Thread

image “อุปทานสังเคราะห์” ของบิตคอยน์ ตลาดอนุพันธ์ และคำถามว่าความขาดแคลนยังมีอยู่หรือไม่ บทนำ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดบิตคอยน์ได้เปลี่ยนผ่านจากสินทรัพย์ดิจิทัลเชิงเทคโนโลยีที่มีอุปทานจำกัดแบบฮาร์ดแคป 21 ล้านเหรียญ ไปสู่การเป็นสินทรัพย์ทางการเงินระดับโลกที่ถูกเชื่อมโยงกับระบบอนุพันธ์ สถาบันการเงิน และตราสารซับซ้อนจำนวนมาก การเปลี่ยนผ่านนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า “ความขาดแคลน” (scarcity) ของบิตคอยน์ยังคงทำงานเหมือนเดิมหรือไม่ หรือว่าอุปทานในเชิงเศรษฐศาสตร์การเงินได้ถูก “สังเคราะห์” ขึ้นใหม่ผ่านเครื่องมือทางการเงิน บทความนี้จะอธิบายอย่างเป็นระบบถึงแนวคิด Synthetic Supply, Rehypothecation, และ Synthetic Float Ratio (SFR) พร้อมวิเคราะห์ว่าตลาดบิตคอยน์ในปัจจุบันถูกครอบงำโดยโครงสร้างอนุพันธ์เพียงใด โดยอ้างอิงงานวิจัยด้านตลาดการเงินคริปโต เศรษฐศาสตร์การเงิน และข้อมูลเชิงประจักษ์จากตลาดอนุพันธ์ ⸻ 1. จากสินทรัพย์หายากสู่สินทรัพย์การเงิน คุณสมบัติหลักที่สร้างมูลค่าของบิตคอยน์คือ: 1. อุปทานจำกัด 21 ล้านเหรียญ 2. ไม่สามารถสร้างเพิ่มได้ตามอำเภอใจ 3. ไม่อยู่ภายใต้ระบบ fractional reserve แบบธนาคาร ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ความขาดแคลนแบบนี้ควรทำให้ราคาขึ้นเมื่ออุปสงค์เพิ่มขึ้น (Stock-to-flow model) อย่างไรก็ตาม การศึกษาตลาดคริปโตหลังปี 2020 พบว่า ราคาบิตคอยน์สัมพันธ์กับตลาดอนุพันธ์และสภาพคล่องสถาบันมากกว่าปัจจัยอุปทาน on-chain เพียงอย่างเดียว (Corbet et al., 2021; Auer & Tercero-Lucas, BIS 2022) งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ตลาดฟิวเจอร์สและออปชันมีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคา spot ของบิตคอยน์ (Hasbrouck, 2018; CME data studies) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ราคาไม่ได้ถูกกำหนดโดยการซื้อขายเหรียญจริงเท่านั้น แต่ถูกกำหนดผ่านการวางสถานะ (positioning) ในตลาดอนุพันธ์ ⸻ 2. การเกิดขึ้นของ “อุปทานสังเคราะห์” ในระบบการเงินสมัยใหม่ สินทรัพย์หนึ่งหน่วยสามารถมี “สิทธิเรียกร้อง” (claims) หลายชั้น ตัวอย่าง: • Futures • Options • Perpetual swaps • ETF • Structured notes • Wrapped BTC • Lending & margin แต่ละเครื่องมือไม่จำเป็นต้องใช้บิตคอยน์จริงเต็มจำนวน นี่คือสิ่งที่เรียกว่า synthetic exposure งานวิจัยจาก IMF และ BIS ระบุว่า อนุพันธ์คริปโตสามารถสร้าง leverage และ exposure ที่เกินกว่าปริมาณสินทรัพย์จริงในระบบ (BIS Quarterly Review, 2022) ในตลาดฟิวเจอร์สแบบ cash-settled เช่น CME ผู้เล่นสามารถถือสถานะ BTC จำนวนมากโดยไม่ต้องถือเหรียญจริงเลย ผลคือ 1 BTC จริง อาจรองรับ exposure หลายเท่า แนวคิดนี้คล้ายกับตลาดทองคำ ซึ่งมี paper gold มากกว่าทองจริงหลายเท่า (Gorton & Metrick, 2012) ⸻ 3. Rehypothecation และ fractional reserve Rehypothecation คือการนำสินทรัพย์ค้ำประกันไปใช้ซ้ำหลายครั้ง ระบบนี้เป็นพื้นฐานของตลาดการเงินดั้งเดิม ในตลาดคริปโต บิตคอยน์สามารถถูก: • ฝากกับ exchange • ใช้เป็นหลักประกัน • ถูกยืมต่อ • ถูกสร้างอนุพันธ์ทับ งานศึกษาของ IOSCO และ BIS พบว่า ตลาดคริปโตสถาบันเริ่มมีลักษณะคล้าย shadow banking system นั่นหมายความว่า อุปทานในเชิง “price discovery” อาจมากกว่าจำนวนเหรียญจริง ⸻ 4. Synthetic Float Ratio (SFR) แนวคิด SFR ถูกใช้ในชุมชนวิจัยตลาดคริปโตเพื่อวัดว่า มี exposure ต่อ BTC มากกว่าปริมาณเหรียญจริงเท่าใด SFR = (มูลค่า open interest + synthetic claims) ÷ supply ที่หมุนเวียนจริง หาก SFR สูง ตลาดจะตอบสนองต่อ: • liquidation • leverage • positioning มากกว่าการซื้อขายเหรียญจริง งานวิจัยด้าน microstructure พบว่า liquidation cascade เป็นตัวขับเคลื่อนความผันผวนหลักของ BTC (Kyriazis, 2020) ⸻ 5. Price discovery: spot vs derivatives งานวิจัยหลายชิ้นพบว่า ตลาดอนุพันธ์มีบทบาทนำราคา: • CME futures มักนำ spot market • perpetual swaps ส่งผลต่อ volatility • funding rate บอก sentiment (Baur & Dimpfl, 2019; Alexander et al., 2021) เมื่ออนุพันธ์ครองตลาด ราคาอาจสะท้อน: • leverage • margin calls • forced liquidation มากกว่า supply-demand จริง ⸻ 6. ETF และการเงินสถาบัน การอนุมัติ Bitcoin ETF ทำให้เกิดชั้นใหม่ของ synthetic exposure ETF: • สร้าง demand จริงบางส่วน • แต่ก็สร้าง derivative layers • เปิดทางให้ shorting ผ่านตลาดทุน งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า การไหลเข้าของ ETF มีผลต่อราคา แต่ก็เพิ่มความสัมพันธ์กับตลาดการเงินดั้งเดิม (Corbet et al., 2024) ⸻ 7. ตลาดถูกควบคุมหรือไม่? ข้อกล่าวอ้างว่ามีการ “กดราคา” ผ่านอนุพันธ์ยังเป็นประเด็นถกเถียง สิ่งที่งานวิจัยเห็นพ้อง: • ตลาด BTC มี leverage สูง • liquidation ส่งผลต่อราคา • derivatives มีอิทธิพลมาก สิ่งที่ยังไม่ยืนยัน: • การสมรู้ร่วมคิดกดราคา • การควบคุมแบบรวมศูนย์ ตลาดยังคงกระจายตัว แต่มีโครงสร้างคล้ายตลาดการเงินโลก ⸻ 8. ความขาดแคลนยังมีอยู่หรือไม่ คำตอบคือ: มี แต่ซับซ้อนขึ้น On-chain scarcity ยังจริง แต่ในตลาดการเงิน: effective supply อาจมากกว่าปริมาณเหรียญจริง นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตลาดทองคำ น้ำมัน หุ้น ล้วนมีอนุพันธ์เกินสินทรัพย์จริง ⸻ 9. บทสรุป บิตคอยน์กำลังเปลี่ยนจาก “สินทรัพย์หายากดิจิทัล” สู่ “สินทรัพย์หลักในระบบการเงินโลก” ผลคือ: • ราคาได้รับอิทธิพลจากอนุพันธ์ • synthetic exposure เพิ่มขึ้น • volatility driven by leverage อย่างไรก็ตาม ความขาดแคลน on-chain ยังเป็นพื้นฐานระยะยาว ความตึงเครียดระหว่าง scarcity จริง กับ supply สังเคราะห์ จะเป็นตัวกำหนดตลาดในทศวรรษหน้า ⸻ เอกสารอ้างอิง (ตัวอย่าง) • Corbet, S. et al. (2021). Cryptocurrency market efficiency • BIS Quarterly Review (2022). Crypto trading and leverage • Auer & Tercero-Lucas (2022). Crypto derivatives and price discovery • Baur & Dimpfl (2019). Price discovery in Bitcoin futures • Kyriazis (2020). Bitcoin volatility drivers • Gorton & Metrick (2012). Shadow banking ⸻ 10. จากตลาดสปอตสู่ระบบเลเวอเรจระดับมหภาค การทำความเข้าใจตลาดบิตคอยน์ในปัจจุบันจำเป็นต้องแยก “สองชั้นของความเป็นจริง” ออกจากกัน ได้แก่ 1. ชั้นออนเชน (on-chain reality) • จำนวนเหรียญจำกัด • การถือครองจริง • การโอนจริง 2. ชั้นการเงิน (financial layer) • ฟิวเจอร์ส • ออปชัน • ETF • สวอป • การกู้ยืม งานวิจัยด้าน market microstructure ชี้ว่า ในสินทรัพย์ที่มีอนุพันธ์สูง การค้นหาราคา (price discovery) มักย้ายไปอยู่ในตลาดที่มี leverage มากที่สุด (Alexander, Choi & Park, 2021) สำหรับบิตคอยน์ ปริมาณซื้อขายอนุพันธ์ มักมากกว่าตลาดสปอตหลายเท่า ซึ่งทำให้: ราคา spot กลายเป็นผลสะท้อนของตลาดเลเวอเรจ มากกว่าตลาดเหรียญจริง ⸻ 11. กลไก liquidation cascade หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของตลาด BTC คือ liquidation cascade กระบวนการทำงาน: 1. ตลาดขึ้น → คนเปิด long leverage 2. ราคาเริ่มลง → margin ลด 3. forced liquidation 4. ราคาลงเร็วขึ้น 5. trigger liquidation เพิ่ม งานวิจัยพบว่า liquidation เป็นตัวเร่ง volatility สำคัญ (Kyriazis, 2020; Hayes, 2023) ในตลาดที่ SFR สูง cascade จะรุนแรงขึ้น เพราะมีสถานะอนุพันธ์มากกว่าสินทรัพย์จริง ⸻ 12. ความคล้ายคลึงกับตลาดทองคำ ตลาดทองคำเป็นตัวอย่างคลาสสิกของ paper vs physical มีการประมาณว่า paper gold อาจมากกว่าทองจริงหลายเท่า (Gold Anti-Trust studies; LBMA reports) โครงสร้างนี้ทำให้: • ราคาถูกกำหนดโดย futures • ไม่ใช่การส่งมอบจริง ตลาดบิตคอยน์กำลังเคลื่อนสู่โครงสร้างคล้ายกัน แต่ต่างตรงที่ บิตคอยน์สามารถถอนออกจากระบบได้ง่ายกว่า ⸻ 13. บทบาทของสถาบัน การเข้ามาของสถาบันการเงิน ทำให้เกิด: • การทำ market making • arbitrage • basis trade • hedging ETF ทำให้เกิด demand จริง แต่ก็เพิ่ม layer ของ synthetic claims งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า สถาบันใช้ futures เพื่อ hedge ไม่ใช่เพื่อกำหนดทิศทางระยะยาว (BIS, 2023) อย่างไรก็ตาม ขนาดของพวกเขาทำให้ตลาดตอบสนองต่อ positioning ของสถาบันอย่างมาก ⸻ 14. เมื่ออุปทานไม่ใช่ตัวกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว โมเดลแบบดั้งเดิมของ BTC คือ scarcity → price up แต่ในตลาดที่มีอนุพันธ์สูง ราคาถูกกำหนดโดย: • leverage • liquidity • positioning • funding rates งานวิจัยด้าน crypto derivatives พบว่า funding rate และ open interest มี correlation กับการเคลื่อนไหวของราคา มากกว่าการไหลเข้าออกของเหรียญจริงในบางช่วงเวลา (Alexander & Heck, 2020) ⸻ 15. ความไม่เสถียรเชิงระบบ โครงสร้างแบบนี้สร้าง systemic fragility เพราะ: • leverage สูง • collateral ซ้อนกัน • rehypothecation หากเกิด shock cascade จะรุนแรง ตัวอย่าง: • March 2020 • FTX collapse 2022 งานวิจัยจาก IMF ชี้ว่า crypto leverage cycles คล้ายกับตลาดการเงินดั้งเดิม (IMF Global Financial Stability Report) ⸻ 16. ข้อโต้แย้ง: scarcity ยังชนะระยะยาว แม้จะมี synthetic supply นักเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มชี้ว่า ความขาดแคลน on-chain ยังเป็นตัวกำหนดระยะยาว เหตุผล: • short ต้องซื้อคืน • ETF ต้องถือจริงบางส่วน • supply ใหม่ลดลงทุก halving Stock-to-flow อาจไม่แม่นระยะสั้น แต่ scarcity ยังมีผลเชิงโครงสร้าง ⸻ 17. สมดุลใหม่ของตลาด ตลาดบิตคอยน์จึงอยู่ในสภาวะ dual reality • scarcity จริง • supply สังเคราะห์ ราคาเกิดจากการต่อสู้ระหว่างสองแรงนี้ เมื่อ leverage สูง ราคาอาจถูกกดหรือเหวี่ยงแรง เมื่อ demand จริงสูง ราคาอาจทะลุโครงสร้างอนุพันธ์ ⸻ 18. แบบจำลองเชิงทฤษฎี สามารถมองตลาด BTC เป็นระบบ: Real supply layer + Synthetic financial layer + Leverage dynamics = Observed price ยิ่งชั้นการเงินหนา ราคายิ่งแยกจาก on-chain fundamentals ⸻ 19. ความหมายเชิงมหภาค บิตคอยน์กำลังกลายเป็น สินทรัพย์มหภาค (macro asset) มันตอบสนองต่อ: • สภาพคล่องโลก • ดอกเบี้ย • risk appetite ไม่ใช่แค่ halving งานวิจัยพบว่า BTC correlation กับ Nasdaq เพิ่มขึ้น ในยุคสถาบัน (Corbet et al., 2023) ⸻ 20. บทสรุปภาคต่อ แนวคิด “synthetic float” ไม่ได้หมายความว่า บิตคอยน์สูญเสียความขาดแคลน แต่หมายความว่า: ตลาดราคาถูกกำหนดโดยระบบการเงิน มากกว่าปริมาณเหรียญจริงเพียงอย่างเดียว นี่คือการเปลี่ยนผ่านจาก digital commodity สู่ financialized asset ⸻ บทสรุปใหญ่ของบทความทั้งหมด ตลาดบิตคอยน์ในปัจจุบันเป็นระบบหลายชั้น ที่รวม: • scarcity ทางเทคโนโลยี • leverage ทางการเงิน • พฤติกรรมตลาด • โครงสร้างสถาบัน การเข้าใจ BTC จึงต้องมอง ทั้ง on-chain และ derivatives พร้อมกัน ความตึงเครียดระหว่าง ความขาดแคลนจริง กับ อุปทานสังเคราะห์ จะเป็นตัวกำหนดวัฏจักรตลาดในอนาคต #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Replies (1)