Jakk Goodday

Jakk Goodday's avatar
Jakk Goodday
npub1mqcw...nz85
#Siamstr
ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว ในวันที่พายุพัดผ่านสนามการลงทุนจนตัวเลขสีแดงฉานกลายเป็นภาพชินตา ผมมักจะย้อนกลับมาทบทวนคำถามพื้นฐานที่สุดของชีวิตที่ว่า... เรากำลังวิ่งตามเข็มนาฬิกาของใครอยู่? image หลายคนก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนด้วยความเชื่อที่ว่า ความเร็ว (Speed) คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ เราถูกเร่งเร้าด้วยภาพความรวยที่ทันตาเห็นและเสียงรบกวนของกำไรระยะสั้น จนเผลอวางเดิมพันด้วยความสงบสุขทางจิตวิญญาณ ทว่าเมื่อตลาดสำแดงตัวตนในด้านที่โหดร้าย ความเร็วที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ฉุดกระชากใจเราให้ร่วงหล่นลงสู่ความสับสนได้รุนแรงที่สุด สำหรับผม การสร้างอธิปไตยเหนือตนเองเริ่มต้นที่การตระหนักว่า... ทิศทาง (Direction) นั้นลุ่มลึกและทรงพลังกว่าความเร็วเสมอ การมีทิศทางที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกด้วยความประณีต มันคือการเลือกกลยุทธ์ที่วางอยู่บนฐานของความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตามกระแสลม การมองโลกผ่านเลนส์ของ Low Time Preference หรือการมองการณ์ไกลนั้นเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือทางการเงิน เพราะมันคืออำนาจวิเศษที่ทำให้เราอยู่เหนือวัฏจักรขาลงได้อย่างสง่างาม เมื่อเราตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่จุดไหน แรงสั่นสะเทือนชั่วคราวระหว่างทางก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ไม่สามารถสั่นคลอนรากแก้วในใจเราได้ ความนิ่ง (Stillness) ในวันที่ตลาดพังทลาย คือหลักฐานชั้นดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์ ผมมองว่าสถาปัตยกรรมแห่งความอดทนนั้นงดงามกว่าความสำเร็จที่ฉาบฉวย การยอมใช้เวลาเคี่ยวกรำวินัยและตกตะกอนภายในจนนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก คือชัยชนะที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพอร์ตการลงทุน หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ฯลฯ ความประณีตในกระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ เพราะคุณภาพของตัวตนที่เรากลายเป็นระหว่างการเดินทางนั้น คือกำไรที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้ ในโลกที่ทุกคนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ก้าวเดินไปในจังหวะของตนเอง การอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะเพียงก้าวสั้นๆ ในทุกเช้า ย่อมพาเราไปถึงอาณาจักรที่มั่นคงกว่าการวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดหมาย สุดท้ายแล้ว... นิยามของการพึ่งพาตนเองได้ 100% คือการมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมความคาดหวังจากอนาคตมาหล่อเลี้ยงใจ ความสำเร็จสำหรับผมจึงไม่ใช่การชนะที่ความเร็ว ทว่ามันคือการมีความสงบยามที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่ใช่ แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นหรือปรบมือให้ก็ตาม... #jakkdiary #Siamstr #DirectionOverSpeed #LowTimePreference #SovereignMind
“อย่าฝากรีโมทความสุขไว้ในมือคนที่ไม่ได้อยู่กับเราตลอดวัน” image บางวันเรายิ้มได้เพราะคำชมหนึ่งประโยค บางวันอารมณ์ตกเพราะคนหนึ่งคนพิมพ์ “ครับ” สั้นลงกว่าปกติ... ทั้งที่กินข้าวอิ่ม แดดก็ดี งานก็พอไปได้ แต่ใจมันกลับขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสายตา ตามน้ำเสียง ตามยอดไลก์ เหมือนเราพกรีโมทความสุขไว้ในกระเป๋าคนอื่น เขาคงกดเล่นบ้าง เผลอทำหล่นบ้าง ลืมไว้ที่ไหนบ้าง ส่วนเรายืนรอหน้าจอชีวิตตัวเอง… เผื่อวันนี้เขาจะนึกถึง เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ มันแปลว่าเราเป็นคน ใจคนมันอยากอบอุ่น อยากมีที่ยืน อยากรู้ว่า ฉันโอเคไหม? คำยืนยันจากคนอื่นเลยกลายเป็นของหวานประจำวัน หวานดีนะ…แต่กินแทนข้าวไม่ได้ พอโตขึ้น ผมเริ่มเห็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ให้เกียรติ” กับ “ยกใจให้เขาถือ” ความเกรงใจงาม ๆ พอสะสมมาก ๆ กลายเป็นภาระเงียบ ภาระที่ทำให้เราพูดไม่ตรง หัวเราะทั้งที่เราไม่ได้ขำ พยักหน้าทั้งที่ในใจอยากถาม แล้วก็ต้องกลับมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว.. เหมือนทำโอทีให้กับภาพลักษณ์ตัวเอง คนเรามักวิ่งหาการอนุมัติ อยากให้ใครสักคนบอกว่า "ดีแล้ว” อยากให้โลกสะท้อนกลับมาว่า “เรามีค่า” แต่วินาทีที่เราเอาคุณค่าไปฝากไว้กับมือคนอื่น มือคู่นั้นก็จะกลายเป็นคนถือสวิตช์อารมณ์เราไปโดยอัตโนมัติ อธิปไตยภายใน… สำหรับผม มันเริ่มจากการยอมรับแบบไม่ต้องด่าตัวเอง “โอเค วันนี้ใจฉันกำลังวิ่งหาคนมากดปุ่มให้” แค่มองให้ชัดก่อน ใจเราก็เริ่มมีสิทธิ์เลือก ผมเลยลองทำกติกาง่าย ๆ ให้ตัวเอง ก่อนจะพูดหรือทำอะไรเพื่อให้คนอื่นโอเค ขอถามใจตัวเองสั้น ๆ สองข้อ 1. ถ้าไม่มีใครชม ฉันยังอยากทำอยู่ไหม? 2 ถ้าไม่มีใครเห็น ฉันยังเป็นแบบนี้ได้ไหม? คำถามสองบรรทัดนี้เหมือนยืนเฝ้าประตูเมือง ไม่ให้ใครเดินเข้ามาย้ายธงในใจเราได้ง่าย ๆ แล้วมันก็แปลกดีนะ... พอเราไม่รีบพิสูจน์ เรากลับน่าเชื่อถือมากขึ้น พอเราไม่รีบให้คนมารัก เรากลับรักคนอื่นได้สบายขึ้น พอเราไม่ต้องรีบ “ดูดี” เรากลับดูจริงขึ้น การมีอธิปไตยภายในไม่ได้ทำให้เรากลายเป๋นคนเย็นชาแต่อย่างใด มันทำให้เรานุ่มลงแบบมีแกน คนชมก็รับไว้ด้วยรอยยิ้ม คนไม่ชมก็ยังเดินต่อได้ คนเข้าใจ ก็ขอบคุณ คนไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องรีบอธิบายจนหมดแรง แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเผลอฝากรีโมทไว้กับใครอีกแล้ว? อาการมันจะฟ้องเอง ใจเริ่มแสดง เริ่มอยากพิสูจน์ เริ่มอยากให้เขาชอบ เริ่มอยากแก้คำเข้าใจผิดทั้งที่ยังไม่ได้ถาม ถ้าจับได้ตรงนั้น…ขอแค่หยุดสักครู่ หายใจให้ลึกอีกนิด แล้วหยิบรีโมทกลับมาแบบเงียบ ๆ ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องทำพิธี ไม่ต้องทำหน้าขึง แค่หยิบกลับมาเฉย ๆ เหมือนเก็บกุญแจรถก่อนเดินเข้าบ้านนั่นแหละ คำยืนยันจากคนอื่นยังมีความหมายนะ ผมยังยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ แต่ผมเริ่มอยากให้ “คำยืนยันหลัก” มาจากข้างในของผมเองมากกว่า อนุมัติให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ยังฝึกอยู่ ยังพลาดได้ ยังกลับตัวได้ ยังเติบโตได้ สุดท้าย…ถ้าวันไหนรู้สึกว่าใจเราเหมือนถูกคนอื่นกดปุ่ม ก็ลองล้วงกระเป๋าตัวเองดู เผื่อรีโมทความสุขมันจะเผลอไปอยู่ในกระเป๋าเขาอีกแล้ว เก็บรีโมทกลับมาไว้กับตัวเถอะ… อย่างน้อยเวลาจะเศร้า จะงอน จะฮึด เราจะได้เป็นคนกดเอง ไม่ใช่รอให้ใครเผลอกดให้อีก #jakkdiary #siamstr
“5 นาทีแรก…ไม่ต้องพยายามเป็นใครให้ใครชอบ ขอแค่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วปลอดภัยพอจะคุยต่อก็พอแล้ว” เวลาไปมีตอัพ.. คุยงาน เสวนา หรือแค่นัดกินข้าวกันเฉย ๆ (ภาค2) ผมเห็นภาพเดิมวนกลับมาบ่อยมาก image คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ เขาขาดสนามซ้อม ที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แล้ววางใจให้เป็นธรรมชาติ พอเดินเข้าไปในวงสนทนา มือก็ไม่รู้จะจับอะไร สายตาไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน ในหัวเริ่มคิดยาวเป็นขบวน “เราจะดูแปลกไหม” “ถ้าไม่มีใครคุยด้วยล่ะ” “ถ้าพูดพลาดล่ะ” บลา บลา สุดท้ายหลายคนยอมใช้พลังไปกับการประกอบตัวตนฉุกเฉินขึ้นมา.. พูดให้ดูเก่ง ทำให้ดูสนิท ทำให้ดูมีที่ยืน แต่... พอกลับบ้านแล้วเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก ทั้งที่ร่างกายแทบไม่ได้ขยับอะไรเลย ถ้าให้ผมย่อยเรื่องนี้แบบคนธรรมดา ๆ ผมจะบอกว่า… ใน 5 นาทีแรก เราไม่ได้คุยเพื่อเอาข้อมูล เราคุยเพื่อตั้งความปลอดภัยให้กันและกัน เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ลึกกว่านั้นนิดหนึ่ง สมองส่วนสัญชาตญาณของเราทำงานไวมากเวลาเจอคนใหม่ มันเหมือนยามเฝ้าประตูที่ไม่พูดอะไร แค่สแกนเงียบ ๆ ว่า คนนี้อยู่ใกล้แล้วสบายใจไหม? หลายคนใช้เวลาประมาณ 5 นาที (ราวสามร้อยวินาที) ก่อนจะยอมผ่อนกล้ามเนื้อข้างในให้คนตรงหน้ามีที่ยืน พอผ่านด่านนี้ไปได้ ประตูใจเขาจะเริ่มเปิดเองแบบไม่ต้องเอาอะไรมางัด ผมเลยชอบมองการพูดคุยเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นพิธีทักทายของเผ่า เมื่อเราเดินเข้าบ้านคนอื่น เราไม่พุ่งไปเปิดตู้เย็น เราทักเจ้าของบ้านก่อน ยิ้มก่อน ยืนให้เขารู้ว่ามาดี ในวงสนทนาก็เหมือนกัน... ช่วงแรกทุกคนกำลังวัดอุณหภูมิอย่างเงียบ ๆ ว่าเราปลอดภัยสำหรับกันและกันมากแค่ไหน ตรงนี้เองที่ผมชอบใช้อุปมาอุปมัยว่า “สะพานไม้ 3 แผ่น” แผ่นแรกพาเราออกจากความเป็นคนแปลกหน้า แผ่นที่สองพาเรามายืนระดับเดียวกัน แผ่นที่สามค่อยพาไปไกลกว่านั้น... คุยเรื่องจริงใจ คุยเรื่องลึก คุยเรื่องที่มีค่า ถ้าถามว่าแผ่นไม้แผ่นแรกหน้าตาเป็นยังไง มันมักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าง่าย ๆ บรรยากาศ ทางมา คนเยอะ มุมยืน เพลง กาแฟ คำทักสั้น ๆ สุภาพ ๆ พอให้ไหล่เขาตกลงนิดหนึ่ง เช่น.. “สวัสดีครับ มาครั้งแรกไหม" “วันนี้ลมดีนะครับ เย็นกำลังพอดี” ประโยคไม่ต้องคม ไม่ต้องดูฉลาด แค่อ่อนโยนพอให้คนอีกฝั่งรู้ว่า…อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระวังตัวมากนักก็พอ แล้วสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากกว่าคำพูด ก็คือ “ท่าทาง” ลองสังเกตตัวเองเบา ๆ ว่าเผลอกอดอกไหม เผลอเอาแก้วน้ำหรือโทรศัพท์มาบังช่วงอกไหม เผลอหันตัวหนีเหมือนเตรียมวิ่งออกจากวงไหม ร่างกายคนเราส่งสัญญาณเร็วกว่าปากเสมอ ท่าที่ผมว่าใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์คือ เปิด space ไหล่ผ่อน แขนวางสบาย ๆ หันลำตัวเข้าหาคนที่คุยแบบพอดี ๆ ยืนให้มีช่องว่างพอหายใจ ไม่ชิดจนรุก ไม่ห่างจนเหมือนปิดประตู ท่านี้เหมือนบอกเป็นภาษาที่ไม่ต้องมีคำว่า “ผมไม่มีอาวุธ ผมพร้อมฟัง” คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ทันที ถึงเขาไม่รู้ตัวว่ารู้ พอสะพานไม้แผ่นแรกวางแล้ว แผ่นที่สองคือ การเปิดนิดเดียว แล้วฟังยาว ๆ แนะนำตัวพอเป็นพิธี “ผม…ครับ สนใจเรื่องนี้อยู่ ยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน” จากนั้นถามแบบให้เกียรติ “คุณสนใจมุมไหนเป็นพิเศษครับ” คำถามดี ๆ ทำหน้าที่แทนเราได้มาก มันพาอีกฝ่ายเล่า พาเราได้ยินจังหวะชีวิตของเขา และความลับเล็ก ๆ ของโลกนี้คือ… คนเรามักจำคนที่ทำให้เขาพูดได้อย่างสบายใจ ได้แม่นกว่าคนที่พูดเก่ง ส่วนแผ่นที่สาม.. การคุยให้ลึกขึ้น มันจะค่อยๆ เกิดเอง เกิดตอนที่เราฟังจริง เกิดตอนเราไม่รีบโชว์ เกิดตอนเรายอมให้ความเงียบมีที่นั่งบนโต๊ะบ้าง ทีนี้เรื่องที่คนติดมากที่สุดในมีตอัพ คือ ทางหนี อยากดูดี อยากให้ทุกคนสบายใจ สุดท้ายก็ฝืนคุย ฝืนรับปาก ฝืนยิ้ม พอกลับบ้าน ก็ใจแห้งเหมือนโดนบีบน้ำออกจนหมด ผมว่า.. การเดินออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ คือทักษะของผู้ใหญ่ มันรักษาน้ำใจคนอื่น พร้อมกับรักษาใจตัวเอง วิธีที่ช่วยได้มากคือ…ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยขอตัว เหมือนปิดประตูเบา ๆ แล้วเว้นกุญแจไว้ให้วันหน้า ตัวอย่างประมาณนี้... “ผมชอบมุมที่คุณเล่าเรื่องมากเลยครับ ขอผมไปเติมน้ำก่อน เดี๋ยวกลับมาคุยต่อได้ไหม” “ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอผมไปทักเพื่อนแป๊บนึง เดี๋ยวไว้มาแลกกันต่อนะ” “ขอพักหายใจสักนิดครับ เดี๋ยวถ้าคุณยังอยู่ ขอผมมานั่งฟังต่อนะ” ประโยคพวกนี้มีเวทมนตร์อยู่ตรง.. ยังอยากคุยต่อ คนฟังจะไม่รู้สึกถูกตัดเยื่อใย เราเองก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการฝืนอยู่ ท้ายที่สุด... ผมอยากให้เราไปมีตอัพด้วยใจที่เบาขึ้น ไปในฐานะคนธรรมดาที่พร้อมยิ้ม พร้อมฟัง พร้อมทัก บางวันคุยน้อยก็ไม่เป็นไร แค่ไปโผล่หน้าให้โลกเห็นว่าเรายังอยู่ ก็ถือว่าก้าวแล้ว 5 นาทีแรกขอแค่ตั้งความปลอดภัยให้ผ่านก่อน ที่เหลือ…ความเป็นเพื่อนพ้องจะค่อย ๆ ทำงานของมันเอง “ที่ยืนในสังคมไม่ได้เกิดจากการแสดงเก่ง มันเกิดจากการอยู่ตรงนั้นอย่างจริงใจ จนคนอื่นสบายใจที่จะอยู่ใกล้เรา” #JakkDiary #Siamstr