Power is Power :
อำนาจที่แท้จริงในทฤษฎีเกม จาก “การคำนวณ” สู่ “การกำหนดชะตาเกม”
(เรียบเรียงและขยายความจากโพสต์ของเพจ/ผู้เขียน: “ว่าด้วยการเทรด” — ขอเครดิตแนวคิดและโครงสร้างหลักจากโพสต์ต้นทาง)
⸻
บทนำ: เมื่อ “ความรู้” ไม่เพียงพออีกต่อไป
วลีคลาสสิกอย่าง Knowledge is Power เคยเป็นแกนกลางของโลกยุคเหตุผลนิยม (Enlightenment) และการบริหารสมัยใหม่ แต่ในโลกแห่งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรัพยากรจำกัดและเดิมพันสูง แนวคิดนี้เริ่ม ไม่เพียงพอ ในการอธิบายผลลัพธ์จริงของเกม
โพสต์ต้นทางชี้ให้เห็นอย่างเฉียบคมว่า ในหลายบริบทของโลกจริง
“ผู้ที่ชนะ ไม่ใช่ผู้ที่เข้าใจเกมดีที่สุด
แต่คือผู้ที่สามารถ ‘บิดโครงสร้างของเกม’ ได้”
นี่คือจุดตั้งต้นของแนวคิด Power is Power ในความหมายเชิงทฤษฎีเกม
⸻
1. ทฤษฎีเกม: จากการวิเคราะห์เชิงเหตุผล สู่โครงสร้างของอำนาจ
ทฤษฎีเกม (Game Theory) ถือกำเนิดจากงานของ John von Neumann และได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดย John Nash
ในเชิงวิชาการ เกมถูกกำหนดด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ
1. Players – ผู้เล่น
2. Strategies – กลยุทธ์ที่เป็นไปได้
3. Payoffs – ผลตอบแทน
4. Information & Rules – ข้อมูลและกติกา
(Neumann & Morgenstern, Theory of Games and Economic Behavior, 1944)
ในโลกอุดมคติ
• ทุกฝ่ายเคารพกติกา
• ข้อมูลไม่บิดเบือน
• ไม่มีใครเปลี่ยนกติกาได้ฝ่ายเดียว
ระบบจะมุ่งสู่ Nash Equilibrium อย่างมีเสถียรภาพ
แต่โลกจริง ไม่เป็นเช่นนั้น
⸻
2. Power is Power: อำนาจคือความสามารถในการ “เขียนกติกาใหม่”
แก่นกลางของโพสต์ต้นทางอยู่ที่ข้อสังเกตสำคัญว่า
อำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่การเลือกกลยุทธ์เก่ง
แต่คือการ “กำหนดว่ากลยุทธ์ใดมีอยู่ให้เลือก”
ในเชิงทฤษฎีเกม นี่คือการย้ายระดับจาก
• Playing the game
→ ไปสู่
• Dictating the rules of the game
(Schelling, The Strategy of Conflict, 1960)
ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จสามารถ
• เปลี่ยน payoff matrix
• ทำให้บางกลยุทธ์กลายเป็น strictly dominated strategy
• บังคับให้คู่ต่อสู้ “เลือกทางที่แย่น้อยที่สุด”
ซึ่งเท่ากับ ทำลาย Nash Equilibrium เดิม
⸻
3. การบิดตารางผลตอบแทน (Manipulation of Payoff Matrix)
ตามที่โพสต์ต้นทางอธิบายอย่างเป็นระบบ
ผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องชนะทุกตา
แต่ต้องทำให้ ทุกทางเลือกของคู่ต่อสู้ “แพ้”
ในเชิงวิชาการ
• เมื่อ payoff ของทางเลือกหนึ่งต่ำกว่าทุกทางเลือกอื่นเสมอ
→ กลายเป็น strictly dominated strategy
→ ถูกตัดออกจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
(Mas-Colell et al., Microeconomic Theory, 1995)
ผลลัพธ์คือ
• คู่ต่อสู้ “ยังเลือกได้” ในเชิงรูปแบบ
• แต่ “ไม่มีอิสระจริง” ในเชิงโครงสร้าง
นี่คืออำนาจในระดับที่ ความรู้ของฝ่ายอ่อนกว่าแทบไร้ความหมาย
⸻
4. Credible Threat: เมื่อคำขู่ต้อง “ทำได้จริง”
ทฤษฎีเกมสมัยใหม่ย้ำชัดว่า
คำขู่จะมีผล ก็ต่อเมื่อมีความน่าเชื่อถือ (Credibility)
Credible Threat ต้องมี 2 องค์ประกอบ
1. Capability – ทำได้จริง
2. Will – พร้อมทำจริง
(Schelling, 1960)
โพสต์ต้นทางชี้ว่า
การถือครองทรัพยากรที่ขาดแคลน (scarce resources)
ทำให้ต้นทุนของการลงมือกระทำของผู้มีอำนาจต่ำกว่าคู่ต่อสู้มาก
ผลคือ
• Cost of defiance ของฝ่ายอ่อนแอ > ผลประโยชน์ที่คาดหวัง
• เกมเปลี่ยนจาก negotiation → compliance
⸻
5. เกมวัดใจ (Chicken Game) และความไม่สมมาตรของความเสี่ยง
ใน Chicken Game แบบดั้งเดิม
หากทั้งสองฝ่ายไม่หลบ → พินาศร่วมกัน
แต่เมื่อมี asymmetric damage tolerance
• ฝ่ายหนึ่ง “เจ็บน้อยกว่า” อย่างมีนัยสำคัญ
• ความน่าเชื่อถือของการไม่หลบเพิ่มขึ้นทันที
(Postrel, 2012)
ฝ่ายที่เสียหายน้อยกว่า
ไม่จำเป็นต้องฉลาดกว่า
แต่มีอำนาจเชิงโครงสร้างเหนือกว่า
⸻
6. ความไม่แน่นอนเชิงยุทธศาสตร์: อาวุธของผู้มีอำนาจ
โพสต์ต้นทางอธิบายแนวคิด Strategic Uncertainty ได้อย่างตรงแก่น
ในเกมที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์
• ผู้มีอำนาจอาจ “ตั้งใจ” ทำให้คาดเดาไม่ได้
• เพื่อเพิ่ม cost of miscalculation ของคู่ต่อสู้
ในเชิงทฤษฎี
นี่คือการใช้ mixed strategy ในระดับโครงสร้าง
ไม่ใช่แค่ระดับการเล่นรายตา
(Fudenberg & Tirole, Game Theory, 1991)
⸻
7. อำนาจเหนือกฎหมาย (Coercive Power over Legalism)
จุดที่บทความต้นทาง “แรง” ทางทฤษฎีอย่างแท้จริง คือการชี้ว่า
กฎหมายไม่มีพลังในตัวมันเอง
พลังอยู่ที่ความสามารถในการบังคับใช้
นี่สอดคล้องกับแนวคิด enforceability ใน political economy
และแนวคิด exception to the rule ของ Carl Schmitt
กติกายังคงอยู่
แต่ถูก “ตีความใหม่” โดยผู้มีอำนาจ
(Schmitt, Political Theology, 1922)
⸻
8. การผูกขาดจุดสมดุล (Monopolizing the Equilibrium)
ในทฤษฎีเกมคลาสสิก
เป้าหมายคือ Nash Equilibrium ที่ทุกฝ่ายพอรับได้
แต่ในโลกของ Power is Power
• ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ equilibrium ที่ “ยุติธรรม”
• ต้องการ equilibrium ที่ ตนเองได้ประโยชน์สูงสุดฝ่ายเดียว
นี่คือการออกแบบ equilibrium ใหม่
ผ่าน exclusion, conditional access, และ coercive payoff
⸻
9. ความรู้ vs อำนาจเชิงประจักษ์
โพสต์ต้นทางสรุปไว้อย่างคมว่า
ความรู้สร้าง “ทางเลือก”
แต่อำนาจกำหนดว่า “ทางเลือกใดมีอยู่จริง”
ในโลกแห่งเดิมพันสูง
visible power (ทรัพยากร กำลัง การบังคับ)
มักเอาชนะ theoretical knowledge เสมอ
หากฝ่ายหลังไม่สามารถแปลงเป็นอำนาจเชิงปฏิบัติได้
⸻
10. “Don’t Bet Against America” ในกรอบทฤษฎีเกม
การอ้างคำพูดของ Warren Buffett
ไม่ใช่เพียงมุมมองการลงทุน แต่คือ game-theoretic insight
รัฐหรือระบบที่
• คุมกติกา
• คุมสกุลเงิน
• คุมโครงสร้างตลาด
คือ rule-maker ไม่ใช่ rule-taker
การเดิมพันฝั่งตรงข้ามผู้กำหนดเกม
จึงเป็น negative-sum game ในระยะยาว
(Buffett, Berkshire Hathaway Shareholder Letter, 2020)
⸻
บทสรุป: Power is Power หมายถึงอะไรจริง ๆ
จากทั้งโพสต์ต้นทางและกรอบวิชาการ สามารถสรุปได้ว่า
Power is Power ไม่ได้หมายความว่า
• อำนาจแทนเหตุผล
• กำลังแทนสติปัญญา
แต่หมายความว่า
ในเกมที่เดิมพันสูง
“ผู้กำหนดโครงสร้าง”
สำคัญกว่าผู้คำนวณเก่งเสมอ
และนี่คือเหตุผลที่ทฤษฎีเกม
ไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งการคิด
แต่คือศาสตร์แห่ง การมองอำนาจตามความเป็นจริง
⸻
หมายเหตุเครดิต
บทความนี้เรียบเรียงและขยายความ โดยอิงโครงสร้าง แนวคิด และตัวอย่างหลักจากโพสต์ของ “ว่าด้วยการเทรด”
พร้อมเชื่อมโยงกับงานวิชาการด้านทฤษฎีเกม เศรษฐศาสตร์การเมือง และ strategic studies
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTCThread
Power is Power :
อำนาจที่แท้จริงในทฤษฎีเกม จาก “การคำนวณ” สู่ “การกำหนดชะตาเกม”
(เรียบเรียงและขยายความจากโพสต์ของเพจ/ผู้เขียน: “ว่าด้วยการเทรด” — ขอเครดิตแนวคิดและโครงสร้างหลักจากโพสต์ต้นทาง)
⸻
บทนำ: เมื่อ “ความรู้” ไม่เพียงพออีกต่อไป
วลีคลาสสิกอย่าง Knowledge is Power เคยเป็นแกนกลางของโลกยุคเหตุผลนิยม (Enlightenment) และการบริหารสมัยใหม่ แต่ในโลกแห่งการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรัพยากรจำกัดและเดิมพันสูง แนวคิดนี้เริ่ม ไม่เพียงพอ ในการอธิบายผลลัพธ์จริงของเกม
โพสต์ต้นทางชี้ให้เห็นอย่างเฉียบคมว่า ในหลายบริบทของโลกจริง
“ผู้ที่ชนะ ไม่ใช่ผู้ที่เข้าใจเกมดีที่สุด
แต่คือผู้ที่สามารถ ‘บิดโครงสร้างของเกม’ ได้”
นี่คือจุดตั้งต้นของแนวคิด Power is Power ในความหมายเชิงทฤษฎีเกม
⸻
1. ทฤษฎีเกม: จากการวิเคราะห์เชิงเหตุผล สู่โครงสร้างของอำนาจ
ทฤษฎีเกม (Game Theory) ถือกำเนิดจากงานของ John von Neumann และได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดย John Nash
ในเชิงวิชาการ เกมถูกกำหนดด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ
1. Players – ผู้เล่น
2. Strategies – กลยุทธ์ที่เป็นไปได้
3. Payoffs – ผลตอบแทน
4. Information & Rules – ข้อมูลและกติกา
(Neumann & Morgenstern, Theory of Games and Economic Behavior, 1944)
ในโลกอุดมคติ
• ทุกฝ่ายเคารพกติกา
• ข้อมูลไม่บิดเบือน
• ไม่มีใครเปลี่ยนกติกาได้ฝ่ายเดียว
ระบบจะมุ่งสู่ Nash Equilibrium อย่างมีเสถียรภาพ
แต่โลกจริง ไม่เป็นเช่นนั้น
⸻
2. Power is Power: อำนาจคือความสามารถในการ “เขียนกติกาใหม่”
แก่นกลางของโพสต์ต้นทางอยู่ที่ข้อสังเกตสำคัญว่า
อำนาจที่แท้จริง ไม่ใช่การเลือกกลยุทธ์เก่ง
แต่คือการ “กำหนดว่ากลยุทธ์ใดมีอยู่ให้เลือก”
ในเชิงทฤษฎีเกม นี่คือการย้ายระดับจาก
• Playing the game
→ ไปสู่
• Dictating the rules of the game
(Schelling, The Strategy of Conflict, 1960)
ผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จสามารถ
• เปลี่ยน payoff matrix
• ทำให้บางกลยุทธ์กลายเป็น strictly dominated strategy
• บังคับให้คู่ต่อสู้ “เลือกทางที่แย่น้อยที่สุด”
ซึ่งเท่ากับ ทำลาย Nash Equilibrium เดิม
⸻
3. การบิดตารางผลตอบแทน (Manipulation of Payoff Matrix)
ตามที่โพสต์ต้นทางอธิบายอย่างเป็นระบบ
ผู้มีอำนาจไม่จำเป็นต้องชนะทุกตา
แต่ต้องทำให้ ทุกทางเลือกของคู่ต่อสู้ “แพ้”
ในเชิงวิชาการ
• เมื่อ payoff ของทางเลือกหนึ่งต่ำกว่าทุกทางเลือกอื่นเสมอ
→ กลายเป็น strictly dominated strategy
→ ถูกตัดออกจากการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล
(Mas-Colell et al., Microeconomic Theory, 1995)
ผลลัพธ์คือ
• คู่ต่อสู้ “ยังเลือกได้” ในเชิงรูปแบบ
• แต่ “ไม่มีอิสระจริง” ในเชิงโครงสร้าง
นี่คืออำนาจในระดับที่ ความรู้ของฝ่ายอ่อนกว่าแทบไร้ความหมาย
⸻
4. Credible Threat: เมื่อคำขู่ต้อง “ทำได้จริง”
ทฤษฎีเกมสมัยใหม่ย้ำชัดว่า
คำขู่จะมีผล ก็ต่อเมื่อมีความน่าเชื่อถือ (Credibility)
Credible Threat ต้องมี 2 องค์ประกอบ
1. Capability – ทำได้จริง
2. Will – พร้อมทำจริง
(Schelling, 1960)
โพสต์ต้นทางชี้ว่า
การถือครองทรัพยากรที่ขาดแคลน (scarce resources)
ทำให้ต้นทุนของการลงมือกระทำของผู้มีอำนาจต่ำกว่าคู่ต่อสู้มาก
ผลคือ
• Cost of defiance ของฝ่ายอ่อนแอ > ผลประโยชน์ที่คาดหวัง
• เกมเปลี่ยนจาก negotiation → compliance
⸻
5. เกมวัดใจ (Chicken Game) และความไม่สมมาตรของความเสี่ยง
ใน Chicken Game แบบดั้งเดิม
หากทั้งสองฝ่ายไม่หลบ → พินาศร่วมกัน
แต่เมื่อมี asymmetric damage tolerance
• ฝ่ายหนึ่ง “เจ็บน้อยกว่า” อย่างมีนัยสำคัญ
• ความน่าเชื่อถือของการไม่หลบเพิ่มขึ้นทันที
(Postrel, 2012)
ฝ่ายที่เสียหายน้อยกว่า
ไม่จำเป็นต้องฉลาดกว่า
แต่มีอำนาจเชิงโครงสร้างเหนือกว่า
⸻
6. ความไม่แน่นอนเชิงยุทธศาสตร์: อาวุธของผู้มีอำนาจ
โพสต์ต้นทางอธิบายแนวคิด Strategic Uncertainty ได้อย่างตรงแก่น
ในเกมที่ข้อมูลไม่สมบูรณ์
• ผู้มีอำนาจอาจ “ตั้งใจ” ทำให้คาดเดาไม่ได้
• เพื่อเพิ่ม cost of miscalculation ของคู่ต่อสู้
ในเชิงทฤษฎี
นี่คือการใช้ mixed strategy ในระดับโครงสร้าง
ไม่ใช่แค่ระดับการเล่นรายตา
(Fudenberg & Tirole, Game Theory, 1991)
⸻
7. อำนาจเหนือกฎหมาย (Coercive Power over Legalism)
จุดที่บทความต้นทาง “แรง” ทางทฤษฎีอย่างแท้จริง คือการชี้ว่า
กฎหมายไม่มีพลังในตัวมันเอง
พลังอยู่ที่ความสามารถในการบังคับใช้
นี่สอดคล้องกับแนวคิด enforceability ใน political economy
และแนวคิด exception to the rule ของ Carl Schmitt
กติกายังคงอยู่
แต่ถูก “ตีความใหม่” โดยผู้มีอำนาจ
(Schmitt, Political Theology, 1922)
⸻
8. การผูกขาดจุดสมดุล (Monopolizing the Equilibrium)
ในทฤษฎีเกมคลาสสิก
เป้าหมายคือ Nash Equilibrium ที่ทุกฝ่ายพอรับได้
แต่ในโลกของ Power is Power
• ผู้มีอำนาจไม่ต้องการ equilibrium ที่ “ยุติธรรม”
• ต้องการ equilibrium ที่ ตนเองได้ประโยชน์สูงสุดฝ่ายเดียว
นี่คือการออกแบบ equilibrium ใหม่
ผ่าน exclusion, conditional access, และ coercive payoff
⸻
9. ความรู้ vs อำนาจเชิงประจักษ์
โพสต์ต้นทางสรุปไว้อย่างคมว่า
ความรู้สร้าง “ทางเลือก”
แต่อำนาจกำหนดว่า “ทางเลือกใดมีอยู่จริง”
ในโลกแห่งเดิมพันสูง
visible power (ทรัพยากร กำลัง การบังคับ)
มักเอาชนะ theoretical knowledge เสมอ
หากฝ่ายหลังไม่สามารถแปลงเป็นอำนาจเชิงปฏิบัติได้
⸻
10. “Don’t Bet Against America” ในกรอบทฤษฎีเกม
การอ้างคำพูดของ Warren Buffett
ไม่ใช่เพียงมุมมองการลงทุน แต่คือ game-theoretic insight
รัฐหรือระบบที่
• คุมกติกา
• คุมสกุลเงิน
• คุมโครงสร้างตลาด
คือ rule-maker ไม่ใช่ rule-taker
การเดิมพันฝั่งตรงข้ามผู้กำหนดเกม
จึงเป็น negative-sum game ในระยะยาว
(Buffett, Berkshire Hathaway Shareholder Letter, 2020)
⸻
บทสรุป: Power is Power หมายถึงอะไรจริง ๆ
จากทั้งโพสต์ต้นทางและกรอบวิชาการ สามารถสรุปได้ว่า
Power is Power ไม่ได้หมายความว่า
• อำนาจแทนเหตุผล
• กำลังแทนสติปัญญา
แต่หมายความว่า
ในเกมที่เดิมพันสูง
“ผู้กำหนดโครงสร้าง”
สำคัญกว่าผู้คำนวณเก่งเสมอ
และนี่คือเหตุผลที่ทฤษฎีเกม
ไม่ใช่แค่ศาสตร์แห่งการคิด
แต่คือศาสตร์แห่ง การมองอำนาจตามความเป็นจริง
⸻
หมายเหตุเครดิต
บทความนี้เรียบเรียงและขยายความ โดยอิงโครงสร้าง แนวคิด และตัวอย่างหลักจากโพสต์ของ “ว่าด้วยการเทรด”
พร้อมเชื่อมโยงกับงานวิชาการด้านทฤษฎีเกม เศรษฐศาสตร์การเมือง และ strategic studies
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
Login to reply
Replies ()
No replies yet. Be the first to leave a comment!