Thread

image Bitcoin ในฐานะ “ฐานการเทียบมูลค่า” จากการออม → การลงทุน → ความเข้าใจว่าเงินคืออะไร เรียบเรียงและวิเคราะห์จากโพสของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) (Bangkok) ⸻ บทนำ: ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ “ซื้ออะไร” แต่คือ “เทียบกับอะไร” ในการสนทนาเรื่องการลงทุน เรามักได้ยินคำถามซ้ำ ๆ เช่น “หุ้นไทยยังน่าอยู่ไหม” “เงินเฟ้อแรงแบบนี้เอาเงินไปพักไหนดี” “หุ้น AI หมดรอบหรือยัง” คำถามเหล่านี้ดูเหมือนแตกต่างกัน แต่ทั้งหมดมีรากเดียวกันคือ เราใช้ “หน่วยวัดมูลค่า” อะไรในการตัดสินใจ โพสของ คุณ Juice Sakkasem เสนอแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ลึกมาก คือ “ก่อนลงทุน ลองเทียบสินทรัพย์เป็นหน่วย Bitcoin ก่อน” ไม่ใช่เพื่อบอกว่า Bitcoin ดีที่สุด แต่เพื่อใช้มันเป็น “ฐาน (benchmark)” ในการคิด ⸻ 1. คำถามแรกที่สำคัญที่สุด: “นี่คือการออมหรือการลงทุน?” คุณ Juice เน้นจุดนี้เป็นข้อแรก เพราะเป็น จุดแยกโลกสองใบ • การออม (Saving) = เก็บมูลค่าไว้ใช้ในอนาคต / เกษียณ / รักษาอำนาจซื้อ • การลงทุน (Investing) = ยอมรับความเสี่ยงเพื่อให้ “มูลค่าเพิ่ม” ในทางเศรษฐศาสตร์การเงิน การไม่แยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน ทำให้เกิด risk mismatch คือใช้เครื่องมือผิดกับเป้าหมาย (Bodie et al., 2014) หากเป้าหมายคือ การออมระยะยาว คำถามไม่ใช่ “ผลตอบแทนสูงสุด” แต่คือ “อะไร รักษามูลค่าได้ดีที่สุด เมื่อเวลาผ่านไป” ⸻ 2. มองระยะยาว 10 ปี: เมื่อ noise หายไป เหลือแต่โครงสร้าง แนวคิด “มอง 10 ปี” ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ แต่สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน asset pricing อย่างชัดเจน ในระยะสั้น • ราคา = ข่าว / สภาพคล่อง / อารมณ์ตลาด ในระยะยาว • ราคา = โครงสร้างของสินทรัพย์ (fundamentals + supply constraint) งานของ Siegel (Stocks for the Long Run) แสดงว่า การมองยาวช่วยลด variance illusion อย่างมาก ข้อมูลที่คุณ Juice ยกมา (ผลตอบแทนเฉลี่ย ~10 ปี) สะท้อนข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้างว่า • Bitcoin อยู่ “ปลายบน” ของตาราง • ไม่ใช่เพราะโชค • แต่เพราะ อุปทานถูกจำกัด + ไม่มีการ dilute (เปรียบเทียบกับตราสารที่มีการเพิ่ม supply ต่อเนื่อง) ⸻ 3. ประเด็นที่ถูกมองข้ามที่สุด: “การเก็บสินทรัพย์ได้ด้วยตัวเอง” หนึ่งในข้อได้เปรียบเชิงระบบของ Bitcoin คือ self-custody แนวคิด “not your keys, not your coins” ไม่ใช่สโลแกน แต่คือประเด็นด้าน property rights ในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สถาบัน สิทธิในทรัพย์สิน (property rights) เป็นรากฐานของมูลค่า (North, 1990) สินทรัพย์จำนวนมาก: • ต้องพึ่งคนกลาง • ถูกแช่แข็ง ยึด เปลี่ยนกติกาได้ Bitcoin เป็นสินทรัพย์ไม่กี่ชนิดที่: • เจ้าของถือสิทธิได้โดยตรง • เคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้ • ไม่ขึ้นกับระบบการเงินท้องถิ่น คุณสมบัตินี้ทำให้มัน แตกต่างเชิงคุณภาพ จากหุ้นหรือกองทุน ไม่ใช่แค่แตกต่างด้านราคา ⸻ 4. “Hard Money” และปัญหาเงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง Bitcoin ถูกออกแบบให้มี supply สูงสุด 21 ล้านเหรียญ ซึ่งสอดคล้องกับนิยามของ Hard Money ในเชิงทฤษฎีการเงิน: • เงินที่ผลิตเพิ่มได้ง่าย → มูลค่าถูกกัดกร่อน • เงินที่ผลิตเพิ่มไม่ได้ → ทำหน้าที่เก็บมูลค่า งานวิจัยด้าน monetary debasement ชี้ชัดว่า การเพิ่มปริมาณเงินอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้ถือเงินสดเสียอำนาจซื้อในระยะยาว (Mises, 1912) Bitcoin จึงไม่ได้ “ชนะเพราะขึ้นราคา” แต่เพราะ มันไม่ถูกลดค่าจากฝั่งอุปทาน ⸻ 5. หากอยาก “ลงทุนจริง” ให้ถามว่า: สินทรัพย์นั้นชนะ BTC หรือไม่ ข้อคิดขั้นสูงที่คุณ Juice เสนอคือ ถ้าอยากได้ผลตอบแทนมากกว่า BTC ให้เทียบเป็นคู่ เช่น AAPL/BTC, NVDA/BTC นี่คือแนวคิด relative performance ซึ่งใช้กันจริงในสถาบันการเงิน คำถามเปลี่ยนจาก • “ราคาขึ้นไหม” เป็น • “ชนะสินทรัพย์อ้างอิงหรือไม่” ถ้าสินทรัพย์: • ให้ผลตอบแทน น้อยกว่า BTC ในระยะยาว • แต่มีความเสี่ยงเชิงระบบมากกว่า การถือ BTC ตรง ๆ อาจ rational กว่า (Sharpe ratio perspective) ⸻ บทสรุป: Bitcoin ไม่ได้สอนให้รวยเร็ว แต่สอนให้เข้าใจ “เงิน” คุณ Juice ไม่ได้บอกว่า Bitcoin ไม่มีความเสี่ยง และไม่ได้บอกว่าทุกคนควรซื้อ แต่สิ่งที่ชัดมากคือ Bitcoin ทำหน้าที่เป็น เครื่องมือทางความคิด มันบังคับให้เราถามว่า: • เงินคืออะไร • มูลค่าเกิดจากไหน • และอะไรที่กำลังค่อย ๆ กัดกินอำนาจซื้อของเราอยู่ สุดท้ายแล้ว ก่อนจะกดซื้อสินทรัพย์ใด คำถามสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ “จะได้กี่เปอร์เซ็นต์” แต่คือ “เราต้องการรักษาอะไรไว้ในระยะยาว” ⸻ เครดิต แนวคิดหลักและโครงสร้างการคิด มาจากโพสของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) นำมาเรียบเรียง วิเคราะห์ และขยายเชิงวิชาการ ⸻ 6. Bitcoin ในฐานะ “หน่วยวัด” (Unit of Account ทางความคิด) ในเศรษฐศาสตร์ เงินมี 3 หน้าที่หลัก 1. Medium of Exchange 2. Store of Value 3. Unit of Account ในทางปฏิบัติ Bitcoin ยังไม่ถูกใช้เป็น Unit of Account ในชีวิตประจำวัน แต่ ในเชิงการคิด (mental accounting) มันเริ่มทำหน้าที่นี้แล้ว สิ่งที่คุณ Juice เสนอคือ ใช้ Bitcoin เป็น “หน่วยเทียบ” ก่อนตัดสินใจลงทุน นี่สอดคล้องกับแนวคิด numeraire ในเศรษฐศาสตร์ คือการเลือก “หน่วยกลาง” เพื่อเปรียบเทียบมูลค่า (Arrow & Debreu, 1954) เมื่อคุณเปลี่ยนหน่วยจาก “บาท” หรือ “ดอลลาร์” เป็น BTC คำถามจะเปลี่ยนทันที เช่น • หุ้นขึ้น 20% → แต่ BTC ขึ้น 40% • อสังหาฯ ราคาคงที่ → แต่ BTC เพิ่ม supply-adjusted value ผลคือ คุณเริ่มเห็นว่า “กำไรเชิงตัวเลข” อาจเป็น “ขาดทุนเชิงอำนาจซื้อ” นี่คือจุดที่คนจำนวนมากไม่เคยคิด เพราะถูกกรอบเงินเฟียตบังตา (Fiat illusion / Money illusion – Fisher, 1928) ⸻ 7. ตารางผลตอบแทน: สิ่งที่ตัวเลข “ไม่ได้บอก” แต่โครงสร้างบอก คุณ Juice ระบุชัดว่า ตารางผลตอบแทนไม่ใช่แค่ดูว่าได้กี่ % นี่สอดคล้องกับงานวิจัยด้าน real return vs nominal return ตัวเลขผลตอบแทนแบบ nominal: • ไม่หักเงินเฟ้อ • ไม่หัก dilution • ไม่สะท้อน risk-adjusted return ในขณะที่ Bitcoin: • ไม่มี dilution จากฝั่ง supply • มี issuance schedule ที่ “รู้ล่วงหน้า” • ไม่มี monetary surprise (Halving เป็น deterministic) งานวิจัยด้าน crypto-asset economics พบว่า Bitcoin มีลักษณะคล้าย non-sovereign hard asset มากกว่าสินทรัพย์เสี่ยงทั่วไป (Baur, Hong & Lee, 2018) ดังนั้น การที่ BTC อยู่บนสุดของตารางในหลายช่วงเวลา ไม่ใช่เพราะ “มันผันผวน” แต่เพราะมัน ไม่ถูกลดค่าจากระบบการเงิน ⸻ 8. ความผันผวน (Volatility) ≠ ความเสี่ยง (Risk) หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือ Bitcoin เสี่ยง เพราะราคาผันผวน ในทางการเงินสมัยใหม่ volatility ไม่เท่ากับ risk เสมอไป • Volatility = การแกว่งของราคา • Risk (แท้จริง) = โอกาสสูญเสียมูลค่าอย่างถาวร (permanent loss) สำหรับผู้ที่: • ไม่ใช้ leverage • มองระยะยาว • เข้าใจ self-custody ความเสี่ยงหลักของ Bitcoin ไม่ใช่ราคาแกว่ง แต่คือ ความเข้าใจไม่ครบของผู้ถือเอง ในทางกลับกัน เงินสดในระบบเงินเฟียต: • ผันผวนน้อย • แต่ สูญเสียมูลค่าแน่นอนในระยะยาว นี่คือสิ่งที่งานด้าน inflation dynamics ชี้ตรงกัน (McCandless & Weber, 1995) ⸻ 9. Bitcoin กับทองคำ: ไม่ใช่ “แทนที่” แต่ “สืบทอดบทบาท” คุณ Juice แนะนำ Bitcoin และทองคำ ในบริบทของ “การออม” ในเชิงประวัติศาสตร์ ทองคำทำหน้าที่: • เก็บมูลค่า • ไม่ขึ้นกับรัฐ • ไม่เพิ่ม supply ได้ง่าย Bitcoin สืบทอดบทบาทนี้ แต่เพิ่มคุณสมบัติใหม่: • เคลื่อนย้ายเร็ว • แบ่งย่อยได้ • ตรวจสอบ supply ได้แบบ real-time งานวิจัยหลายชิ้นมอง Bitcoin เป็น digital gold ในเชิงคุณสมบัติ ไม่ใช่ราคา (Dyhrberg, 2016) ดังนั้น การใช้ BTC เป็นฐานเทียบ ไม่ใช่การ “ทิ้งทอง” แต่คือการยอมรับว่าโลกการเงินเข้าสู่มิติใหม่ของ scarcity ⸻ 10. สิ่งที่แนวคิดนี้ “ไม่เคยบอก” แต่สำคัญมาก คุณ Juice สรุปไว้ชัดว่า ผมไม่ได้บอกว่า Bitcoin ไม่มีความเสี่ยง และนี่คือจุดที่แนวคิดนี้ ต่างจากการเชียร์สินทรัพย์ เพราะมัน: • ไม่รับประกันผลตอบแทน • ไม่ชวนเก็งกำไร • ไม่บอกให้ all-in แต่มันบังคับให้คุณ ตั้งคำถามกับระบบการเงินที่คุณอยู่ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด critical monetary theory ที่มองว่า “เงิน” ไม่ใช่ของเป็นกลาง แต่เป็นโครงสร้างอำนาจ (Graeber, 2011) ⸻ บทสรุปเชิงลึก: Bitcoin คือกระจก ไม่ใช่คำตอบ ถ้าจะสรุปแนวคิดของโพสนี้ในประโยคเดียว: Bitcoin ไม่ได้บอกคุณว่าควรซื้ออะไร แต่มันทำให้คุณเห็นชัดว่า อะไรที่คุณกำลังเสียไปโดยไม่รู้ตัว มันไม่จำเป็นต้องเป็นสินทรัพย์ที่คุณถือมากที่สุด แต่การใช้มันเป็น “ฐานคิด” อาจเปลี่ยนวิธีมองเงินของคุณไปตลอดชีวิต ⸻ เครดิตอีกครั้ง (สำคัญ) บทความนี้เรียบเรียงและขยายเชิงวิชาการ จากโพสต้นทางของ คุณ Juice Sakkasem (SUPP) ผู้เสนอกรอบความคิด “เทียบสินทรัพย์เป็นหน่วย Bitcoin ก่อนตัดสินใจ” #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Replies (0)

No replies yet. Be the first to leave a comment!