Thread

image 0.21 BTC: คณิตศาสตร์ของความขาดแคลน และความไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างของเงินยุคดิจิทัล 1. ที่มาของตัวเลข 0.21 BTC Bitcoin ถูกออกแบบให้มีอุปทานสูงสุด 21 ล้านเหรียญ อย่างตายตัว ไม่สามารถเพิ่มได้ไม่ว่าความต้องการจะสูงเพียงใด (Nakamoto, 2008) หากนำจำนวนนี้ไปหารด้วยประชากรโลกประมาณ 8,000 ล้านคน จะได้ค่าเฉลี่ยทางคณิตศาสตร์ดังนี้: 21,000,000 ÷ 8,000,000,000 ≈ 0.0026 BTC ต่อคน แต่ภาพที่คุณนำมาอ้างถึง ไม่ได้ใช้ “ประชากรโลกทั้งหมด” หากใช้สมมติฐานว่า มีเพียง 100 ล้านคน เท่านั้นที่สามารถถือครอง Bitcoin ได้จริง 21,000,000 ÷ 100,000,000 = 0.21 BTC ต่อคน นี่คือที่มาของตัวเลข 0.21 BTC ในฐานะ ค่าเฉลี่ยสูงสุดเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่การคาดการณ์ราคา แต่เป็นข้อจำกัดทางระบบ (hard constraint) (Refer: Nakamoto, 2008; Antonopoulos, 2017) ⸻ 2. ทำไม “คนส่วนใหญ่” จะไม่มี Bitcoin เลย ในทางเศรษฐศาสตร์ นี่คือกรณีคลาสสิกของ Pareto Distribution หรือการกระจุกตัวของทรัพยากร (Wealth Concentration) งานวิจัยด้านการกระจายความมั่งคั่งชี้ว่า สินทรัพย์ที่มีคุณสมบัติ • ขาดแคลน (scarce) • โอนย้ายง่าย • เก็บมูลค่าได้ข้ามเวลา จะถูกสะสมโดยคนส่วนน้อยเสมอ (Piketty, 2014) Bitcoin มีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วน และยังเพิ่มคุณสมบัติใหม่คือ • ไม่ต้องพึ่งรัฐ • ไม่ถูกลดค่าโดยเงินเฟ้อ ทำให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Winner-Take-Most Monetary Network (Shiller, 2017; Ammous, 2018) ⸻ 3. ความขาดแคลนแบบ “แข็ง” (Hard Scarcity) ทองคำมีความขาดแคลนทางกายภาพ แต่ Bitcoin มี ความขาดแคลนเชิงคณิตศาสตร์ • อัตราการผลิตลดลงทุก 4 ปี (Halving) • ไม่มีใครเปลี่ยนกฎได้โดยลำพัง • การเพิ่มอุปทานต้องอาศัย consensus ของทั้งเครือข่าย นักเศรษฐศาสตร์การเงินเรียกสิ่งนี้ว่า Credibly Enforced Monetary Scarcity ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในระบบการเงินมนุษย์มาก่อน (Szabo, 2002; Narayanan et al., 2016) ⸻ 4. 0.21 BTC ไม่ใช่ “เป้าหมาย” แต่คือ “เส้นแบ่งชนชั้น” หาก Bitcoin ถูกยอมรับในฐานะ • Store of Value ระดับโลก • Settlement Layer ของระบบการเงิน ตัวเลข 0.21 BTC จะไม่ใช่เรื่องของ “รวยหรือจน” แต่คือเรื่องของ การอยู่ภายในหรือภายนอกระบบการเงินใหม่ เปรียบเทียบได้กับ: • ที่ดินในเมืองยุคอุตสาหกรรม • หุ้นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานยุคแรก • หรือทองคำในยุคมาตรฐานทองคำ (Bitcoin as Monetary Base: Selgin, 2015) ⸻ 5. ภาพสะท้อนเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ Bitcoin ไม่ได้ “ทำให้โลกเท่าเทียม” แต่มัน เปิดเผยความไม่เท่าเทียมที่มีอยู่แล้ว • คนที่เข้าใจก่อน → ได้เปรียบด้านเวลา • คนที่เข้าถึงเทคโนโลยี → ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง • คนที่มีวินัย → ได้เปรียบเชิงพฤติกรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Time Preference Theory ว่าผู้ที่ยอมสละการบริโภคปัจจุบัน จะสะสมความมั่งคั่งในระยะยาว (Mises, 1912; Ammous, 2018) ⸻ 6. บทสรุป 0.21 BTC ไม่ใช่คำทำนายราคา แต่คือกระจกสะท้อนโครงสร้างของโลกการเงินใหม่ ในระบบที่ • เงินไม่ถูกพิมพ์เพิ่ม • เวลาไม่โกหก • และคณิตศาสตร์ไม่ต่อรอง คำถามจึงไม่ใช่ “Bitcoin จะขึ้นไหม” แต่คือ “เราจะอยู่ตรงไหนในโครงสร้างนี้” ⸻ 7. Bitcoin กับการกลับมาของ “เงินฐาน” (Monetary Base) ในระบบการเงินสมัยใหม่ เงินฐาน (base money) คือสิ่งที่ทุกสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ทองคำในยุค Gold Standard หรือเงินธนาคารกลางในยุค Fiat Bitcoin ถูกเสนอให้ทำหน้าที่เป็น Neutral, Non-Sovereign Monetary Base ซึ่งแตกต่างจากเงินฐานเดิมอย่างสิ้นเชิง (Selgin, 2015) คุณสมบัติสำคัญคือ • ไม่ขึ้นกับอำนาจรัฐ • ไม่ต้องอาศัยความเชื่อถือ (trustless) • ตรวจสอบได้แบบสาธารณะ (verifiable) นักวิชาการการเงินมองว่านี่คือ Hard Asset ที่ทำหน้าที่เป็น Unit of Settlement มากกว่า Medium of Exchange ในระยะยาว (Gorton & Metrick, 2012; Narayanan et al., 2016) ⸻ 8. ทำไม “การมีนิดเดียว” จึงสำคัญมากในระบบนี้ ในระบบ Fiat • เงินเพิ่ม → คนถือเงินเดิมจนลง • ความมั่งคั่งไหลสู่สินทรัพย์เสี่ยง แต่ในระบบ Bitcoin • อุปทานคงที่ → การถือครองคือสิทธิ์ในโครงสร้างเวลา • การออม = การชนะเชิงโครงสร้าง งานวิจัยด้าน Behavioral Economics ระบุว่า ระบบที่ไม่ลงโทษการออม จะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ทั้งระบบเศรษฐกิจ (Thaler, 2015) ดังนั้น แม้การถือเพียง 0.01 BTC ก็อาจมีนัยสำคัญเชิงโครงสร้างมากกว่าการถือเงิน Fiat จำนวนมากในระยะยาว (Ammous, 2018) ⸻ 9. 0.21 BTC กับ “ความขาดแคลนเชิงสัมพัทธ์” สิ่งที่ทำให้ Bitcoin แตกต่างจากสินทรัพย์อื่น ไม่ใช่แค่จำนวนจำกัด แต่คือ การจำกัดที่สัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้ ยิ่งมีคนเข้าใช้เครือข่ายมาก ความขาดแคลนต่อหัวจะยิ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ (Network Effect + Fixed Supply) นักเศรษฐศาสตร์เครือข่ายเรียกสิ่งนี้ว่า Reflexive Scarcity Loop ซึ่งพบในสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีฐานผู้ใช้ทั่วโลก (Metcalfe, 2013; Evans, 2019) ⸻ 10. การถือ Bitcoin คือ “สิทธิ์ในอนาคต” ไม่ใช่กำไรระยะสั้น ในเชิงทฤษฎีการเงิน ราคาสินทรัพย์สะท้อน “มูลค่าปัจจุบันของอนาคต” (Present Value of Expected Future Utility) Bitcoin จึงไม่ควรถูกประเมินเหมือนหุ้นหรือสินค้าโภคภัณฑ์ แต่ควรถูกมองเป็น Option on Monetary Regime Change (Black & Scholes framework applied conceptually) กล่าวคือ • หากระบบเดิมอยู่ต่อ → Bitcoin เป็น hedge • หากระบบเดิมล้มเหลว → Bitcoin กลายเป็นฐาน (Borio, 2014; Taleb, 2020) ⸻ 11. ใครคือผู้ที่ “จะไม่มีเลย” ภาพที่กล่าวว่า “อีกเกือบ 8,000 ล้านคนจะไม่มีเลย” ไม่ใช่คำพูดเชิงดูถูก แต่เป็นข้อเท็จจริงทางโครงสร้าง จากงานวิจัยด้าน Financial Inclusion ประชากรโลกจำนวนมาก • ไม่มีบัญชีธนาคาร • ไม่มีอินเทอร์เน็ตเสถียร • ไม่มีส่วนเกินเพื่อออม (World Bank, 2022) Bitcoin ไม่ได้แก้ปัญหานี้โดยอัตโนมัติ แต่มัน ไม่ปิดกั้นใครโดยกฎ สิ่งที่กีดกันคือ เงื่อนไขชีวิต ไม่ใช่โปรโตคอล ⸻ 12. มุมมองเชิงปรัชญาเศรษฐศาสตร์ Bitcoin บังคับให้มนุษย์เผชิญกับคำถามพื้นฐาน: • เงินคืออะไร • มูลค่าเกิดจากรัฐ หรือจากความร่วมมือของมนุษย์ • เวลาเป็นของใคร แนวคิดนี้สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐศาสตร์ออสเตรีย ที่มองว่าเงินเกิดจากตลาด ไม่ใช่คำสั่ง (Hayek, 1976; Menger, 1892) Bitcoin คือการทดลองครั้งแรก ที่ปล่อยให้เงินวิวัฒน์เองโดยไม่ถูกบังคับ ⸻ 13. บทสรุประดับลึก 0.21 BTC ไม่ใช่ตัวเลข แต่มันคือ “หน่วยวัดตำแหน่งของมนุษย์ในกาลเวลาเศรษฐกิจใหม่” ในโลกที่ • เงินไม่ขยายตามอำนาจ • มูลค่าไม่โกหก • และเวลาไม่ถูกบิดเบือน คำถามสำคัญที่สุดไม่ใช่ “คุณถือกี่เหรียญ” แต่คือ “คุณเข้าใจระบบนี้เร็วแค่ไหน” #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Replies (0)

No replies yet. Be the first to leave a comment!