อเมริกา ห้ามทำวิจัย สร้างไวรัส สร้างอาวุธชีวภาพแล้ว คำถามคือ แล้ว ประเทศไทยล่ะ ห้ามหรือยัง?? ใคร รับเงิน Ecohealth Alliance มา ใครรับเงิน USAID มาทำวิจัย สถาบันอะไรแถวสามย่าน? รัฐบาลกล้า เข้าไปตรวจสอบไหม? ระงับการทดลองวิจัยเชื้ออาวุธชีวภาพ ที่ฟอร์ทเดทริค เนื่องจากหลักฐานแสดงชี้บ่งการควบคุมความปลอดภัย ฟอร์ตเดทริกเป็นศูนย์กลางของอาวุธชีวภาพของกองทัพสหรัฐฯ มานานแล้ว โดยนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการเพิ่มฟังก์ชันการทำงานให้ร้ายแรงขึ้น การทดลองการแพร่กระจายของไวรัสในละออง และการนำเชื้อโรคร้ายแรง เช่น แอนแทรกซ์ กาฬโรค ทูลาเรเมีย และอีโบลา มาเป็นอาวุธภายใต้โครงการลับ เช่น กองปฏิบัติการพิเศษของกองทัพสหรัฐฯ และโครงการเจฟเฟอร์สัน ซึ่งส่วนใหญ่ถูกปกปิดไว้ภายใต้งบประมาณที่ผิดกฎหมายและถูกควบคุมไม่ให้ถูกตรวจสอบโดยรัฐสภา ผู้อำนวยการของศูนย์แห่งนี้ คอนนี่ ชมัลจอห์น ถูกพักงาน ตามรายงานของ WIRED เมื่อวันพุธ IRF เป็นศูนย์วิจัยภายใต้สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (NIH) และเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติ (NIAID) ศูนย์วิจัยแห่งนี้ทำการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อโรคที่ถือว่ามี "ผลกระทบร้ายแรง" และก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนอย่างมาก แบรดลีย์ มอสส์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารของสำนักงานบริการวิจัยที่ NIH ยืนยันว่าการหยุดดำเนินการดังกล่าว "เป็นการหยุดดำเนินการเพื่อความปลอดภัย" การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นจาก "การระบุและบันทึกปัญหาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพนักงานสัญญาจ้างที่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมความปลอดภัย" มอสส์กล่าว "ระหว่างการหยุดดำเนินการ จะไม่มีการทำการวิจัยใดๆ และจะจำกัดการเข้าถึงเฉพาะบุคลากรที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อปกป้องสถาบันและทรัพยากร" พนักงาน 168 คนได้รับคำสั่งจาก HHS ของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอยู่ภายใต้คำสั่งของรัฐมนตรีสาธารณสุขเคนเนดี ให้หยุดกิจกรรมการวิจัย ไมเคิล ฮอลบรูค รองผู้อำนวยการฝ่ายการกักกันระดับสูงที่ IRF เปิดเผยในอีเมลว่างานทดลองทั้งหมดจะต้องหยุดภายในวันที่ 29 เมษายน เวลา 17.00 น. ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดเปิดทำการอีกครั้ง อีเมลระบุว่าห้องปฏิบัติการจะยุติการศึกษาเกี่ยวกับไข้ลัสซา SARS-Cov-2 และโรคไข้สมองอักเสบจากยุง Eastern equine encephalitis (EEE) เจ้าหน้าที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) กล่าวว่าได้ล็อกตู้แช่แข็งในห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ 4 (BSL-4) ซึ่งมีระดับการกักเก็บความปลอดภัยทางชีวภาพสูงสุดและทำงานกับไวรัสที่ทำให้เกิดโรคมาร์บูร์กและไข้เลือดออกชนิดอื่น ๆ มีห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ 4 เพียงประมาณ 12 แห่งในอเมริกาเหนือ IRF เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งในโลกที่ทำการถ่ายภาพทางการแพทย์กับสัตว์ที่ติดเชื้อ BSL-4 เอกสารเผยแพร่ในวารสาร Pathogens and Disease เมื่อเดือนกรกฎาคม 2014 อธิบายว่า: นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์วิจัยบูรณาการของสถาบันโรคภูมิแพ้และโรคติดเชื้อแห่งชาติที่ฟอร์ตเดทริก เมืองเฟรเดอริก รัฐแมริแลนด์ ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการวิจัยก่อนการทดลองทางคลินิกเกี่ยวกับโรคติดเชื้อเพื่อพัฒนาแนวทางรับมือทางการแพทย์สำหรับเชื้อก่อโรคที่ร้ายแรง ศูนย์วิจัยแห่งนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตรงที่เป็นห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งเดียวในโลกที่นำอุปกรณ์ถ่ายภาพทางการแพทย์แบบธรรมดาและแบบโมเลกุลมาใช้ในการออกแบบศูนย์วิจัยแห่งนี้ ความสามารถนี้ช่วยให้ผู้วิจัยมีเครื่องมือเฉพาะตัวในการผ่าวิเคราะห์พยาธิสภาพของโรค ประเมินความสามารถของแบบจำลองสัตว์ในการสรุปโรคของมนุษย์ และทดสอบมาตรการป้องกันที่เป็นทางเลือก ที่สำคัญ การสร้างภาพโมเลกุลขั้นสูงมีศักยภาพในการให้ทางเลือกอื่นแทนการฆ่า การใช้ทางเลือกเหล่านี้ทำให้ผู้วิจัยสามารถลดจำนวนสัตว์ที่ใช้ในการทดลองและประเมินมาตรการป้องกันในแบบจำลองที่ไม่เป็นอันตรายได้ ด้วยการนำวิธีการสร้างภาพทางการแพทย์มาใช้ ห้องปฏิบัติการทางคลินิกที่จำลองตามห้องปฏิบัติการในโรงพยาบาล และทีมสัตวแพทย์ที่มีการฝึกอบรมสูง IRF Frederick จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะพัฒนาความเข้าใจของเราเกี่ยวกับโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ และอำนวยความสะดวกในการพัฒนามาตรการป้องกันทางการแพทย์และรูปแบบการดูแลทางคลินิกที่เคยถือว่าเป็นไปไม่ได้ การปิดห้องปฏิบัติการชีวภาพที่มีการกักกันสูงของ Fort Detrick ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในนโยบายความปลอดภัยทางชีวภาพของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเคนเนดี วันแห่งอาวุธชีวภาพที่ได้รับเงินสนับสนุนจากผู้เสียภาษีซึ่งแอบอ้างว่าเป็น "การวิจัยด้านสาธารณสุข" อาจสิ้นสุดลงในที่สุด • แล้วไข้หวัดนก? ดูเหมือนว่า FDA, USDA และ CDC จะร่วมมือกับ WHO เพื่อโรคระบาดครั้งต่อไปภายใต้แผนของความพร้อม ในขณะที่เคนเนดีปิดส่วนหนึ่งของเครื่องจักรอาวุธชีวภาพที่ Fort Detrick หน่วยงานของรัฐบาลกลางอื่นๆ กำลังดำเนินการอีกส่วนหนึ่งอย่างเงียบๆ การเร่งการผลิตวัคซีนไข้หวัดนก การให้ทุนการทดลองเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสานงานกับ WHO ราวกับว่า “วิกฤตครั้งต่อไปที่เกิดจากห้องแล็บนั้นเป็นไปตามกำหนดการแล้ว” เช่นที่เกิดไปแล้วกับการระบาดโควิดที่ถูกสร้างและหลุดออกจากห้องปฏิบัติการ ศ นพ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศ ด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และ ที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต
🚩 จดหมายถึงอธิบดีกรมควบคุมโรค ■ ขอข้อมูลข่าวสารของทางราชการ ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๖๘ เรียน อธิบดีกรมควบคุมโรค อ้างถึง ๑.กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๔๑ (๑) (๒) และวงเล็บอื่นหรือมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ๒.พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ และมาตราอื่นที่เกี่ยวข้อง ตามที่กรมควบคุมโรค ได้มีหนังสือที่ สธ ๐๔๐๒.๗/ว ๑๐๐๓ ลงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๘ เรื่องการรับฟังความคิดเห็นต่อกฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ.๒๐๒๔ นั้น ทางกลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ์เห็นว่าเรื่องดังกล่าว มีผลกระทบ ต่อสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ของประชาชนไทย จำเป็นที่ภาครัฐต้อง มีความโปร่งใสในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเกี่ยวกับการดำเนินงานเรื่องดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่รัฐ พึงกระทำ อาศัย สิทธิตามรัฐธรรมนูญและ ตาม พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พุทธศักราช ๒๕๔๐ กลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ขอให้กระทรวงสาธารณสุขโดยมีกรมควบคุมโรคเปิดเผย ข้อมูลข่าวสารตามรายละเอียดดังนี้ 🔸️๑.เอกสารโต้ตอบระหว่างกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค กับองค์การอนามัยโลก (WHO) ทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานในเรื่อง กฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ.๒๐๒๔ 🔸️๒.รายชื่อคณะกรรมการทุกกรรมการ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาดำเนินงานเกี่ยวกับ กฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ.๒๐๒๔ 🔸️๓.หนังสือสัตยาบัน ข้อตกลงความร่วมมือ บันทึกความเข้าใจ สัญญา เอกสารการให้ทุน หรือ เอกสารที่ระบุพันธะสัญญาใดๆ ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข กับ องค์การอนามัยโลกในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ กฎอนามัยระหว่างประเทศ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ค.ศ.๒๐๒๔ 🔸️๔.รายนามบุคคลที่เป็นตัวแทนของกระทรวงสาธารณสุข ในการลงนามข้อผูกพัน ตามรายละเอียดในข้อ ๓ ทางกลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ขอใช้สิทธิ์ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยขอคัดสำเนาหนังสือ และรับรองสำเนาถูกต้องของเอกสารดังกล่าวตามรายละเอียดข้างต้น และเมื่อท่านได้รับหนังสือฉบับนี้แล้ว กรุณาแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ภายในไม่เกิน ๗ วันทำการนับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ อนึ่งหากท่านไม่ยินยอมเปิดเผยข้อมูลข้อหนึ่งข้อใดตามที่ขออาจเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฏหมาย และแสดงให้เห็นว่าท่านมิได้ดำเนินงานตามหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี อันเป็นการแสดงเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์และก่อให้เกิดข้อครหาในการดำเนินงานของท่านได้ จึงเรียนมาเพื่อพิจารณาดำเนินการด้วยจักเป็นพระคุณ กลุ่มแพทย์และจิตอาสาคนไทยพิทักษ์สิทธิ์ ติดต่อกับทางกลุ่มได้ที่ info@thaipithaksith.com
บทความจาก อาจารย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์แพทย์ที่กล้าพูดความจริง บนพื้นฐานของข้อมูล ท่านบอกชัดฉีดวัคซีนมาก ตายมากขึ้น แต่เรื่องนี้ รัฐบาลไม่สนใจ กระทรวงสาธารณสุข ไม่สนใจ หวังว่า คุณอี้ แทนคุณ Tankhun Jittitsara page จะทำให้ รัฐบาล สส สว ผู้สื่อข่าว สนใจเรื่องนี้เสียที ข้อมูลจากฐานข้อมูล องค์การอนามัยโลก พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด กลับเพิ่มมากขึ้น หลังจากการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในประเทศที่มีการฉีดมาก ทั้งนี้ วิเคราะห์ • จำนวนผู้ป่วย COVID-19 จำนวนผู้เสียชีวิต และอัตราการฉีดวัคซีนในฐานข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) จนถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2023 • อัตราการเสียชีวิตจาก COVID-19 ต่อ 1,000 คนในช่วงก่อนการฉีดวัคซีน (CFR1) และอัตราการเสียชีวิตในช่วงที่มีการฉีดวัคซีน (CFR2) ถูกเปรียบเทียบสำหรับภูมิภาคทั้งหมดของ WHO ทั้งนี้มีการตรวจสอบตัวแปรที่มีความสำคัญ ที่มีผลต่อความสัมพันธ์ต่อการเสียชีวิตจาก COVID-19 • ผลลัพธ์: จำนวนผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นตามการครอบคลุมการฉีดวัคซีน • ตั้งแต่ 43.3% (แอฟริกา) ถึง 1,275.0% (แปซิฟิกตะวันตก) • ภูมิภาคแปซิฟิกตะวันตก (1.5%) และแอฟริกา (3.8%) มีการเสียชีวิตจาก COVID-19 เทียบจากทั่วโลกน้อยที่สุดก่อนการฉีดวัคซีน • ในขณะที่ทวีปอเมริกา (49.9%) และยุโรป (27.6%) มีจำนวนสูงสุด ทวีปอเมริกา (39.8%) และยุโรป (34.1%) มีสัดส่วนมากกว่า 70% ของผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 ทั่วโลกแม้จะมีการฉีดวัคซีนจำนวนมาก • และการเพิ่มขึ้นของอัตราการเสียชีวิตจาก COVID-19 และของบุคคลที่มีอายุ ≥65 ปี (เป็น %) มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ (0.48) ในแอฟริกา ข้อสรุป: อัตราการเสียชีวิตจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นในยุคการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะในภูมิภาคที่มีการครอบคลุมการฉีดวัคซีนสูงกว่า Paradoxical increase in global COVID-19 deaths with vaccination coverage: World Health Organization estimates (2020-2023) . ข้อมูล ขององค์การอนามัยโลก เสียชีวิตจากโควิดเพิ่มมากขึ้น หลังจากวัคซีนโดยเฉพาะ ภูมิภาคที่ มีการครอบคลุมการฉีดวัคซีนสูง
มี 3 ตอน ฟังให้ครบครับ รบกวนแชร์ทุกช่องทางด้วยครับ การติดอาวุธให้ไวรัส เริ่มจาก NIH ของสหรัฐ เฟาซี และพวก ในกรณีของไวรัสโคโรนา Ralph Baric ถ่ายทอดวิชาให้สถาบันวิจัยไวรัส อู่ฮั่น Dr Shi และทำการตัดต่อพันธุกรรมสร้างไวรัสใหม่ทดสอบในหนูที่ปรับพันธุกรรมเหมือนมนุษย์ จนได้ไวรัสใหม่ และจนหลุดรั่วออกไปเกิดระบาด และเป็นเรื่องเดียวกับวัคซีน เพราะกลุ่มเดียวกัน เตรียมวัคซีนตั้งแต่ 2018 โควิดระบาด และผลข้างเคียงที่มีปัญหาแต่พูดไม่ได้ เพราะมีการเซ็นเซอร์ Health Nexus ตอน 1 31/3/2025 Health Nexus - ตอน2 7/4/2025 Health Nexus ตอน 3 เกิดอะไรขึ้นกับวัคซีนโควิดบ้าง? 14/4/2025