สามวันเต็ม ๆ ผมถึงค่อยโผล่มา #สวัสดีปีใหม่ 😄 ก็อยากแน่ใจก่อนว่าปฏิทินไม่ได้แกล้งเรา… ว่ามันคือปีใหม่จริง ๆ image พยายามจับความรู้สึกตัวเองเหมือนจับลม ปีใหม่แล้วควรรู้สึกอะไรสักอย่างใช่ไหม สดใส? ตื่นเต้น? ตั้งใจ? แต่พอมองให้ดี… ใจมันก็ยังเป็นใจดวงเดิม มีทั้งหวัง ทั้งเหนื่อย ทั้งฝัน ทั้งงง แค่ได้เลขปีใหม่มาติดหน้าบ้านอีกหนึ่งแผ่นเท่านั้นเอง แล้วผมก็ชอบความจริงข้อนี้นะ เพราะมันทำให้รู้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนให้สมกับปีใหม่ แค่ค่อย ๆ อยู่ให้ดีขึ้นวันละนิดก็พอ ค่อย ๆ รักตัวเองให้เป็น ค่อย ๆ ใจดีกับคนรอบข้างแบบไม่ฝืน ขออวยพรให้ปี 2026 ของทุกคน เป็นปีที่หายใจได้ลึกขึ้น หลับได้สนิทขึ้น หัวเราะได้ง่ายขึ้น และถ้าวันไหนมันหนัก… ขอให้มีที่พักใจเล็ก ๆ ที่กลับไปได้เสมอ สวัสดีปีใหม่ครับ #siamstr (แบบชัวร์ ๆ ในวันที่สาม)
2025 บทเรียนเงียบๆ ที่ปีนี้ฝากไว้ image - ของบางอย่างไม่จำเป็นต้องกำไว้ให้แน่น... ขอเพียงรู้ชัดว่าสิ่งไหนควรค่าแก่การแบกข้ามแม่น้ำไปด้วยกัน - ยามที่เราเริ่มอ่อนโยนต่อความคาดหวังของตัวเอง... ตัวตนที่เคยหนักอึ้งก็เริ่มเบาสบายขึ้น - ในวันที่ลดเสียงรบกวนจากโลกภายนอกลง... เสียงจากหัวใจกลับกังวานชัดขึ้นทุกที - เวลา พลังงาน และความรู้สึก... หากประเมินแล้วว่าไม่คุ้มค่า ผมเรียนรู้ที่จะเรียกคืนกลับมาอย่างสุภาพ - ลองฟังผู้คนให้ลึกไปกว่าถ้อยคำ... แล้วเราจะได้ยินเจตนาที่เขาซ่อนไว้ภายใน - การให้เกียรติกัน... คือทัศนคติที่งดงามที่สุดต่อเพื่อนมนุษย์ - เมื่อแยกความจริงออกจากเรื่องเล่าในหัวได้... ใจก็ไม่ต้องถูกลากไปไกลเกินเหตุ - ท่ามกลางความเงียบที่ดูเหมือนว่างเปล่า... กลับอัดแน่นไปด้วยคำตอบที่ก้าวข้ามผ่านถ้อยคำ - พูดให้ลดลง ลงมือทำให้เรียบง่าย แต่ดำรงอยู่ให้สัตย์จริง... ผลลัพธ์ที่ได้กลับงดงามยิ่งกว่า - การเติบโตในบางจังหวะ... คือการหยุดนิ่งและเลือกที่จะ ไม่ทำ อย่างมีสติ - ผมเริ่มให้ความสำคัญกับความหนักแน่นมั่นคง... มากกว่าเปลือกนอกที่ดูสวยหรู - อนาคตที่มีค่า... คือวันที่ผมมีความสุขกับมันอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องคอยกังวลสายตาของใคร - การให้อภัยอดีต... คือการยอมวางเรื่องราววันวานลง เพื่อให้มือทั้งสองว่างพอจะโอบกอดวันพรุ่งนี้ - ถ้อยคำอาจสร้างความเข้าใจ... แต่การกระทำต่างหากที่สร้างความเชื่อมั่น - ความปรารถนาดีที่แท้จริงไม่ต้องการการประกาศ... แต่มันจะซึมซาบผ่านวิธีที่เราปฏิบัติต่อกัน - ปีนี้ผมตั้งใจสร้างสรรค์สิ่งใหม่บนรากฐานภูมิปัญญาเดิม... และเรียนรู้ที่จะวางใจในผู้คนให้มากขึ้น ขอให้ปีใหม่ของทุกคน เป็นปีที่หัวใจเบาสบายขึ้นทีละนิด มองเห็นความจริงชัดเจนขึ้นทีละหน่อย และได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่หัวใจหายใจได้ทั่วท้องจริงๆ สวัสดีปีใหม่ครับ 🤍 #Siamstr
"ในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ล่วงโรยไปตามวัย หัวใจกลับค่อยๆ งดงามขึ้น... ด้วยความจริงของชีวิต" พออายุย่างเข้าสู่ปีที่ 41 ผมเริ่มมองเห็นความจริงของชีวิตชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องมีใครมาคอยพร่ำสอน image สังขารร่างกายต่างดำเนินไปตามวิถีของมัน ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อย เรี่ยวแรงถดถอยลงกว่าเก่า และรอยเหนื่อยล้าปรากฏให้เห็นตามมุมตา เงาสะท้อนในกระจกไม่ได้ใจร้ายกับเราครับ เขาเพียงแค่ทำหน้าที่บอกเล่าความจริงให้ฟังเท่านั้น หากเป็นเมื่อก่อน ผมคงนึกหวงแหนภาพลักษณ์ที่ดูดี ราวกับว่ามันจะคงอยู่กับเราไปชั่วกาลนาน แต่ในวันนี้ ใจกลับเบาสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะผมเริ่มเข้าใจแล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มาเพื่อขโมยสิ่งใดไปจากเรา หากแต่มาเพื่อเปลี่ยนบทบาทให้เราได้ใช้ชีวิตในจังหวะที่เหมาะสมกับวัย สิ่งที่น่าขอบคุณที่สุด คือในขณะที่ร่างกายค่อยๆ ลดความแข็งแรงลง เขากลับแลกมาด้วยความคมชัดของโลกภายในที่เพิ่มมากขึ้น สติเริ่มเท่าทันอารมณ์ได้รวดเร็วขึ้น รู้จักหยุดคิดก่อนจะเอื้อนเอ่ย รู้จักรับฟังอย่างลึกซึ้งก่อนจะตัดสินใคร และรู้จักวางภาระลงเสียบ้าง ก่อนที่ร่างกายจะแบกรับไม่ไหว บางที... การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สง่างาม อาจหมายถึงการยอมรับความจริงว่า... เราไม่จำเป็นต้องเอาชนะกาลเวลา ขอเพียงแค่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับมันอย่างมีสติ ปล่อยให้ความเปลี่ยนแปลงทำหน้าที่ของมันไป แล้วให้ใจทำหน้าที่ของใจ... คือการเรียนรู้ที่จักอ่อนโยนและเติบโตลึกลงไปข้างใน ถึงอย่างไรผมก็ยังคงแก่ขึ้นในทุกวัน แต่หากในความร่วงโรยนั้น มีความเข้าใจในโลกและชีวิตเพิ่มขึ้นอีกนิด มีความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์และต่อตัวเองเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ผมก็พร้อมจะแก่ตัวลงอย่างสงบและเปี่ยมสุขครับ #JakkDiary #Siamstr
บางวัน... ความรู้สึกนี้ก็แฝงตัวเข้ามาเงียบๆ ไม่ได้มาพร้อมดราม่าหรือพายุอารมณ์ และไม่ได้มีใครเดินจากเราไปให้เห็นกับตา เรายังคงนั่งอยู่ในวงล้อมเดิม เสียงหัวเราะยังดังเท่าเดิม image บทสนทนาขยับเขยื้อนไปตามเรื่องราวปกติ ทว่าจู่ๆ ใจกลับยุบฮวบลง ราวกับมีลมหนาวหอบหนึ่งพัดผ่านไป.. เรายังคงนั่งอยู่ตรงนั้น... แต่กลับรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน เหมือนห้องห้องนี้มีเก้าอี้จัดไว้ครบถ้วน มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ มีเรื่องราวให้พูดยคุยไม่ขาดสาย หากแต่สิ่งที่ขาดหายไป คือ พื้นที่สำหรับเรา ความรู้สึกที่ไม่เป็นที่ต้องการนั้นเจ็บแปลกครับ เพราะมันไม่ใช่บาดแผลฉกรรจ์ที่มีเลือดไหลให้ใครเห็น มันเป็นแผลลึกที่กินใจ จนทำให้เราเริ่มสงสัยในตัวเอง สงสัยในน้ำเสียง.. สงสัยในสายตา.. ไปจนถึงขั้นสงสัยในการดำรงอยู่ของตัวเองบนโลกใบนี้ บางคนเผชิญความรู้สึกนี้ในกลุ่มเพื่อน บางคนเจอในบ้าน ในที่ทำงาน หรือแม้แต่ในความสัมพันธ์ที่เคยอบอุ่นและไว้วางใจกัน บางครั้ง... เราอาจแค่เดินเข้าไปในห้องผิดจังหวะ ไม่ได้เป็นเพราะใครใจร้าย หรือเราบกพร่องตรงไหน มันเพียงเพราะ คนละจังหวะ คนละภาษา หรือคนละฤดูกาล เท่านั้นเอง คนในห้องอาจกำลังเหนื่อยล้ากับภาระของเขา กำลังแบกเรื่องราวหนักอึ้งส่วนตัว หรือกำลังจดจ่ออยู่กับเรื่องที่เราไม่ถนัดจะร่วมวง ทว่าใจของเรากลับเผลอแปลความเงียบของเขา... ให้กลายเป็นคำตัดสินคุณค่าของเราไปเสียแล้ว วินาทีนั้นเองที่เสียงในหัวเริ่มทำหน้าที่ของมันอย่างแข็งขัน มันช่างเชี่ยวชาญในการหาหลักฐานมาซ้ำเติมใจตัวเองเหลือเกิน แค่คำตอบที่ช้าไปนิดเดียว ก็กลายเป็นว่า เขาไม่อยากคุยด้วย การที่ไม่มีใครชวนคุยต่อ ก็กลายเป็น เขาไม่อยากมีเราอยู่ตรงนี้ แม้แต่รอยยิ้มที่ไม่ได้หันมาทางเรา ก็กลายเป็นข้อสรุปว่า เราไม่มีความหมาย ทั้งที่ความจริงอาจเป็นเพียงแค่... เขาเหนื่อย หรือเขาแค่เผลอไผลไปชั่วขณะ เขากำลังวุ่นอยู่กับโลกของเขา... เหมือนที่บางครั้งเราเองก็วุ่นจนเผลอหลุดออกจากโลกของคนอื่นเช่นกัน แต่ต่อให้สมองจะเข้าใจเหตุผลร้อยแปดเพียงใด ลึกๆ ในใจก็ยังรู้สึกเจ็บอยู่ดี เพราะใจมนุษย์ไม่ได้ต้องการเพียงเหตุผล... ใจเราโหยหาที่พักใจ หลายปีมานี้ ผมเริ่มตระหนักว่า... ความทุกข์ชนิดนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเราเอาคุณค่าของตัวเองไปฝากไว้กับสายตาคนอื่น ยอมให้เขาเป็นผู้ชี้ขาดว่าเราควรมีที่ยืนหรือไม่ พอเขาหันมองไปทางอื่น ใจเราจึงร่วงหล่นลงทันที การใช้ชีวิตโดยต้องรอให้ใครมาคอยยืนยันว่าเรามีค่านั้น เหนื่อยล้าเกินไปครับ มันเหมือนการยืนอยู่หน้าประตูบ้านตัวเอง... แต่กลับไปขอกุญแจจากคนข้างบ้าน และตามสัญชาตญาณ เรามักจะพยายามปรับตัว พยายามหาทางเข้ากับวงให้ได้ พยายามปั้นแต่งตัวเองให้เป็นในสิ่งที่คิดว่าคนอื่นต้องการ พูดในสิ่งที่เขาอยากฟัง ยิ้มในจังหวะที่สังคมกำหนด และยอมกลืนคำพูดของตัวเองลงคอไป ไม่นานนัก เราจะเริ่มเลือนหายไป.. หายไปจากความเป็นตัวเอง และความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการจะยิ่งส่งเสียงดังขึ้น เพราะตัวตนที่แท้จริงในใจเริ่มเคาะประตูประท้วง... เพื่อขอพื้นที่หายใจบ้าง วันหนึ่ง ผมจึงเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความรู้สึกนี้โดยไม่ผลักไสมันไป เริ่มจากการยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่า "ตอนนี้... ใจเรากำลังรู้สึกโดดเดี่ยว" รับรู้เพียงเท่านั้นก่อน โดยไม่ต้องรีบแก้ไข หรือด่วนสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด จากนั้นค่อยๆ ถามตัวเองด้วยความอ่อนโยนว่า "วันนี้... ใจเรากำลังหิวอะไรอยู่?" หิวการยอมรับ... หิวการถูกมองเห็น... หรือโหยหาการได้เป็นตัวเองโดยไม่ต้องหวาดกลัว? หากใจหิวการถูกมองเห็น ผมจะลองหันกลับมามองเห็นตัวเองก่อนเป็นคนแรก เห็นว่าเราพยายามมามากแค่ไหน เห็นว่าเราหยัดยืนมาทั้งวันแล้ว และเห็นว่าการอยากเป็นที่รักนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ... ไม่ใช่เรื่องที่ต้องอับอาย หากห้องห้องนั้นทำให้เราอึดอัดจนหายใจไม่ออก การเลือกเดินออกมาไม่ใช่ความพ่ายแพ้ มันคือการให้เกียรติตัวเอง... และให้เกียรติความจริงของหัวใจ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ... เราไม่จำเป็นต้องเป็นที่ต้องการของทุกคน ขอเพียงแค่เป็นคนที่ไม่ทอดทิ้งตัวเอง... โลกทั้งใบก็ดูเบาสบายขึ้นมากแล้ว ในวันที่รู้สึกไม่เป็นที่ต้องการ ขอให้จำไว้ว่า... สิ่งที่ใจต้องการที่สุด คือการได้กลับมาอยู่ข้างๆ ตัวเอง ในที่ที่เราไม่ต้องแสดง ไม่ต้องวิ่งไล่ตามใคร และไม่ต้องรอขออนุญาตจากใคร... เพื่อให้เรามีที่ยืนอย่างสง่างาม หากห้องไหนทำให้ตัวตนของเราค่อยๆ จางหาย จงกล้าที่จะเดินออกมา... เพื่อกลับมาโอบกอดตัวเองให้เต็มอ้อมอกอีกครั้ง #JakkDiary #Siamstr
เขาไง.. จะใครล่ะ? #Siamstr image