“5 นาทีแรก…ไม่ต้องพยายามเป็นใครให้ใครชอบ ขอแค่เป็นคนที่อยู่ด้วยแล้วปลอดภัยพอจะคุยต่อก็พอแล้ว”
เวลาไปมีตอัพ.. คุยงาน เสวนา หรือแค่นัดกินข้าวกันเฉย ๆ (ภาค2) ผมเห็นภาพเดิมวนกลับมาบ่อยมาก
คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ เขาขาดสนามซ้อม ที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แล้ววางใจให้เป็นธรรมชาติ
พอเดินเข้าไปในวงสนทนา มือก็ไม่รู้จะจับอะไร สายตาไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน
ในหัวเริ่มคิดยาวเป็นขบวน “เราจะดูแปลกไหม” “ถ้าไม่มีใครคุยด้วยล่ะ” “ถ้าพูดพลาดล่ะ” บลา บลา
สุดท้ายหลายคนยอมใช้พลังไปกับการประกอบตัวตนฉุกเฉินขึ้นมา.. พูดให้ดูเก่ง ทำให้ดูสนิท ทำให้ดูมีที่ยืน
แต่... พอกลับบ้านแล้วเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก ทั้งที่ร่างกายแทบไม่ได้ขยับอะไรเลย
ถ้าให้ผมย่อยเรื่องนี้แบบคนธรรมดา ๆ ผมจะบอกว่า…
ใน 5 นาทีแรก เราไม่ได้คุยเพื่อเอาข้อมูล เราคุยเพื่อตั้งความปลอดภัยให้กันและกัน
เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ลึกกว่านั้นนิดหนึ่ง
สมองส่วนสัญชาตญาณของเราทำงานไวมากเวลาเจอคนใหม่ มันเหมือนยามเฝ้าประตูที่ไม่พูดอะไร แค่สแกนเงียบ ๆ ว่า คนนี้อยู่ใกล้แล้วสบายใจไหม?
หลายคนใช้เวลาประมาณ 5 นาที (ราวสามร้อยวินาที) ก่อนจะยอมผ่อนกล้ามเนื้อข้างในให้คนตรงหน้ามีที่ยืน
พอผ่านด่านนี้ไปได้ ประตูใจเขาจะเริ่มเปิดเองแบบไม่ต้องเอาอะไรมางัด
ผมเลยชอบมองการพูดคุยเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นพิธีทักทายของเผ่า
เมื่อเราเดินเข้าบ้านคนอื่น เราไม่พุ่งไปเปิดตู้เย็น เราทักเจ้าของบ้านก่อน ยิ้มก่อน ยืนให้เขารู้ว่ามาดี
ในวงสนทนาก็เหมือนกัน... ช่วงแรกทุกคนกำลังวัดอุณหภูมิอย่างเงียบ ๆ ว่าเราปลอดภัยสำหรับกันและกันมากแค่ไหน
ตรงนี้เองที่ผมชอบใช้อุปมาอุปมัยว่า “สะพานไม้ 3 แผ่น”
แผ่นแรกพาเราออกจากความเป็นคนแปลกหน้า
แผ่นที่สองพาเรามายืนระดับเดียวกัน
แผ่นที่สามค่อยพาไปไกลกว่านั้น... คุยเรื่องจริงใจ คุยเรื่องลึก คุยเรื่องที่มีค่า
ถ้าถามว่าแผ่นไม้แผ่นแรกหน้าตาเป็นยังไง
มันมักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าง่าย ๆ บรรยากาศ ทางมา คนเยอะ มุมยืน เพลง กาแฟ
คำทักสั้น ๆ สุภาพ ๆ พอให้ไหล่เขาตกลงนิดหนึ่ง เช่น..
“สวัสดีครับ มาครั้งแรกไหม"
“วันนี้ลมดีนะครับ เย็นกำลังพอดี”
ประโยคไม่ต้องคม ไม่ต้องดูฉลาด แค่อ่อนโยนพอให้คนอีกฝั่งรู้ว่า…อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระวังตัวมากนักก็พอ
แล้วสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากกว่าคำพูด ก็คือ “ท่าทาง”
ลองสังเกตตัวเองเบา ๆ ว่าเผลอกอดอกไหม
เผลอเอาแก้วน้ำหรือโทรศัพท์มาบังช่วงอกไหม เผลอหันตัวหนีเหมือนเตรียมวิ่งออกจากวงไหม
ร่างกายคนเราส่งสัญญาณเร็วกว่าปากเสมอ
ท่าที่ผมว่าใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์คือ เปิด space
ไหล่ผ่อน แขนวางสบาย ๆ หันลำตัวเข้าหาคนที่คุยแบบพอดี ๆ ยืนให้มีช่องว่างพอหายใจ ไม่ชิดจนรุก ไม่ห่างจนเหมือนปิดประตู
ท่านี้เหมือนบอกเป็นภาษาที่ไม่ต้องมีคำว่า “ผมไม่มีอาวุธ ผมพร้อมฟัง”
คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ทันที ถึงเขาไม่รู้ตัวว่ารู้
พอสะพานไม้แผ่นแรกวางแล้ว แผ่นที่สองคือ การเปิดนิดเดียว แล้วฟังยาว ๆ
แนะนำตัวพอเป็นพิธี
“ผม…ครับ สนใจเรื่องนี้อยู่ ยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน”
จากนั้นถามแบบให้เกียรติ
“คุณสนใจมุมไหนเป็นพิเศษครับ”
คำถามดี ๆ ทำหน้าที่แทนเราได้มาก มันพาอีกฝ่ายเล่า พาเราได้ยินจังหวะชีวิตของเขา
และความลับเล็ก ๆ ของโลกนี้คือ…
คนเรามักจำคนที่ทำให้เขาพูดได้อย่างสบายใจ ได้แม่นกว่าคนที่พูดเก่ง
ส่วนแผ่นที่สาม.. การคุยให้ลึกขึ้น มันจะค่อยๆ เกิดเอง
เกิดตอนที่เราฟังจริง เกิดตอนเราไม่รีบโชว์ เกิดตอนเรายอมให้ความเงียบมีที่นั่งบนโต๊ะบ้าง
ทีนี้เรื่องที่คนติดมากที่สุดในมีตอัพ คือ ทางหนี
อยากดูดี อยากให้ทุกคนสบายใจ สุดท้ายก็ฝืนคุย ฝืนรับปาก ฝืนยิ้ม พอกลับบ้าน ก็ใจแห้งเหมือนโดนบีบน้ำออกจนหมด
ผมว่า.. การเดินออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ คือทักษะของผู้ใหญ่
มันรักษาน้ำใจคนอื่น พร้อมกับรักษาใจตัวเอง
วิธีที่ช่วยได้มากคือ…ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยขอตัว
เหมือนปิดประตูเบา ๆ แล้วเว้นกุญแจไว้ให้วันหน้า
ตัวอย่างประมาณนี้...
“ผมชอบมุมที่คุณเล่าเรื่องมากเลยครับ ขอผมไปเติมน้ำก่อน เดี๋ยวกลับมาคุยต่อได้ไหม”
“ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอผมไปทักเพื่อนแป๊บนึง เดี๋ยวไว้มาแลกกันต่อนะ”
“ขอพักหายใจสักนิดครับ เดี๋ยวถ้าคุณยังอยู่ ขอผมมานั่งฟังต่อนะ”
ประโยคพวกนี้มีเวทมนตร์อยู่ตรง.. ยังอยากคุยต่อ
คนฟังจะไม่รู้สึกถูกตัดเยื่อใย เราเองก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการฝืนอยู่
ท้ายที่สุด... ผมอยากให้เราไปมีตอัพด้วยใจที่เบาขึ้น ไปในฐานะคนธรรมดาที่พร้อมยิ้ม พร้อมฟัง พร้อมทัก
บางวันคุยน้อยก็ไม่เป็นไร แค่ไปโผล่หน้าให้โลกเห็นว่าเรายังอยู่ ก็ถือว่าก้าวแล้ว
5 นาทีแรกขอแค่ตั้งความปลอดภัยให้ผ่านก่อน ที่เหลือ…ความเป็นเพื่อนพ้องจะค่อย ๆ ทำงานของมันเอง
“ที่ยืนในสังคมไม่ได้เกิดจากการแสดงเก่ง
มันเกิดจากการอยู่ตรงนั้นอย่างจริงใจ จนคนอื่นสบายใจที่จะอยู่ใกล้เรา”
#JakkDiary #Siamstr
คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ขาดความรู้ ไม่ได้ขาดความตั้งใจ เขาขาดสนามซ้อม ที่จะพาตัวเองไปยืนอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า แล้ววางใจให้เป็นธรรมชาติ
พอเดินเข้าไปในวงสนทนา มือก็ไม่รู้จะจับอะไร สายตาไม่รู้จะเอาไปวางตรงไหน
ในหัวเริ่มคิดยาวเป็นขบวน “เราจะดูแปลกไหม” “ถ้าไม่มีใครคุยด้วยล่ะ” “ถ้าพูดพลาดล่ะ” บลา บลา
สุดท้ายหลายคนยอมใช้พลังไปกับการประกอบตัวตนฉุกเฉินขึ้นมา.. พูดให้ดูเก่ง ทำให้ดูสนิท ทำให้ดูมีที่ยืน
แต่... พอกลับบ้านแล้วเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก ทั้งที่ร่างกายแทบไม่ได้ขยับอะไรเลย
ถ้าให้ผมย่อยเรื่องนี้แบบคนธรรมดา ๆ ผมจะบอกว่า…
ใน 5 นาทีแรก เราไม่ได้คุยเพื่อเอาข้อมูล เราคุยเพื่อตั้งความปลอดภัยให้กันและกัน
เรื่องนี้มีเหตุผลอยู่ลึกกว่านั้นนิดหนึ่ง
สมองส่วนสัญชาตญาณของเราทำงานไวมากเวลาเจอคนใหม่ มันเหมือนยามเฝ้าประตูที่ไม่พูดอะไร แค่สแกนเงียบ ๆ ว่า คนนี้อยู่ใกล้แล้วสบายใจไหม?
หลายคนใช้เวลาประมาณ 5 นาที (ราวสามร้อยวินาที) ก่อนจะยอมผ่อนกล้ามเนื้อข้างในให้คนตรงหน้ามีที่ยืน
พอผ่านด่านนี้ไปได้ ประตูใจเขาจะเริ่มเปิดเองแบบไม่ต้องเอาอะไรมางัด
ผมเลยชอบมองการพูดคุยเริ่มต้นเล็กๆ น้อยๆ ว่าเป็นพิธีทักทายของเผ่า
เมื่อเราเดินเข้าบ้านคนอื่น เราไม่พุ่งไปเปิดตู้เย็น เราทักเจ้าของบ้านก่อน ยิ้มก่อน ยืนให้เขารู้ว่ามาดี
ในวงสนทนาก็เหมือนกัน... ช่วงแรกทุกคนกำลังวัดอุณหภูมิอย่างเงียบ ๆ ว่าเราปลอดภัยสำหรับกันและกันมากแค่ไหน
ตรงนี้เองที่ผมชอบใช้อุปมาอุปมัยว่า “สะพานไม้ 3 แผ่น”
แผ่นแรกพาเราออกจากความเป็นคนแปลกหน้า
แผ่นที่สองพาเรามายืนระดับเดียวกัน
แผ่นที่สามค่อยพาไปไกลกว่านั้น... คุยเรื่องจริงใจ คุยเรื่องลึก คุยเรื่องที่มีค่า
ถ้าถามว่าแผ่นไม้แผ่นแรกหน้าตาเป็นยังไง
มันมักเริ่มจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าง่าย ๆ บรรยากาศ ทางมา คนเยอะ มุมยืน เพลง กาแฟ
คำทักสั้น ๆ สุภาพ ๆ พอให้ไหล่เขาตกลงนิดหนึ่ง เช่น..
“สวัสดีครับ มาครั้งแรกไหม"
“วันนี้ลมดีนะครับ เย็นกำลังพอดี”
ประโยคไม่ต้องคม ไม่ต้องดูฉลาด แค่อ่อนโยนพอให้คนอีกฝั่งรู้ว่า…อยู่ด้วยแล้วไม่ต้องระวังตัวมากนักก็พอ
แล้วสิ่งหนึ่งที่ช่วยได้มากกว่าคำพูด ก็คือ “ท่าทาง”
ลองสังเกตตัวเองเบา ๆ ว่าเผลอกอดอกไหม
เผลอเอาแก้วน้ำหรือโทรศัพท์มาบังช่วงอกไหม เผลอหันตัวหนีเหมือนเตรียมวิ่งออกจากวงไหม
ร่างกายคนเราส่งสัญญาณเร็วกว่าปากเสมอ
ท่าที่ผมว่าใช้ได้กับแทบทุกสถานการณ์คือ เปิด space
ไหล่ผ่อน แขนวางสบาย ๆ หันลำตัวเข้าหาคนที่คุยแบบพอดี ๆ ยืนให้มีช่องว่างพอหายใจ ไม่ชิดจนรุก ไม่ห่างจนเหมือนปิดประตู
ท่านี้เหมือนบอกเป็นภาษาที่ไม่ต้องมีคำว่า “ผมไม่มีอาวุธ ผมพร้อมฟัง”
คนส่วนใหญ่รับรู้ได้ทันที ถึงเขาไม่รู้ตัวว่ารู้
พอสะพานไม้แผ่นแรกวางแล้ว แผ่นที่สองคือ การเปิดนิดเดียว แล้วฟังยาว ๆ
แนะนำตัวพอเป็นพิธี
“ผม…ครับ สนใจเรื่องนี้อยู่ ยังเรียนรู้อยู่เหมือนกัน”
จากนั้นถามแบบให้เกียรติ
“คุณสนใจมุมไหนเป็นพิเศษครับ”
คำถามดี ๆ ทำหน้าที่แทนเราได้มาก มันพาอีกฝ่ายเล่า พาเราได้ยินจังหวะชีวิตของเขา
และความลับเล็ก ๆ ของโลกนี้คือ…
คนเรามักจำคนที่ทำให้เขาพูดได้อย่างสบายใจ ได้แม่นกว่าคนที่พูดเก่ง
ส่วนแผ่นที่สาม.. การคุยให้ลึกขึ้น มันจะค่อยๆ เกิดเอง
เกิดตอนที่เราฟังจริง เกิดตอนเราไม่รีบโชว์ เกิดตอนเรายอมให้ความเงียบมีที่นั่งบนโต๊ะบ้าง
ทีนี้เรื่องที่คนติดมากที่สุดในมีตอัพ คือ ทางหนี
อยากดูดี อยากให้ทุกคนสบายใจ สุดท้ายก็ฝืนคุย ฝืนรับปาก ฝืนยิ้ม พอกลับบ้าน ก็ใจแห้งเหมือนโดนบีบน้ำออกจนหมด
ผมว่า.. การเดินออกจากวงสนทนาอย่างสุภาพ คือทักษะของผู้ใหญ่
มันรักษาน้ำใจคนอื่น พร้อมกับรักษาใจตัวเอง
วิธีที่ช่วยได้มากคือ…ทิ้งท้ายด้วยสิ่งที่เราชอบ แล้วค่อยขอตัว
เหมือนปิดประตูเบา ๆ แล้วเว้นกุญแจไว้ให้วันหน้า
ตัวอย่างประมาณนี้...
“ผมชอบมุมที่คุณเล่าเรื่องมากเลยครับ ขอผมไปเติมน้ำก่อน เดี๋ยวกลับมาคุยต่อได้ไหม”
“ประเด็นนี้น่าสนใจครับ ขอผมไปทักเพื่อนแป๊บนึง เดี๋ยวไว้มาแลกกันต่อนะ”
“ขอพักหายใจสักนิดครับ เดี๋ยวถ้าคุณยังอยู่ ขอผมมานั่งฟังต่อนะ”
ประโยคพวกนี้มีเวทมนตร์อยู่ตรง.. ยังอยากคุยต่อ
คนฟังจะไม่รู้สึกถูกตัดเยื่อใย เราเองก็ไม่ต้องเสียพลังไปกับการฝืนอยู่
ท้ายที่สุด... ผมอยากให้เราไปมีตอัพด้วยใจที่เบาขึ้น ไปในฐานะคนธรรมดาที่พร้อมยิ้ม พร้อมฟัง พร้อมทัก
บางวันคุยน้อยก็ไม่เป็นไร แค่ไปโผล่หน้าให้โลกเห็นว่าเรายังอยู่ ก็ถือว่าก้าวแล้ว
5 นาทีแรกขอแค่ตั้งความปลอดภัยให้ผ่านก่อน ที่เหลือ…ความเป็นเพื่อนพ้องจะค่อย ๆ ทำงานของมันเอง
“ที่ยืนในสังคมไม่ได้เกิดจากการแสดงเก่ง
มันเกิดจากการอยู่ตรงนั้นอย่างจริงใจ จนคนอื่นสบายใจที่จะอยู่ใกล้เรา”
#JakkDiary #Siamstr
เส้นแรกคืออยากเชื่อมต่อ อยากคุย อยากรู้จักกันจริง ๆ
อีกเส้นคือความเกรงใจ ความดูดี ความกลัวถูกมองแปลก ๆ
แล้วเราก็ยืนอยู่ตรงกลาง… ยิ้มสุภาพพอดีคำ พยักหน้าพอดีจังหวะ เลือกจะพูดประโยคปลอดภัยไว้ก่อน
มันก็ดีหมดเลยครับ แต่อยู่ไปนาน ๆ ใจจะเริ่มเหนื่อย เพราะเราต้องคอยคุมตัวเองเหมือนถือแก้วน้ำเต็ม ๆ แล้วเดินบนพื้นขรุขระ
ความเกรงใจมีคุณค่ามากนะ มันคือความอ่อนโยนของสังคมไทย
เพียงแต่บางที เกรงใจ แอบแปลงร่างเป็น เกรงภาพลักษณ์ อยู่เงียบ ๆ
เราจึงไม่กล้าพูดความจริงที่นุ่มนวล
ไม่กล้าขอพื้นที่ให้ตัวเอง
ไม่กล้ายอมรับว่า… บางช่วงเราก็ล้า บางมุมเราก็เขิน บางวันเราก็อยากนั่งเฉย ๆ มากกว่าออกแรงสนทนา
ในมุมของการสื่อสารแบบไม่ทำร้ายกัน เรื่องนี้ไม่ใช่การฝึกพูดให้คมขึ้นหรอก มันเป็นการฝึก ซื่อสัตย์แบบสุภาพ
พูดให้คนฟังรู้ว่าเรายังให้เกียรติเขา ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง
ประโยคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้ มักไม่ได้หวือหวาเลย แต่ก็มีแรงตรงที่มันจริง
เช่นเวลาเริ่มล้าแต่ยังอยากอยู่ด้วย
“ขอพักหายใจแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวกลับมาคุยต่อ”
“ตอนนี้หัวเริ่มเต็มละ ขอไปเดินเล่นสักรอบนะ”
“ดีใจที่ได้เจอ ขอคุยสั้น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยต่อยาว ๆ วันหลังละกันนะครับ”
คำพูดแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราดูแย่ มันกลับทำให้คนอื่นไว้ใจมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าเราตรง และเรารู้ขอบเขตตัวเอง
อีกอย่างที่ผมชอบคือการประกาศความรู้สึกแบบไม่โยนใส่ใคร แทนที่จะเก็บไว้แล้วฝืนยิ้ม เราพูดออกมานิ่ม ๆ ได้
“ผมเขินนิดหน่อยนะ คนเยอะอะ”
“ผมยังใหม่กับวงนี้ครับ ขอเวลาปรับตัวนิดหนึ่ง”
“คุยเรื่องนี้แล้วตื่นเต้นมาก ขอเรียบเรียงก่อนตอบนะครับ”
มันมีเสน่ห์นะ… เสน่ห์ของคนที่ไม่พยายามดูดี
แต่ดูจริง
แล้วถ้ากลัวว่าหากพูดไปจะเสียมารยาท ลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่า เรากำลังรักษามารยาท หรือกำลังรักษาหน้ากาก
มารยาทน่ะพาให้คนสบายใจ แต่หน้ากากมันพาให้เราเหนื่อย
การพบปะที่อบอุ่นที่สุดในคอมมูนิตี้ ไม่ได้เกิดจากคนพูดเก่ง เพราะมันมักเกิดจากคนที่อยู่ตรงนั้นแบบเข้าถึงได้ มีพื้นที่ให้คนอื่น มีพื้นที่ให้ตัวเอง
พูดเท่าที่จริง ฟังเท่าที่ไหว ยิ้มเท่าที่ใจอยาก
สุดท้ายแล้ว... คนเราจำกันจากบรรยากาศที่เราเป็น มากกว่าประโยคที่เราพูด
และบรรยากาศที่ดีที่สุด มักเริ่มจากประโยคง่าย ๆ ประโยคหนึ่ง…
“วันนี้ขอเป็นตัวเองได้ไหม แบบที่ยังให้เกียรติกันอยู่เหมือนเดิม”
#JakkDiary #Siamstr
พวกเราจอดรถข้างทาง แล้วหยุดที่สันเขื่อนกันเป็นแถว ไม่มีใครพูดอะไรเยอะนัก ทุกคนยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มองไกลสุดลูกหูลูกตา
ภูเขาหลายลูกซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ น้ำในห้วยวางตัวนิ่งเหมือนกำลังเก็บความลับของฤดูฝนไว้ทั้งปี
สันเขื่อนแปลกดี... มันไม่ได้สวยแบบฉูดฉาด มันอยู่ของมันแบบนั้น ยาว หนักแน่น ทำหน้าที่เดียวซ้ำ ๆ ในทุกวัน คือกั้นน้ำไว้ให้บ้านข้างล่างไม่ต้องลุ้นทุกหน้าฝน
บางทีอุดมการณ์ก็คล้ายกัน ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ดัง แค่วางใจให้ตรง แล้วยืนอยู่กับสิ่งที่เชื่อให้ได้นานพอ
อ่างเก็บน้ำก็ไม่ได้เต็มจากฝนก้อนเดียว มันมาจากฝนหลายฤดู หยดแล้วหยดอีก สะสมเงียบ ๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นความอุ่นใจของคนทั้งชุมชน
ความร่วมมือในฐานะกลุ่มก้อนก็แบบนั้นเหมือนกัน
คำพูดมีไว้เริ่มต้น แต่ความไว้ใจต้องใช้เวลาเติมทีละนิด งานใหญ่บางงานสำเร็จได้เพราะคนหลายคนยอมทำเรื่องเล็กให้มั่นคงก่อน
ตรงนี้เองที่ผมนึกถึงคำว่า low time preference แบบที่ไม่ต้องพูดเป็นศัพท์ก็เข้าใจได้...
ใจที่ไม่รีบ ใจที่ยอมแลกความหวือหวาวันนี้กับความมั่นคงของวันหน้า
เรามองไกล เพราะอยากไปไกล และการไปไกลมักเริ่มจากการรู้จักยืนให้เป็นก่อน
แปลกนะ… แค่ยืนดูน้ำกับภูเขา ใจก็เหมือนได้ตั้งเข็มทิศใหม่อีกครั้ง
“คนที่ไปไกล ไม่ได้เดินเร็วกว่าใคร เขาแค่ไม่ยอมขายอนาคตทิ้งให้ความเร่งรีบ”
#JakkDiary #Siamstr
#ห้วยผึ้งไม่มีอะไร #ีอีสานบิตคอยน์เด้อ