเคี้ยว น้ำหวาน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก หมูยอ อาหารกระป๋อง พวกนี้เต็มไปด้วยสารเคมี สารกันบูดและ สารแต่งรสสังเคราะห์ ตระกูล high fructose corn syrup - กินอาหารสด ปรุงสุกใหม่ เท่านั้น - กินอาหารให้หมดเป็นมื้อๆ - ไม่กินอาหารค้างคืน หรือของเหลือในตู้เย็น อาหารพวกนี้จะเกิดแบคทีเรียสะสมได้ ผมเคยกินแล้วปวดท้อง เคยมีปัญหา IBS ปวดท้องแก้ไม่หาย หาหมอก็ไม่หาย สรุปคือ ผมกินแต่อาหารย่อยยาก และน้ำเต้าหู้แช่เย็นที่เก็บไว้เป็นสัปดาห์ พอเปลี่ยนการกิน อาการก็ค่อยๆดีขึ้น - ไม่กินน้ำหวาน หรือ ของหวาน ของกินจุกจิก ถ้าอยากกินของกินเล่นก็กินหลังมื้ออาหาร น้อยครั้ง ไม่ใช่กินทุกวัน ไม่ได้นะ - เลิกความเชื่อผิดๆว่า ถ้าอยากอิ่มท้องให้กินข้าวเยอะๆ เปลี่ยนเป็นกินโปรตีนเยอะ โปรตีนจากสัตว์ จากไข่ นมนะ ไม่เอาพวกโปรตีนผง - เน้นการกินโปรตีนมากขึ้น ไม่กลัวการกินไขมันจากสัตว์ ผมไม่ใช่สายกินเนื้อล้วน แต่มีการ balance สิ่งที่กินต่อวัน - ลดแป้ง คาร์โบไฮเดรตลง กินผัก ไฟเบอร์ มากขึ้น - กินนํ้าเปล่าวันละ 1.5 - 2 ลิตร - ผลไม้กินเป็นลูกๆ ไม่กินน้ำปั่น เพราะจะทําให้การดูดซึมนํ้าตาลเร็วเกินไป - วิธีที่ดีที่สุดคือทำอาหารกินเอง แต่ผมก็ไม่สามารถทำได้ ดังนั้นก็จะพยายามเลือกกิน แต่สิ่งที่มีประโยชน์ และ สดใหม่ปรุงสุก - เรื่องน้ำมันพืช เราสั่งข้าวกิน ลดยากมาก ผมก็พยายามสั่งร้านว่าใส่น้ำมันน้อยๆ - ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ - บางครั้งก็มีกินสิ่งที่อยากกินบ้าง อัตราส่วนไม่เกิน 5-10% ของทั้งหมด - การกินคลีน สำหรับผมไม่ใช่คำตอบ เพราะทำให้สัดส่วนโปรตีนที่เราได้รับไม่สมดุล แถมถ้าเป็นคลีนที่ไม่อร่อย เราจะทำได้ไม่นาน พอหลุด cheat day ก็กินยับเลย แนะนํากินแบบมีความสุขบ้าง จะได้ทําได้นานๆ อาหารที่ดี ไร้ Fiat Food / UPF 90% ของอร่อย 10 % สรุป Fiat Food / Ultra-Procesed Food เป็นอาหารที่เราควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่น่ากลัวคือ มีคนมากมายยังไม่รู้ว่ามันส่งผลต่อเราในระยะยาวมากแค่ไหน ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ไม่ใช่มันไม่มีใครรู้ แต่มันมีกลุ่มนายทุนที่ได้ประโยชน์อยู่เบื้องหลัง หน้าที่ของเราคือการรู้เท่าทัน และดูแลอาหาร สุขภาพของเราให้ดีในระยะยาว ถ้าคุณลดการกินอาหารแย่ๆพวกนี้ได้ ชีวิตคุณจะดีขึ้น You Are What You Eat #siamstr #fiatfood #upf #อาหาร #อาหารแปรรูป
รู้จัก บิทคอย และ เป็น Bitcoiner ได้ยังไง แชร์ ปสก จาก คนในชุมชนบิทคอยในไทย - Sats and Sound EP 22 ผมไปเจอคําถามในกลุ่ม Siamese Bitcoiners น่าสนใจมากผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า คนในคอมมินิตี้ รู้จักบิทคอยได้ยังไงและทําไมถึงเลือกที่จะเป็น bitcoiner ผมได้รวบรวม วิเคราะห์และสรุปคําตอบออกมาได้ดังนี้ 1 รู้จักบิทคอยได้ยังไง : จากความบังเอิญ สู่การศึกษาจริงจัง การที่ผู้คนมารู้จัก Bitcoin นั้นมีที่มาหลากหลาย บางครั้งก็เป็นเรื่องของความบังเอิญหรือคำบอกเล่า 1 จากสื่อและโซเชียลมีเดีย (13 คําตอบ) - บางคนเห็นข่าวจาก Blognone - กระทู้ใน Pantip - จากช่อง YouTube ของผู้มีอิทธิพลต่างๆ เช่น นายอาร์ม , อาจารย์ตั๊ม , Coinman , Right Shift , หรือแม้กระทั่งฟังลุงนิคที่เคยด่า Bitcoin 2 จากเพื่อนและคนรอบข้าง (6 คําตอบ) - หลายคนเริ่มรู้จักจากคำแนะนำของเพื่อน - คนใกล้ตัวที่อยู่ในแวดวง - บางคนถึงขนาดถูกเพื่อนชวนทำ Survey รับ Bitcoin ฟรีตั้งแต่อยู่ ม.ต้นในปี 2013 3 จากความอยากรู้อยากเห็นส่วนตัว (4 คําตอบ) - บางคนเริ่มต้นจากการเห็น Bitcoin เป็นช่องทางลงทุนทำกำไร - อยากหาอาชีพเสริม - สงสัยว่าไอคอน Bitcoin ใน Steam คืออะไร 4 จากประสบการณ์ที่เจ็บปวด (3 คําตอบ) - หลายคนเข้ามาสู่ Bitcoin อย่างจริงจังหลังเจอวิกฤต หรือความผิดหวัง เช่น พอร์ตพังจาก GameFi หรือขาดทุนหนัก - รู้สึกว่าอาชีพที่มั่นคงกลับไม่มั่นคงอีกต่อไป ปสก ผม ร้จักจากทั้ง 4 ข้อนี้รวมกันเลยครับ - ตอนแรกรู้จักบิทคอยผ่านสื่อและโชเชียลมีเดีย ข่าวซื้อพิชช่า - ข่าวการใช้บิทคอยซื้อสิ่งผิดกฏหมาย - การปิดเว็บ silk road Mt Gox แน่นอนว่า ผมมองว่าบิทคอยคือเงินในอากาศ มีความเสี่ยง จับต้องไม่ได้ และ scam หลอกลวง น่ากลัว อย่าไปยุ่งกับมัน หลังจากนั้นไม่นานผมก็ได้ยินเพื่อนพูดถึงบิทคอย - มีทั้งคนที่บอกให้ซื้อ - มีคนบอกว่าคนรู้จักได้กำไรจากบิทคอย - บอกว่าบิทคอยราคาหลักล้านแล้ว แน่นอนครับด้วยความที่คิดว่าเป็น scam ผมก็ยังไม่สนใจ ไม่ศึกษาอะไรมันทั้งนั้น และท้ายที่สุดจาก ประสบการณ์เจ็บปวดเรื่องเงินเฟ้อ ความไม่มั่นคง ไม่รวยสักที ขาดทุนจาก shit coin - ผมก็ได้เข้ามาศึกษาบิทคอย รู้จัก right shift อาจารย์พิริยะ และคนในชุมชนอื่น รวมถึงความอยากรู้ส่วนตัว - ในช่วงแรกผมแค่คนที่เข้ามาศึกษาในบิทคอยนะครับ ยังไม่ใช่บิทคอยเนอร์ซะทีเดียว 2. ทำไมถึงเลือกเป็น Bitcoiner: ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่เป็นเรื่อง "ความเข้าใจ" การตัดสินใจเป็น Bitcoiner นั้นลึกซึ้งกว่าแค่การเห็นโอกาสทำกำไร และมักจะมาจาก "ความตระหนักรู้" และการตั้งคำถามต่อระบบเดิม 1 ความเบื่อหน่ายต่อระบบการเงินแบบ Fiat: นี่คือเหตุผลสำคัญที่สุดที่ถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า (7 คําตอบ) - หลายคนเริ่มสงสัยว่าทำไมเงินถึงเฟ้อ - ทำไมต้องทำงานอย่างไร้สิ้นสุด - ทำไมระบบดูเหมือนไม่ถูกต้อง - พบว่า Bitcoin เสนอทางเลือกที่ดีกว่าการเป็น "ทาสในระบบ Fiat" 2 การเก็บรักษามูลค่าที่แท้จริง (Store of Value) (4 คําตอบ) - เมื่อได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ผู้คนจำนวนมากตระหนักว่า Bitcoin สามารถ "เก็บรักษามูลค่า" - ทำให้บางคนเลิกเป็นนักเทรดและหันมา "สะสม" (HODL) แทน 3 ตรรกะที่สมเหตุสมผลกับยุคสมัย (3 คําตอบ) - Bitcoin มี Logic ที่ Make Sense กับยุคสมัยปัจจุบันมากกว่าระบบการเงินแบบเก่า - โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับความผันผวนและความไม่แน่นอนของสินทรัพย์ดั้งเดิมอื่นๆ 4 แนวคิดเรื่องอิสรภาพ (Libertarianism) (2 คําตอบ) - สำหรับหลายคน Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Libertarianism หรือการใฝ่หาอิสรภาพและอธิปไตยส่วนบุคคล - การได้ศึกษา Bitcoin ทำให้เลือดลิเบอร์ทาเรี่ยนเดือดพล่าน และรู้สึกว่า Bitcoin ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างแท้จริง 5 ไม่ต้องการพลาดโอกาสครั้งที่สอง (2 คําตอบ) - บางคนเคยพลาดโอกาส Bitcoin ในช่วงราคาถูก - เมื่อได้ศึกษาและเข้าใจถึงแก่นแท้ จึงไม่อยากพลาดโอกาสนี้อีกต่อไป 6การค้นหาคำตอบที่ค้างคาใจ (2 คําตอบ) - หลายคนใช้เวลาในการค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ผู้ใหญ่พูดวกวนมาทั้งชีวิต - ความสงสัยเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่ติดลบ - พบว่า Bitcoin หรือแนวคิดเบื้องหลัง Bitcoin สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ ปสก ส่วนตัว ผมคือทั้ง 6 ข้อนี้เลยครับ หลังจากปี 2021 ขาดทุน defi มาหลักแสนบาท - ตอนนั้นผมก็เริ่มซื้อบิทคอยแล้วด้วยเงินหลักพันบาทรู้ว่ามันดีแต่ก็ยังไม่ได้ศึกษามาก - ผมใช้เวลาศึกษา 1 ปีร่วมกับการเข้ามาอยู่ในชุมชนบิทคอยในประเทศไทย - เป็นช่วงที่เปิดโลกมากครับ - ผมเปลี่ยนวิธีการคิดเกี่ยวกับ ระบบการเงิน การจัดการเงินส่วนบุคคล การพัฒนาตัวเอง การดูแลสุขภาพ อาหารที่กิน เหมือนการีเซ็ตชีวิตใหม่ - ตอนนี้ผมเป็นคนใหม่ที่มีความมั่นคงทางจิตใจมากครับ - ส่วนการเงินก็มีความมั่นคงมากขึ้นหลังจากได้ออมในบิทคอย ถึงตอนนี้ยังลำบากแต่ผมก็สู้และรู้แล้วว่าทางที่เดินมาถูกต้อง จากคำตอบนี้ คนในชุมชน "รู้จัก Bitcoin ในช่วงปีต่างๆ กันไป" โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาหลักๆ ที่มีการกล่าวถึงได้ดังนี้ 1 ช่วงปี 2013-2015: ยุคแรกเริ่มของการรับรู้ (3 คําตอบ) เป็นช่วงที่ Bitcoin ยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่เริ่มได้ยินและสนใจ - ปี 2013: มีคนรู้จัก Bitcoin ตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมต้น หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นช่วงที่ Bitcoin เริ่มมีการพูดถึงบ้าง - ปี 2015: มีผู้ที่ได้ยินคำว่า Bitcoin แล้ว แต่ตอนนั้นยังไม่สนใจเรื่องการเงิน 2 ช่วงปี 2017-2018: กระแสแรกและตลาดขาขึ้น (4 คําตอบ) เป็นช่วงที่ Bitcoin เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และมีคนจำนวนมากเข้ามาในตลาด ซึ่งหลายคนเข้ามาเพราะ "การลงทุนทำกำไร" - ปี 2017: มีคนรู้จักจาก นายอาร์ม (ซึ่งตอนนั้นยังไม่เข้าใจ) และจำได้ว่าราคาประมาณ 20,000 บาท - ปี 2018: เริ่มมีการตามหาอาชีพที่สองผ่านคริปโต และมองว่าน่าเทรดกว่าหุ้น หรือเจอกระทู้ในพันทิปเมื่อ 8 ปีก่อน (เทียบจากปี 2024 คือ 2016) 3 ช่วงปี 2021: ตลาดขาขึ้นครั้งใหญ่ (Bull Run) (1 คําตอบ) เป็นช่วงที่ Bitcoin ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมาก - ปี 2021: มีคนเริ่มดูอาจารย์ตั๊ม หรือได้ยินเรื่อง DCA และตามฟังอาจารย์ เป็นช่วงที่คนจำนวนมากเข้ามาลงทุน เพราะกระแสและเห็นโอกาส 4 ช่วงปี 2024: การตระหนักรู้และเข้าใจแก่นแท้ (4 คําตอบ) แม้ Bitcoin จะถูกพูดถึงมานาน แต่หลายคนเพิ่งมา "เข้าใจอย่างลึกซึ้ง" และเลือกเป็น Bitcoiner ในช่วงนี้ - ปี 2024: มีผู้ที่เพิ่งมาสนใจจริงๆ และเริ่มวิวัฒนาการเป็น Bitcoiner ในช่วงปลายปี 2024 - เพิ่งมาศึกษาลึกซึ้งช่วงปีที่แล้ว (2023-2024) มีคนที่เพิ่งมาศึกษาจริงจังช่วงปีที่แล้ว (2023) หลังจากการศึกษา Traditional Finance หรือจากการแนะนำของเพื่อน รวมถึงการไปงาน TBC 2024 แล้วได้ตระหนักรู้ - รู้จักมานานแต่เพิ่งเข้าใจ หลายคนรู้จัก Bitcoin มานานในฐานะสินทรัพย์ผันผวนหรือสแกมเมอร์ แต่เพิ่งมาศึกษาลึกซึ้งและเข้าใจแก่นแท้ในช่วงหลังๆ สรุป การเป็น Bitcoiner จึงไม่ใช่แค่การ "เลือก" สินทรัพย์เพื่อลงทุน แต่เป็นการเดินทางแห่ง "การค้นพบ" และ "ความเข้าใจ" ตั้งแต่การรู้จัก Bitcoin ผ่านความบังเอิญ ไปจนถึงการตั้งคำถามต่อระบบ การศึกษาอย่างลึกซึ้ง และการตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของมันในฐานะสินทรัพย์ที่ขาดแคลน ปลอดจากการควบคุมของรัฐบาล และเป็นทางเลือกเพื่ออิสรภาพทางการเงินในโลกที่ไม่แน่นอน หลายคนเริ่มต้นด้วยความอยากรวย หรือแค่สนใจเทคโนโลยี แต่สุดท้ายกลับค้นพบปรัชญาที่ลึกซึ้งกว่านั้น กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงมุมมองต่อเงิน ความมั่งคั่ง และชีวิตไปโดยสิ้นเชิง ดังที่บางคนกล่าวว่า "เหมือนได้กินยาเม็ดสีส้ม" และพบว่า "โพรงกระต่ายก็กว้างใหญ่กว่าที่คิด" การเดินทางสู่การเป็น Bitcoiner มักไม่ใช่การตัดสินใจในทันที แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้และตระหนักรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของ Bitcoin ที่อาจใช้เวลาหลายปีสำหรับบางคนรวมถึงผมด้วย #siamstr #btc #bitcoin