ทิศทางสำคัญกว่าความเร็ว
ในวันที่พายุพัดผ่านสนามการลงทุนจนตัวเลขสีแดงฉานกลายเป็นภาพชินตา ผมมักจะย้อนกลับมาทบทวนคำถามพื้นฐานที่สุดของชีวิตที่ว่า...
เรากำลังวิ่งตามเข็มนาฬิกาของใครอยู่?
หลายคนก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนด้วยความเชื่อที่ว่า ความเร็ว (Speed) คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ
เราถูกเร่งเร้าด้วยภาพความรวยที่ทันตาเห็นและเสียงรบกวนของกำไรระยะสั้น จนเผลอวางเดิมพันด้วยความสงบสุขทางจิตวิญญาณ
ทว่าเมื่อตลาดสำแดงตัวตนในด้านที่โหดร้าย ความเร็วที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ฉุดกระชากใจเราให้ร่วงหล่นลงสู่ความสับสนได้รุนแรงที่สุด
สำหรับผม การสร้างอธิปไตยเหนือตนเองเริ่มต้นที่การตระหนักว่า... ทิศทาง (Direction) นั้นลุ่มลึกและทรงพลังกว่าความเร็วเสมอ
การมีทิศทางที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกด้วยความประณีต มันคือการเลือกกลยุทธ์ที่วางอยู่บนฐานของความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตามกระแสลม
การมองโลกผ่านเลนส์ของ Low Time Preference หรือการมองการณ์ไกลนั้นเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือทางการเงิน เพราะมันคืออำนาจวิเศษที่ทำให้เราอยู่เหนือวัฏจักรขาลงได้อย่างสง่างาม
เมื่อเราตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่จุดไหน แรงสั่นสะเทือนชั่วคราวระหว่างทางก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ไม่สามารถสั่นคลอนรากแก้วในใจเราได้
ความนิ่ง (Stillness) ในวันที่ตลาดพังทลาย คือหลักฐานชั้นดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์
ผมมองว่าสถาปัตยกรรมแห่งความอดทนนั้นงดงามกว่าความสำเร็จที่ฉาบฉวย
การยอมใช้เวลาเคี่ยวกรำวินัยและตกตะกอนภายในจนนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก คือชัยชนะที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพอร์ตการลงทุน หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ฯลฯ ความประณีตในกระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ
เพราะคุณภาพของตัวตนที่เรากลายเป็นระหว่างการเดินทางนั้น คือกำไรที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้
ในโลกที่ทุกคนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ก้าวเดินไปในจังหวะของตนเอง
การอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะเพียงก้าวสั้นๆ ในทุกเช้า ย่อมพาเราไปถึงอาณาจักรที่มั่นคงกว่าการวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดหมาย
สุดท้ายแล้ว... นิยามของการพึ่งพาตนเองได้ 100% คือการมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมความคาดหวังจากอนาคตมาหล่อเลี้ยงใจ
ความสำเร็จสำหรับผมจึงไม่ใช่การชนะที่ความเร็ว ทว่ามันคือการมีความสงบยามที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่ใช่ แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นหรือปรบมือให้ก็ตาม...
#jakkdiary #Siamstr #DirectionOverSpeed #LowTimePreference #SovereignMind
หลายคนก้าวเข้ามาในโลกของการลงทุนด้วยความเชื่อที่ว่า ความเร็ว (Speed) คือไม้บรรทัดวัดความสำเร็จ
เราถูกเร่งเร้าด้วยภาพความรวยที่ทันตาเห็นและเสียงรบกวนของกำไรระยะสั้น จนเผลอวางเดิมพันด้วยความสงบสุขทางจิตวิญญาณ
ทว่าเมื่อตลาดสำแดงตัวตนในด้านที่โหดร้าย ความเร็วที่เคยภาคภูมิใจกลับกลายเป็นแรงเหวี่ยงที่ฉุดกระชากใจเราให้ร่วงหล่นลงสู่ความสับสนได้รุนแรงที่สุด
สำหรับผม การสร้างอธิปไตยเหนือตนเองเริ่มต้นที่การตระหนักว่า... ทิศทาง (Direction) นั้นลุ่มลึกและทรงพลังกว่าความเร็วเสมอ
การมีทิศทางที่ถูกต้องเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกด้วยความประณีต มันคือการเลือกกลยุทธ์ที่วางอยู่บนฐานของความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไล่ตามกระแสลม
การมองโลกผ่านเลนส์ของ Low Time Preference หรือการมองการณ์ไกลนั้นเป็นยิ่งกว่าเครื่องมือทางการเงิน เพราะมันคืออำนาจวิเศษที่ทำให้เราอยู่เหนือวัฏจักรขาลงได้อย่างสง่างาม
เมื่อเราตระหนักรู้อย่างลึกซึ้งว่าเป้าหมายของเราอยู่ที่จุดไหน แรงสั่นสะเทือนชั่วคราวระหว่างทางก็เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของกาลเวลาที่ไม่สามารถสั่นคลอนรากแก้วในใจเราได้
ความนิ่ง (Stillness) ในวันที่ตลาดพังทลาย คือหลักฐานชั้นดีว่าเรากำลังใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองทางจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์
ผมมองว่าสถาปัตยกรรมแห่งความอดทนนั้นงดงามกว่าความสำเร็จที่ฉาบฉวย
การยอมใช้เวลาเคี่ยวกรำวินัยและตกตะกอนภายในจนนิ่งพอที่จะไม่หวั่นไหวต่อปัจจัยภายนอก คือชัยชนะที่แท้จริง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพอร์ตการลงทุน หน้าที่การงาน หรือความสัมพันธ์ ฯลฯ ความประณีตในกระบวนการสำคัญกว่าผลลัพธ์ที่รวดเร็วเสมอ
เพราะคุณภาพของตัวตนที่เรากลายเป็นระหว่างการเดินทางนั้น คือกำไรที่ไม่มีใครสามารถพรากจากเราไปได้
ในโลกที่ทุกคนพยายามจะวิ่งให้เร็วที่สุด ผมเลือกที่จะเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ก้าวเดินไปในจังหวะของตนเอง
การอยู่บนทิศทางที่ถูกต้อง แม้จะเพียงก้าวสั้นๆ ในทุกเช้า ย่อมพาเราไปถึงอาณาจักรที่มั่นคงกว่าการวิ่งวนอยู่ในเขาวงกตที่ไร้จุดหมาย
สุดท้ายแล้ว... นิยามของการพึ่งพาตนเองได้ 100% คือการมีความสุขกับปัจจุบันขณะได้ โดยไม่จำเป็นต้องกู้ยืมความคาดหวังจากอนาคตมาหล่อเลี้ยงใจ
ความสำเร็จสำหรับผมจึงไม่ใช่การชนะที่ความเร็ว ทว่ามันคือการมีความสงบยามที่ยืนอยู่บนเส้นทางที่ใช่ แม้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็นหรือปรบมือให้ก็ตาม...
#jakkdiary #Siamstr #DirectionOverSpeed #LowTimePreference #SovereignMind
บางวันเรายิ้มได้เพราะคำชมหนึ่งประโยค
บางวันอารมณ์ตกเพราะคนหนึ่งคนพิมพ์ “ครับ” สั้นลงกว่าปกติ...
ทั้งที่กินข้าวอิ่ม แดดก็ดี งานก็พอไปได้ แต่ใจมันกลับขึ้น ๆ ลง ๆ ตามสายตา ตามน้ำเสียง ตามยอดไลก์
เหมือนเราพกรีโมทความสุขไว้ในกระเป๋าคนอื่น เขาคงกดเล่นบ้าง เผลอทำหล่นบ้าง ลืมไว้ที่ไหนบ้าง
ส่วนเรายืนรอหน้าจอชีวิตตัวเอง… เผื่อวันนี้เขาจะนึกถึง
เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ มันแปลว่าเราเป็นคน
ใจคนมันอยากอบอุ่น อยากมีที่ยืน อยากรู้ว่า ฉันโอเคไหม? คำยืนยันจากคนอื่นเลยกลายเป็นของหวานประจำวัน
หวานดีนะ…แต่กินแทนข้าวไม่ได้
พอโตขึ้น ผมเริ่มเห็นเส้นบาง ๆ ระหว่าง “ให้เกียรติ” กับ “ยกใจให้เขาถือ”
ความเกรงใจงาม ๆ พอสะสมมาก ๆ กลายเป็นภาระเงียบ ภาระที่ทำให้เราพูดไม่ตรง หัวเราะทั้งที่เราไม่ได้ขำ
พยักหน้าทั้งที่ในใจอยากถาม แล้วก็ต้องกลับมานั่งเหนื่อยอยู่คนเดียว.. เหมือนทำโอทีให้กับภาพลักษณ์ตัวเอง
คนเรามักวิ่งหาการอนุมัติ อยากให้ใครสักคนบอกว่า "ดีแล้ว” อยากให้โลกสะท้อนกลับมาว่า “เรามีค่า”
แต่วินาทีที่เราเอาคุณค่าไปฝากไว้กับมือคนอื่น มือคู่นั้นก็จะกลายเป็นคนถือสวิตช์อารมณ์เราไปโดยอัตโนมัติ
อธิปไตยภายใน… สำหรับผม มันเริ่มจากการยอมรับแบบไม่ต้องด่าตัวเอง
“โอเค วันนี้ใจฉันกำลังวิ่งหาคนมากดปุ่มให้”
แค่มองให้ชัดก่อน ใจเราก็เริ่มมีสิทธิ์เลือก
ผมเลยลองทำกติกาง่าย ๆ ให้ตัวเอง ก่อนจะพูดหรือทำอะไรเพื่อให้คนอื่นโอเค ขอถามใจตัวเองสั้น ๆ สองข้อ
1. ถ้าไม่มีใครชม ฉันยังอยากทำอยู่ไหม?
2 ถ้าไม่มีใครเห็น ฉันยังเป็นแบบนี้ได้ไหม?
คำถามสองบรรทัดนี้เหมือนยืนเฝ้าประตูเมือง
ไม่ให้ใครเดินเข้ามาย้ายธงในใจเราได้ง่าย ๆ
แล้วมันก็แปลกดีนะ... พอเราไม่รีบพิสูจน์ เรากลับน่าเชื่อถือมากขึ้น พอเราไม่รีบให้คนมารัก เรากลับรักคนอื่นได้สบายขึ้น
พอเราไม่ต้องรีบ “ดูดี” เรากลับดูจริงขึ้น
การมีอธิปไตยภายในไม่ได้ทำให้เรากลายเป๋นคนเย็นชาแต่อย่างใด
มันทำให้เรานุ่มลงแบบมีแกน คนชมก็รับไว้ด้วยรอยยิ้ม คนไม่ชมก็ยังเดินต่อได้
คนเข้าใจ ก็ขอบคุณ
คนไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องรีบอธิบายจนหมดแรง
แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าเผลอฝากรีโมทไว้กับใครอีกแล้ว?
อาการมันจะฟ้องเอง ใจเริ่มแสดง เริ่มอยากพิสูจน์ เริ่มอยากให้เขาชอบ เริ่มอยากแก้คำเข้าใจผิดทั้งที่ยังไม่ได้ถาม
ถ้าจับได้ตรงนั้น…ขอแค่หยุดสักครู่ หายใจให้ลึกอีกนิด แล้วหยิบรีโมทกลับมาแบบเงียบ ๆ
ไม่ต้องประกาศ ไม่ต้องทำพิธี ไม่ต้องทำหน้าขึง แค่หยิบกลับมาเฉย ๆ เหมือนเก็บกุญแจรถก่อนเดินเข้าบ้านนั่นแหละ
คำยืนยันจากคนอื่นยังมีความหมายนะ
ผมยังยิ้มทุกครั้งที่ได้รับ แต่ผมเริ่มอยากให้ “คำยืนยันหลัก” มาจากข้างในของผมเองมากกว่า
อนุมัติให้ตัวเองเป็นมนุษย์ที่ยังฝึกอยู่ ยังพลาดได้ ยังกลับตัวได้ ยังเติบโตได้
สุดท้าย…ถ้าวันไหนรู้สึกว่าใจเราเหมือนถูกคนอื่นกดปุ่ม ก็ลองล้วงกระเป๋าตัวเองดู เผื่อรีโมทความสุขมันจะเผลอไปอยู่ในกระเป๋าเขาอีกแล้ว
เก็บรีโมทกลับมาไว้กับตัวเถอะ…
อย่างน้อยเวลาจะเศร้า จะงอน จะฮึด เราจะได้เป็นคนกดเอง ไม่ใช่รอให้ใครเผลอกดให้อีก
#jakkdiary #siamstr