ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว
ในวันที่พายุพัดผ่านสนามการลงทุนจนตัวเลขสีแดงฉานกลายเป็นภาพชินตา ผมมักจะย้อนกลับมาทบทวนคำถามพื้นฐานที่สุดของชีวิตที่ว่า...
เรากำลังวิ่งตามเข็มนาฬิกาของใครอยู่?
หลายคนก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนด้วยความเชื่อที่ว่า ความเร็ว (Speed) คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ
เราถูกเร่งเร้าด้วยภาพความรวยที่ทันตาเห็นและเสียงรบกวนของกำไรระยะสั้น จนเผลอวางเดิมพันด้วยความสงบสุขทางจิตวิญญาณ
ทว่าเมื่อตลาดสำแดงตัวตนในด้านที่โหดร้าย ความเร็วที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ฉุดกระชากใจเราให้ร่วงหล่นลงสู่ความสับสนได้รุนแรงที่สุด
สำหรับผม การสร้างอธิปไตยเหนือตนเองเริ่มต้นที่การตระหนักว่า... ทิศทาง (Direction) นั้นลุ่มลึกและทรงพลังกว่าความเร็วเสมอ
การมีทิศทางที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกด้วยความประณีต มันคือการเลือกกลยุทธ์ที่วางอยู่บนฐานของความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตามกระแสลม
การมองโลกผ่านเลนส์ของ Low Time Preference หรือการมองการณ์ไกลนั้นเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือทางการเงิน เพราะมันคืออำนาจวิเศษที่ทำให้เราอยู่เหนือวัฏจักรขาลงได้อย่างสง่างาม
เมื่อเราตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่จุดไหน แรงสั่นสะเทือนชั่วคราวระหว่างทางก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ไม่สามารถสั่นคลอนรากแก้วในใจเราได้
ความนิ่ง (Stillness) ในวันที่ตลาดพังทลาย คือหลักฐานชั้นดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์
ผมมองว่าสถาปัตยกรรมแห่งความอดทนนั้นงดงามกว่าความสำเร็จที่ฉาบฉวย
การยอมใช้เวลาเคี่ยวกรำวินัยและตกตะกอนภายในจนนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก คือชัยชนะที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพอร์ตการลงทุน หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ฯลฯ ความประณีตในกระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ
เพราะคุณภาพของตัวตนที่เรากลายเป็นระหว่างการเดินทางนั้น คือกำไรที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้
ในโลกที่ทุกคนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ก้าวเดินไปในจังหวะของตนเอง
การอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะเพียงก้าวสั้นๆ ในทุกเช้า ย่อมพาเราไปถึงอาณาจักรที่มั่นคงกว่าการวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดหมาย
สุดท้ายแล้ว... นิยามของการพึ่งพาตนเองได้ 100% คือการมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมความคาดหวังจากอนาคตมาหล่อเลี้ยงใจ
ความสำเร็จสำหรับผมจึงไม่ใช่การชนะที่ความเร็ว ทว่ามันคือการมีความสงบยามที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่ใช่ แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นหรือปรบมือให้ก็ตาม...
#jakkdiary #Siamstr #DirectionOverSpeed #LowTimePreference #SovereignMind
หลายคนก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนด้วยความเชื่อที่ว่า ความเร็ว (Speed) คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ
เราถูกเร่งเร้าด้วยภาพความรวยที่ทันตาเห็นและเสียงรบกวนของกำไรระยะสั้น จนเผลอวางเดิมพันด้วยความสงบสุขทางจิตวิญญาณ
ทว่าเมื่อตลาดสำแดงตัวตนในด้านที่โหดร้าย ความเร็วที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ฉุดกระชากใจเราให้ร่วงหล่นลงสู่ความสับสนได้รุนแรงที่สุด
สำหรับผม การสร้างอธิปไตยเหนือตนเองเริ่มต้นที่การตระหนักว่า... ทิศทาง (Direction) นั้นลุ่มลึกและทรงพลังกว่าความเร็วเสมอ
การมีทิศทางที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกด้วยความประณีต มันคือการเลือกกลยุทธ์ที่วางอยู่บนฐานของความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตามกระแสลม
การมองโลกผ่านเลนส์ของ Low Time Preference หรือการมองการณ์ไกลนั้นเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือทางการเงิน เพราะมันคืออำนาจวิเศษที่ทำให้เราอยู่เหนือวัฏจักรขาลงได้อย่างสง่างาม
เมื่อเราตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่จุดไหน แรงสั่นสะเทือนชั่วคราวระหว่างทางก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ไม่สามารถสั่นคลอนรากแก้วในใจเราได้
ความนิ่ง (Stillness) ในวันที่ตลาดพังทลาย คือหลักฐานชั้นดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์
ผมมองว่าสถาปัตยกรรมแห่งความอดทนนั้นงดงามกว่าความสำเร็จที่ฉาบฉวย
การยอมใช้เวลาเคี่ยวกรำวินัยและตกตะกอนภายในจนนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก คือชัยชนะที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพอร์ตการลงทุน หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ฯลฯ ความประณีตในกระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ
เพราะคุณภาพของตัวตนที่เรากลายเป็นระหว่างการเดินทางนั้น คือกำไรที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้
ในโลกที่ทุกคนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ก้าวเดินไปในจังหวะของตนเอง
การอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะเพียงก้าวสั้นๆ ในทุกเช้า ย่อมพาเราไปถึงอาณาจักรที่มั่นคงกว่าการวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดหมาย
สุดท้ายแล้ว... นิยามของการพึ่งพาตนเองได้ 100% คือการมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมความคาดหวังจากอนาคตมาหล่อเลี้ยงใจ
ความสำเร็จสำหรับผมจึงไม่ใช่การชนะที่ความเร็ว ทว่ามันคือการมีความสงบยามที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่ใช่ แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นหรือปรบมือให้ก็ตาม...
#jakkdiary #Siamstr #DirectionOverSpeed #LowTimePreference #SovereignMind
บางวันเรายิ้มได้เพราะคำชมหนึ่งประโยค
บางวันอารมณ์ตกเพราะคนหนึ่งคนพิมพ์ “ครับ” สั้นลงกว่าปกติ...
ทั้งที่กินข้าวอิ่ม แดดก็ดี งานก็พอไปได้ แต่ใจมันกลับขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสายตา ตามน้ำเสียง ตามยอดไลก์
เหมือนเราพกรีโมทความสุขไว้ในกระเป๋าคนอื่น เขาคงกดเล่นบ้าง เผลอทำหล่นบ้าง ลืมไว้ที่ไหนบ้าง
ส่วนเรายืนรอหน้าจอชีวิตตัวเอง… เผื่อวันนี้เขาจะนึกถึง
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ มันแปลว่าเราเป็นคน
ใจคนมันอยากอบอุ่น อยากมีที่ยืน อยากรู้ว่า ฉันโอเคไหม? คำยืนยันจากคนอื่นเลยกลายเป็นของหวานประจำวัน
หวานดีนะ…แต่กินแทนข้าวไม่ได้
พอโตขึ้น ผมเริ่มเห็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ให้เกียรติ” กับ “ยกใจให้เขาถือ”
ความเกรงใจงาม ๆ พอสะสมมาก ๆ กลายเป็นภาระเงียบ ภาระที่ทำให้เราพูดไม่ตรง หัวเราะทั้งที่เราไม่ได้ขำ
พยักหน้าทั้งที่ในใจอยากถาม แล้วก็ต้องกลับมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว.. เหมือนทำโอทีให้กับภาพลักษณ์ตัวเอง
คนเรามักวิ่งหาการอนุมัติ อยากให้ใครสักคนบอกว่า "ดีแล้ว” อยากให้โลกสะท้อนกลับมาว่า “เรามีค่า”
แต่วินาทีที่เราเอาคุณค่าไปฝากไว้กับมือคนอื่น มือคู่นั้นก็จะกลายเป็นคนถือสวิตช์อารมณ์เราไปโดยอัตโนมัติ
อธิปไตยภายใน… สำหรับผม มันเริ่มจากการยอมรับแบบไม่ต้องด่าตัวเอง
“โอเค วันนี้ใจฉันกำลังวิ่งหาคนมากดปุ่มให้”
แค่มองให้ชัดก่อน ใจเราก็เริ่มมีสิทธิ์เลือก
ผมเลยลองทำกติกาง่าย ๆ ให้ตัวเอง ก่อนจะพูดหรือทำอะไรเพื่อให้คนอื่นโอเค ขอถามใจตัวเองสั้น ๆ สองข้อ
1. ถ้าไม่มีใครชม ฉันยังอยากทำอยู่ไหม?
2 ถ้าไม่มีใครเห็น ฉันยังเป็นแบบนี้ได้ไหม?
คำถามสองบรรทัดนี้เหมือนยืนเฝ้าประตูเมือง
ไม่ให้ใครเดินเข้ามาย้ายธงในใจเราได้ง่าย ๆ
แล้วมันก็แปลกดีนะ... พอเราไม่รีบพิสูจน์ เรากลับน่าเชื่อถือมากขึ้น พอเราไม่รีบให้คนมารัก เรากลับรักคนอื่นได้สบายขึ้น
พอเราไม่ต้องรีบ “ดูดี” เรากลับดูจริงขึ้น
การมีอธิปไตยภายในไม่ได้ทำให้เรากลายเป๋นคนเย็นชาแต่อย่างใด
มันทำให้เรานุ่มลงแบบมีแกน คนชมก็รับไว้ด้วยรอยยิ้ม คนไม่ชมก็ยังเดินต่อได้
คนเข้าใจ ก็ขอบคุณ
คนไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องรีบอธิบายจนหมดแรง
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเผลอฝากรีโมทไว้กับใครอีกแล้ว?
อาการมันจะฟ้องเอง ใจเริ่มแสดง เริ่มอยากพิสูจน์ เริ่มอยากให้เขาชอบ เริ่มอยากแก้คำเข้าใจผิดทั้งที่ยังไม่ได้ถาม
ถ้าจับได้ตรงนั้น…ขอแค่หยุดสักครู่ หายใจให้ลึกอีกนิด แล้วหยิบรีโมทกลับมาแบบเงียบ ๆ
ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องทำพิธี ไม่ต้องทำหน้าขึง แค่หยิบกลับมาเฉย ๆ เหมือนเก็บกุญแจรถก่อนเดินเข้าบ้านนั่นแหละ
คำยืนยันจากคนอื่นยังมีความหมายนะ
ผมยังยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ แต่ผมเริ่มอยากให้ “คำยืนยันหลัก” มาจากข้างในของผมเองมากกว่า
อนุมัติให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ยังฝึกอยู่ ยังพลาดได้ ยังกลับตัวได้ ยังเติบโตได้
สุดท้าย…ถ้าวันไหนรู้สึกว่าใจเราเหมือนถูกคนอื่นกดปุ่ม ก็ลองล้วงกระเป๋าตัวเองดู เผื่อรีโมทความสุขมันจะเผลอไปอยู่ในกระเป๋าเขาอีกแล้ว
เก็บรีโมทกลับมาไว้กับตัวเถอะ…
อย่างน้อยเวลาจะเศร้า จะงอน จะฮึด เราจะได้เป็นคนกดเอง ไม่ใช่รอให้ใครเผลอกดให้อีก
#jakkdiary #siamstr
คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ เขาขาดสนามซ้อม ที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แล้ววางใจให้เป็นธรรมชาติ
พอเดินเข้าไปในวงสนทนา มือก็ไม่รู้จะจับอะไร สายตาไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน
ในหัวเริ่มคิดยาวเป็นขบวน “เราจะดูแปลกไหม” “ถ้าไม่มีใครคุยด้วยล่ะ” “ถ้าพูดพลาดล่ะ” บลา บลา
สุดท้ายหลายคนยอมใช้พลังไปกับการประกอบตัวตนฉุกเฉินขึ้นมา.. พูดให้ดูเก่ง ทำให้ดูสนิท ทำให้ดูมีที่ยืน
แต่... พอกลับบ้านแล้วเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก ทั้งที่ร่างกายแทบไม่ได้ขยับอะไรเลย
ถ้าให้ผมย่อยเรื่องนี้แบบคนธรรมดา ๆ ผมจะบอกว่า…
ใน 5 นาทีแรก เราไม่ได้คุยเพื่อเอาข้อมูล เราคุยเพื่อตั้งความปลอดภัยให้กันและกัน
เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ลึกกว่านั้นนิดหนึ่ง
สมองส่วนสัญชาตญาณของเราทำงานไวมากเวลาเจอคนใหม่ มันเหมือนยามเฝ้าประตูที่ไม่พูดอะไร แค่สแกนเงียบ ๆ ว่า คนนี้อยู่ใกล้แล้วสบายใจไหม?
หลายคนใช้เวลาประมาณ 5 นาที (ราวสามร้อยวินาที) ก่อนจะยอมผ่อนกล้ามเนื้อข้างในให้คนตรงหน้ามีที่ยืน
พอผ่านด่านนี้ไปได้ ประตูใจเขาจะเริ่มเปิดเองแบบไม่ต้องเอาอะไรมางัด
ผมเลยชอบมองการพูดคุยเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นพิธีทักทายของเผ่า
เมื่อเราเดินเข้าบ้านคนอื่น เราไม่พุ่งไปเปิดตู้เย็น เราทักเจ้าของบ้านก่อน ยิ้มก่อน ยืนให้เขารู้ว่ามาดี
ในวงสนทนาก็เหมือนกัน... ช่วงแรกทุกคนกำลังวัดอุณหภูมิอย่างเงียบ ๆ ว่าเราปลอดภัยสำหรับกันและกันมากแค่ไหน
ตรงนี้เองที่ผมชอบใช้อุปมาอุปมัยว่า “สะพานไม้ 3 แผ่น”
แผ่นแรกพาเราออกจากความเป็นคนแปลกหน้า
แผ่นที่สองพาเรามายืนระดับเดียวกัน
แผ่นที่สามค่อยพาไปไกลกว่านั้น... คุยเรื่องจริงใจ คุยเรื่องลึก คุยเรื่องที่มีค่า
ถ้าถามว่าแผ่นไม้แผ่นแรกหน้าตาเป็นยังไง
มันมักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าง่าย ๆ บรรยากาศ ทางมา คนเยอะ มุมยืน เพลง กาแฟ
คำทักสั้น ๆ สุภาพ ๆ พอให้ไหล่เขาตกลงนิดหนึ่ง เช่น..
“สวัสดีครับ มาครั้งแรกไหม"
“วันนี้ลมดีนะครับ เย็นกำลังพอดี”
ประโยคไม่ต้องคม ไม่ต้องดูฉลาด แค่อ่อนโยนพอให้คนอีกฝั่งรู้ว่า…อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระวังตัวมากนักก็พอ
แล้วสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากกว่าคำพูด ก็คือ “ท่าทาง”
ลองสังเกตตัวเองเบา ๆ ว่าเผลอกอดอกไหม
เผลอเอาแก้วน้ำหรือโทรศัพท์มาบังช่วงอกไหม เผลอหันตัวหนีเหมือนเตรียมวิ่งออกจากวงไหม
ร่างกายคนเราส่งสัญญาณเร็วกว่าปากเสมอ
ท่าที่ผมว่าใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์คือ เปิด space
ไหล่ผ่อน แขนวางสบาย ๆ หันลำตัวเข้าหาคนที่คุยแบบพอดี ๆ ยืนให้มีช่องว่างพอหายใจ ไม่ชิดจนรุก ไม่ห่างจนเหมือนปิดประตู
ท่านี้เหมือนบอกเป็นภาษาที่ไม่ต้องมีคำว่า “ผมไม่มีอาวุธ ผมพร้อมฟัง”
คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ทันที ถึงเขาไม่รู้ตัวว่ารู้
พอสะพานไม้แผ่นแรกวางแล้ว แผ่นที่สองคือ การเปิดนิดเดียว แล้วฟังยาว ๆ
แนะนำตัวพอเป็นพิธี
“ผม…ครับ สนใจเรื่องนี้อยู่ ยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน”
จากนั้นถามแบบให้เกียรติ
“คุณสนใจมุมไหนเป็นพิเศษครับ”
คำถามดี ๆ ทำหน้าที่แทนเราได้มาก มันพาอีกฝ่ายเล่า พาเราได้ยินจังหวะชีวิตของเขา
และความลับเล็ก ๆ ของโลกนี้คือ…
คนเรามักจำคนที่ทำให้เขาพูดได้อย่างสบายใจ ได้แม่นกว่าคนที่พูดเก่ง
ส่วนแผ่นที่สาม.. การคุยให้ลึกขึ้น มันจะค่อยๆ เกิดเอง
เกิดตอนที่เราฟังจริง เกิดตอนเราไม่รีบโชว์ เกิดตอนเรายอมให้ความเงียบมีที่นั่งบนโต๊ะบ้าง
ทีนี้เรื่องที่คนติดมากที่สุดในมีตอัพ คือ ทางหนี
อยากดูดี อยากให้ทุกคนสบายใจ สุดท้ายก็ฝืนคุย ฝืนรับปาก ฝืนยิ้ม พอกลับบ้าน ก็ใจแห้งเหมือนโดนบีบน้ำออกจนหมด
ผมว่า.. การเดินออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ คือทักษะของผู้ใหญ่
มันรักษาน้ำใจคนอื่น พร้อมกับรักษาใจตัวเอง
วิธีที่ช่วยได้มากคือ…ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยขอตัว
เหมือนปิดประตูเบา ๆ แล้วเว้นกุญแจไว้ให้วันหน้า
ตัวอย่างประมาณนี้...
“ผมชอบมุมที่คุณเล่าเรื่องมากเลยครับ ขอผมไปเติมน้ำก่อน เดี๋ยวกลับมาคุยต่อได้ไหม”
“ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอผมไปทักเพื่อนแป๊บนึง เดี๋ยวไว้มาแลกกันต่อนะ”
“ขอพักหายใจสักนิดครับ เดี๋ยวถ้าคุณยังอยู่ ขอผมมานั่งฟังต่อนะ”
ประโยคพวกนี้มีเวทมนตร์อยู่ตรง.. ยังอยากคุยต่อ
คนฟังจะไม่รู้สึกถูกตัดเยื่อใย เราเองก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการฝืนอยู่
ท้ายที่สุด... ผมอยากให้เราไปมีตอัพด้วยใจที่เบาขึ้น ไปในฐานะคนธรรมดาที่พร้อมยิ้ม พร้อมฟัง พร้อมทัก
บางวันคุยน้อยก็ไม่เป็นไร แค่ไปโผล่หน้าให้โลกเห็นว่าเรายังอยู่ ก็ถือว่าก้าวแล้ว
5 นาทีแรกขอแค่ตั้งความปลอดภัยให้ผ่านก่อน ที่เหลือ…ความเป็นเพื่อนพ้องจะค่อย ๆ ทำงานของมันเอง
“ที่ยืนในสังคมไม่ได้เกิดจากการแสดงเก่ง
มันเกิดจากการอยู่ตรงนั้นอย่างจริงใจ จนคนอื่นสบายใจที่จะอยู่ใกล้เรา”
#JakkDiary #Siamstr
เส้นแรกคืออยากเชื่อมต่อ อยากคุย อยากรู้จักกันจริง ๆ
อีกเส้นคือความเกรงใจ ความดูดี ความกลัวถูกมองแปลก ๆ
แล้วเราก็ยืนอยู่ตรงกลาง… ยิ้มสุภาพพอดีคำ พยักหน้าพอดีจังหวะ เลือกจะพูดประโยคปลอดภัยไว้ก่อน
มันก็ดีหมดเลยครับ แต่อยู่ไปนาน ๆ ใจจะเริ่มเหนื่อย เพราะเราต้องคอยคุมตัวเองเหมือนถือแก้วน้ำเต็ม ๆ แล้วเดินบนพื้นขรุขระ
ความเกรงใจมีคุณค่ามากนะ มันคือความอ่อนโยนของสังคมไทย
เพียงแต่บางที เกรงใจ แอบแปลงร่างเป็น เกรงภาพลักษณ์ อยู่เงียบ ๆ
เราจึงไม่กล้าพูดความจริงที่นุ่มนวล
ไม่กล้าขอพื้นที่ให้ตัวเอง
ไม่กล้ายอมรับว่า… บางช่วงเราก็ล้า บางมุมเราก็เขิน บางวันเราก็อยากนั่งเฉย ๆ มากกว่าออกแรงสนทนา
ในมุมของการสื่อสารแบบไม่ทำร้ายกัน เรื่องนี้ไม่ใช่การฝึกพูดให้คมขึ้นหรอก มันเป็นการฝึก ซื่อสัตย์แบบสุภาพ
พูดให้คนฟังรู้ว่าเรายังให้เกียรติเขา ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง
ประโยคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้ มักไม่ได้หวือหวาเลย แต่ก็มีแรงตรงที่มันจริง
เช่นเวลาเริ่มล้าแต่ยังอยากอยู่ด้วย
“ขอพักหายใจแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวกลับมาคุยต่อ”
“ตอนนี้หัวเริ่มเต็มละ ขอไปเดินเล่นสักรอบนะ”
“ดีใจที่ได้เจอ ขอคุยสั้น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยต่อยาว ๆ วันหลังละกันนะครับ”
คำพูดแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราดูแย่ มันกลับทำให้คนอื่นไว้ใจมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าเราตรง และเรารู้ขอบเขตตัวเอง
อีกอย่างที่ผมชอบคือการประกาศความรู้สึกแบบไม่โยนใส่ใคร แทนที่จะเก็บไว้แล้วฝืนยิ้ม เราพูดออกมานิ่ม ๆ ได้
“ผมเขินนิดหน่อยนะ คนเยอะอะ”
“ผมยังใหม่กับวงนี้ครับ ขอเวลาปรับตัวนิดหนึ่ง”
“คุยเรื่องนี้แล้วตื่นเต้นมาก ขอเรียบเรียงก่อนตอบนะครับ”
มันมีเสน่ห์นะ… เสน่ห์ของคนที่ไม่พยายามดูดี
แต่ดูจริง
แล้วถ้ากลัวว่าหากพูดไปจะเสียมารยาท ลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่า เรากำลังรักษามารยาท หรือกำลังรักษาหน้ากาก
มารยาทน่ะพาให้คนสบายใจ แต่หน้ากากมันพาให้เราเหนื่อย
การพบปะที่อบอุ่นที่สุดในคอมมูนิตี้ ไม่ได้เกิดจากคนพูดเก่ง เพราะมันมักเกิดจากคนที่อยู่ตรงนั้นแบบเข้าถึงได้ มีพื้นที่ให้คนอื่น มีพื้นที่ให้ตัวเอง
พูดเท่าที่จริง ฟังเท่าที่ไหว ยิ้มเท่าที่ใจอยาก
สุดท้ายแล้ว... คนเราจำกันจากบรรยากาศที่เราเป็น มากกว่าประโยคที่เราพูด
และบรรยากาศที่ดีที่สุด มักเริ่มจากประโยคง่าย ๆ ประโยคหนึ่ง…
“วันนี้ขอเป็นตัวเองได้ไหม แบบที่ยังให้เกียรติกันอยู่เหมือนเดิม”
#JakkDiary #Siamstr
พวกเราจอดรถข้างทาง แล้วหยุดที่สันเขื่อนกันเป็นแถว ไม่มีใครพูดอะไรเยอะนัก ทุกคนยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มองไกลสุดลูกหูลูกตา
ภูเขาหลายลูกซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ น้ำในห้วยวางตัวนิ่งเหมือนกำลังเก็บความลับของฤดูฝนไว้ทั้งปี
สันเขื่อนแปลกดี... มันไม่ได้สวยแบบฉูดฉาด มันอยู่ของมันแบบนั้น ยาว หนักแน่น ทำหน้าที่เดียวซ้ำ ๆ ในทุกวัน คือกั้นน้ำไว้ให้บ้านข้างล่างไม่ต้องลุ้นทุกหน้าฝน
บางทีอุดมการณ์ก็คล้ายกัน ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ดัง แค่วางใจให้ตรง แล้วยืนอยู่กับสิ่งที่เชื่อให้ได้นานพอ
อ่างเก็บน้ำก็ไม่ได้เต็มจากฝนก้อนเดียว มันมาจากฝนหลายฤดู หยดแล้วหยดอีก สะสมเงียบ ๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นความอุ่นใจของคนทั้งชุมชน
ความร่วมมือในฐานะกลุ่มก้อนก็แบบนั้นเหมือนกัน
คำพูดมีไว้เริ่มต้น แต่ความไว้ใจต้องใช้เวลาเติมทีละนิด งานใหญ่บางงานสำเร็จได้เพราะคนหลายคนยอมทำเรื่องเล็กให้มั่นคงก่อน
ตรงนี้เองที่ผมนึกถึงคำว่า low time preference แบบที่ไม่ต้องพูดเป็นศัพท์ก็เข้าใจได้...
ใจที่ไม่รีบ ใจที่ยอมแลกความหวือหวาวันนี้กับความมั่นคงของวันหน้า
เรามองไกล เพราะอยากไปไกล และการไปไกลมักเริ่มจากการรู้จักยืนให้เป็นก่อน
แปลกนะ… แค่ยืนดูน้ำกับภูเขา ใจก็เหมือนได้ตั้งเข็มทิศใหม่อีกครั้ง
“คนที่ไปไกล ไม่ได้เดินเร็วกว่าใคร เขาแค่ไม่ยอมขายอนาคตทิ้งให้ความเร่งรีบ”
#JakkDiary #Siamstr
#ห้วยผึ้งไม่มีอะไร #ีอีสานบิตคอยน์เด้อ
พยายามจับความรู้สึกตัวเองเหมือนจับลม
ปีใหม่แล้วควรรู้สึกอะไรสักอย่างใช่ไหม
สดใส? ตื่นเต้น? ตั้งใจ?
แต่พอมองให้ดี… ใจมันก็ยังเป็นใจดวงเดิม
มีทั้งหวัง ทั้งเหนื่อย ทั้งฝัน ทั้งงง แค่ได้เลขปีใหม่มาติดหน้าบ้านอีกหนึ่งแผ่นเท่านั้นเอง
แล้วผมก็ชอบความจริงข้อนี้นะ เพราะมันทำให้รู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนให้สมกับปีใหม่
แค่ค่อย ๆ อยู่ให้ดีขึ้นวันละนิดก็พอ
ค่อย ๆ รักตัวเองให้เป็น
ค่อย ๆ ใจดีกับคนรอบข้างแบบไม่ฝืน
ขออวยพรให้ปี 2026 ของทุกคน เป็นปีที่หายใจได้ลึกขึ้น หลับได้สนิทขึ้น หัวเราะได้ง่ายขึ้น
และถ้าวันไหนมันหนัก… ขอให้มีที่พักใจเล็ก ๆ ที่กลับไปได้เสมอ
สวัสดีปีใหม่ครับ #siamstr
(แบบชัวร์ ๆ ในวันที่สาม)
- ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องกำไว้ให้แน่น... ขอเพียงรู้ชัดว่าสิ่งไหนควรค่าแก่การแบกข้ามแม่น้ำไปด้วยกัน
- ยามที่เราเริ่มอ่อนโยนต่อความคาดหวังของตัวเอง... ตัวตนที่เคยหนักอึ้งก็เริ่มเบาสบายขึ้น
- ในวันที่ลดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกลง... เสียงจากหัวใจกลับกังวานชัดขึ้นทุกที
- เวลา พลังงาน และความรู้สึก... หากประเมินแล้วว่าไม่คุ้มค่า ผมเรียนรู้ที่จะเรียกคืนกลับมาอย่างสุภาพ
- ลองฟังผู้คนให้ลึกไปกว่าถ้อยคำ... แล้วเราจะได้ยินเจตนาที่เขาซ่อนไว้ภายใน
- การให้เกียรติกัน... คือทัศนคติที่งดงามที่สุดต่อเพื่อนมนุษย์
- เมื่อแยกความจริงออกจากเรื่องเล่าในหัวได้... ใจก็ไม่ต้องถูกลากไปไกลเกินเหตุ
- ท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนว่างเปล่า... กลับอัดแน่นไปด้วยคำตอบที่ก้าวข้ามผ่านถ้อยคำ
- พูดให้ลดลง ลงมือทำให้เรียบง่าย แต่ดำรงอยู่ให้สัตย์จริง... ผลลัพธ์ที่ได้กลับงดงามยิ่งกว่า
- การเติบโตในบางจังหวะ... คือการหยุดนิ่งและเลือกที่จะ ไม่ทำ อย่างมีสติ
- ผมเริ่มให้ความสำคัญกับความหนักแน่นมั่นคง... มากกว่าเปลือกนอกที่ดูสวยหรู
- อนาคตที่มีค่า... คือวันที่ผมมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องคอยกังวลสายตาของใคร
- การให้อภัยอดีต... คือการยอมวางเรื่องราววันวานลง เพื่อให้มือทั้งสองว่างพอจะโอบกอดวันพรุ่งนี้
- ถ้อยคำอาจสร้างความเข้าใจ... แต่การกระทำต่างหากที่สร้างความเชื่อมั่น
- ความปรารถนาดีที่แท้จริงไม่ต้องการการประกาศ... แต่มันจะซึมซาบผ่านวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน
- ปีนี้ผมตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานภูมิปัญญาเดิม... และเรียนรู้ที่จะวางใจในผู้คนให้มากขึ้น
ขอให้ปีใหม่ของทุกคน เป็นปีที่หัวใจเบาสบายขึ้นทีละนิด มองเห็นความจริงชัดเจนขึ้นทีละหน่อย และได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่หัวใจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ
สวัสดีปีใหม่ครับ 🤍 #Siamstr
สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา
เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น
หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน
แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา
หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย
สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น
สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว
บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า...
เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา
ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ
ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป
แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน
ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด
มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย
ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ
#JakkDiary #Siamstr
บทสนทนาขยับเขยื้อนไปตามเรื่องราวปกติ ทว่าจู่ๆ ใจกลับยุบฮวบลง ราวกับมีลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านไป..
เรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน
เหมือนห้องห้องนี้มีเก้าอี้จัดไว้ครบถ้วน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวให้พูดยคุยไม่ขาดสาย
หากแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ พื้นที่สำหรับเรา
ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นเจ็บแปลกครับ เพราะมันไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่มีเลือดไหลให้ใครเห็น มันเป็นแผลลึกที่กินใจ จนทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเอง
สงสัยในน้ำเสียง.. สงสัยในสายตา.. ไปจนถึงขั้นสงสัยในการดำรงอยู่ของตัวเองบนโลกใบนี้
บางคนเผชิญความรู้สึกนี้ในกลุ่มเพื่อน บางคนเจอในบ้าน ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและไว้วางใจกัน
บางครั้ง... เราอาจแค่เดินเข้าไปในห้องผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นเพราะใครใจร้าย หรือเราบกพร่องตรงไหน
มันเพียงเพราะ คนละจังหวะ คนละภาษา หรือคนละฤดูกาล เท่านั้นเอง
คนในห้องอาจกำลังเหนื่อยล้ากับภาระของเขา กำลังแบกเรื่องราวหนักอึ้งส่วนตัว หรือกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เราไม่ถนัดจะร่วมวง
ทว่าใจของเรากลับเผลอแปลความเงียบของเขา... ให้กลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราไปเสียแล้ว
วินาทีนั้นเองที่เสียงในหัวเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน
มันช่างเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาซ้ำเติมใจตัวเองเหลือเกิน แค่คำตอบที่ช้าไปนิดเดียว ก็กลายเป็นว่า เขาไม่อยากคุยด้วย
การที่ไม่มีใครชวนคุยต่อ ก็กลายเป็น เขาไม่อยากมีเราอยู่ตรงนี้
แม้แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้หันมาทางเรา ก็กลายเป็นข้อสรุปว่า เราไม่มีความหมาย
ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงแค่... เขาเหนื่อย
หรือเขาแค่เผลอไผลไปชั่วขณะ
เขากำลังวุ่นอยู่กับโลกของเขา... เหมือนที่บางครั้งเราเองก็วุ่นจนเผลอหลุดออกจากโลกของคนอื่นเช่นกัน
แต่ต่อให้สมองจะเข้าใจเหตุผลร้อยแปดเพียงใด ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี
เพราะใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงเหตุผล... ใจเราโหยหาที่พักใจ
หลายปีมานี้ ผมเริ่มตระหนักว่า...
ความทุกข์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น ยอมให้เขาเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราควรมีที่ยืนหรือไม่
พอเขาหันมองไปทางอื่น ใจเราจึงร่วงหล่นลงทันที
การใช้ชีวิตโดยต้องรอให้ใครมาคอยยืนยันว่าเรามีค่านั้น เหนื่อยล้าเกินไปครับ
มันเหมือนการยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง... แต่กลับไปขอกุญแจจากคนข้างบ้าน
และตามสัญชาตญาณ เรามักจะพยายามปรับตัว พยายามหาทางเข้ากับวงให้ได้ พยายามปั้นแต่งตัวเองให้เป็นในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ
พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ยิ้มในจังหวะที่สังคมกำหนด และยอมกลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป
ไม่นานนัก เราจะเริ่มเลือนหายไป.. หายไปจากความเป็นตัวเอง
และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น เพราะตัวตนที่แท้จริงในใจเริ่มเคาะประตูประท้วง... เพื่อขอพื้นที่หายใจบ้าง
วันหนึ่ง ผมจึงเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้โดยไม่ผลักไสมันไป
เริ่มจากการยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า
"ตอนนี้... ใจเรากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว"
รับรู้เพียงเท่านั้นก่อน โดยไม่ต้องรีบแก้ไข หรือด่วนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด
จากนั้นค่อยๆ ถามตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า
"วันนี้... ใจเรากำลังหิวอะไรอยู่?"
หิวการยอมรับ... หิวการถูกมองเห็น... หรือโหยหาการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว?
หากใจหิวการถูกมองเห็น ผมจะลองหันกลับมามองเห็นตัวเองก่อนเป็นคนแรก เห็นว่าเราพยายามมามากแค่ไหน เห็นว่าเราหยัดยืนมาทั้งวันแล้ว และเห็นว่าการอยากเป็นที่รักนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ... ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอับอาย
หากห้องห้องนั้นทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก การเลือกเดินออกมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้
มันคือการให้เกียรติตัวเอง... และให้เกียรติความจริงของหัวใจ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของทุกคน
ขอเพียงแค่เป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งตัวเอง... โลกทั้งใบก็ดูเบาสบายขึ้นมากแล้ว
ในวันที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ขอให้จำไว้ว่า... สิ่งที่ใจต้องการที่สุด คือการได้กลับมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง
ในที่ที่เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องวิ่งไล่ตามใคร และไม่ต้องรอขออนุญาตจากใคร... เพื่อให้เรามีที่ยืนอย่างสง่างาม
หากห้องไหนทำให้ตัวตนของเราค่อยๆ จางหาย จงกล้าที่จะเดินออกมา... เพื่อกลับมาโอบกอดตัวเองให้เต็มอ้อมอกอีกครั้ง
#JakkDiary #Siamstr