นิยามคำว่า "งาน" ในใจผม... เปลี่ยนไปจากเดิมนานแล้วครับ
จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน
สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก
และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ
เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ"
ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน
ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ
ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย
เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ
ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง
เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม...
หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง
กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว
"งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง"
#JakkDiary #Siamstr
จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน
สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก
และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ
เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ"
ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก
อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน
ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ
ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย
เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ
ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง
เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม...
หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง
กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว
"งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง"
#JakkDiary #Siamstr


บ้างวิ่งเหยาะๆ จนเหงื่อซึมเสื้อ และบ้างก็สวมรองเท้าแตะเดินทอดน่องคุยโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์
ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นที่พาตัวเองมาวนเวียนอยู่รอบผืนน้ำแห่งนี้ (โดยบังเอิญ)
จำได้ว่าสมัยเริ่มออกกำลังกายใหม่ๆ สายตาของผมมักจะพุ่งตรงไปจับจ้องอยู่ที่ปลายทางเสมอ
พอมองข้ามฝั่งไปเห็นระยะทางที่ทอดยาว ก็พาลให้ใจฝ่อตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มก้าวขา รู้สึกเหมือนหนทางมันช่างไกลแสนไกล
การวิ่งในตอนนั้นจึงเต็มไปด้วยความกดดัน เหมือนมีเสียงนาฬิกาเร่งรัดอยู่ในหัวตลอดเวลาว่า เมื่อไหร่จะถึง... เมื่อไหร่จะจบภารกิจนี้เสียที
จนวันหนึ่ง ผมลองเปลี่ยนวิธีวางสายตาดูใหม่
แทนที่จะมองไปไกลจนสุดขอบฟ้า ผมลองดึงความรู้สึกกลับมาอยู่กับลมหายใจใกล้ๆ ตัว จดจ่ออยู่กับจังหวะเท้าที่กระทบพื้น ฟังเสียงน้ำกระฉอกกระทบตั่ง
มองดูดอกหญ้าข้างทาง หรือยิ้มให้เด็กน้อยที่ปั่นจักรยานสวนมา
จู่ๆ โลกที่เคยกว้างใหญ่และน่าเหนื่อยหน่าย ก็ย่อส่วนลงมาเหลือเพียงแค่ระยะหนึ่งก้าวตรงหน้า
ปลายทางยังคงอยู่ที่เดิม ระยะทางก็ไม่ได้สั้นลง
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง คือความสุขที่เกิดขึ้นระหว่างทาง
ผืนน้ำกว้างใหญ่นี้สอนบทเรียนสุขภาพให้ผมโดยไม่ต้องมีป้ายคำคมแปะบอก
มันสอนว่า หากเราโหมวิ่งเร็วเกินกำลังเพื่อหวังผลลัพธ์ทันตา รอบแรกเราอาจจะเข้าเส้นชัยได้อย่างสวยงาม
แต่วันรุ่งขึ้น ร่างกายและหัวใจอาจจะประท้วงจนไม่อยากลุกออกมาอีกเลย
กลับกัน หากเรารักษาจังหวะก้าวให้พอดีกับที่ร่างกายรับไหว
วันพรุ่งนี้เราจะยังมีแรงเหลือพอที่จะก้าวออกจากบ้านได้ใหม่ หัวใจจะค่อยๆ จดจำว่า การดูแลตัวเองคือวิถีชีวิตปกติที่ทำได้เรื่อยๆ
ไม่ใช่ภารกิจพิเศษแสนสาหัสที่ต้องใช้แรงฮึดเป็นครั้งคราว
เรื่องของจิตใจก็ใช้หลักการเดียวกันครับ
ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจำเป็นต้องอาศัยกาลเวลาบ่มเพาะ บาดแผลบางเรื่องไม่อาจสมานได้สนิทเพียงชั่วข้ามคืน
ทางวิ่งรอบอ่างเตือนสติผมเสมอว่า
สิ่งสำคัญที่สุดคือความสม่ำเสมอ มากกว่าการเร่งรีบพาตัวเองไปให้ถึงเส้นชัย
ทุกเย็นที่ได้มาเดินทอดน่องริมน้ำ ผมเหมือนได้กลับมาทบทวนกับตัวเองซ้ำๆ ว่าเราอยากจะดูแลกายและใจนี้ในระยะยาวแบบไหน
คำตอบคือ... ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ หายใจ
รักษาความรู้สึกดีๆ เอาไว้ ให้พรุ่งนี้เรายังมีเหตุผลที่อยากจะกลับมาหาความสุขรอบอ่างน้ำแห่งนี้ได้อีกครั้ง... ก็พอแล้วครับ
"ความยั่งยืนของการดูแลสุขภาพ ไม่ได้วัดกันที่ความเร็วในการเข้าเส้นชัยในวันเดียว มันวัดกันที่ว่า... พรุ่งนี้เรายังมีความสุขที่จะลุกออกมาวิ่งอีกไหม"
#JakkDiary #Siamstr #Running
มันคงไม่ใช่เพราะโลกขาดสีสัน ร้านกาแฟก็ยังมีเพลงเบา ๆ งานบนโต๊ะยังเด้งแจ้งเตือน บทสนทนาในห้องแชตก็ยังคงไหลไม่หยุด
ทว่าในอกกลับรู้สึกว่ามันโล่งแปลก ๆ คล้ายห้องที่คนทยอยออกไปทีละคน เหลือเพียงเสียงแอร์เบา ๆ กับเก้าอี้ว่าง
คำสั้น ๆ ที่โผล่ขึ้นมากลางอกคือ... เบื่อ
เบื่อทั้งที่ไม่มีเรื่องร้ายอะไร เบื่อทั้งที่ชีวิตก็ถือว่าโอเคในระดับหนึ่ง
ความรู้สึกแบบนี้แหละที่เรามักเผลอโยนให้โลกภายนอกรับผิดชอบ ทั้งที่จริง ๆ แล้วต้นตอมักจะมาจากข้างในตัวเองเต็ม ๆ
...
ผมลองเปลี่ยนมุมมองกับความเบื่อใหม่ เริ่มหันมามองมันเป็นกระดาษโพสต์อิทจากใจ
ทุกครั้งที่ความเบื่อโผล่ขึ้นมา มันก็เหมือนมีใครสักคนในใจแอบเขียนโน้ตใบเล็ก ๆ แปะไว้ว่า...
ตรงนี้มันไม่ได้หล่อเลี้ยงหัวใจเราแล้วนะ
ตารางวันนี้เต็มตึง เหนื่อยมากก็จริง แต่ด้านในกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีชีวิตเท่าไรเลย
เราเลยเริ่มงอแงกับทุกอย่าง ทั้ง ๆ ที่... อะไร ๆ รอบตัวก็ไม่ได้ผิดรูปไปจากเดิมเท่าไหร่นัก
ลองมองให้ลึกลงอีกชั้น.. ความเบื่อยังสื่ออีกอย่างหนึ่ง ว่าเราคงจะแสดงบทเดิมซ้ำ ๆ นานเกินไป
บทคนเก่งในที่ทำงาน
บทลูกที่เข้าใจทุกคน
บทเพื่อนที่ต้องตลกตลอดเวลา
บทคนรักที่ห้ามเปราะบาง
เมื่อรับบทเหล่านี้อย่างมืออาชีพต่อเนื่องมาหลายปี ตัวจริงด้านในก็ย่อมเริ่มเบียดตัวเองให้ไปยืนแอบอยู่มุมเวที ไปยืนดู ตัวตนเวอร์ชันที่โอเคตลอดเวลา... เล่นเต็มทุกซีน
อยู่ไปอยู่มา ความเบื่อเลยผุดขึ้นกลางฉากชีวิต ซึ่งอาจไม่ใช่เพราะโลกมันน่าเบื่อนักหรอก มากกว่านั้นมันคือ ตัวจริงในใจไม่มีที่ให้หายใจ
หากมองในอีกรูป ความเบื่อก็คล้ายชั้นแรกของความว่าง
เราต่างก็คุ้นเคยกับชีวิตที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้า หน้าจอ เสียงแจ้งเตือน งานไม่จบสักที
พออยู่เฉย ๆ ไม่หยิบอะไรขึ้นมากลบ สมองก็เริ่มกระสับกระส่าย ความเบื่อพลันโผล่ขึ้นมาทัก
ตรงนี้เองที่คนจำนวนมากมักทนกันไม่ค่อยไหว รีบหาอะไรยัดเข้าไปเพื่อฆ่าเวลา ทั้งที่จริง ๆ แล้ว... ถ้าเราอดทนผ่านชั้นแรกไปได้อีกสักหน่อย ข้างในก็จะเริ่มนิ่งขึ้นได้อย่างน่าประหลาด
เสียงในหัวจะค่อย ๆ เบาลง ตาจะเริ่มเห็นรายละเอียดรอบตัวชัดขึ้น ความคิดบางอย่างที่เคยจมอยู่ข้างใต้ เริ่มลอยขึ้นมาให้ทบทวน
ความว่างที่เคยถูกตีตราว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นพื้นที่ใสให้ใจเราได้พักลงจริง ๆ
ผมเลยเริ่มมองความเบื่อด้วยสายตาแบบใหม่
แทนที่จะถามว่า จะทำอะไรดีให้หายเบื่อ?
เลยลองถามกลับว่า ความเบื่อกำลังเล่าอะไรให้เราฟัง?
บางครั้งมันบอกว่าเรากำลังล้าเกินไป
บางครั้งมันชี้ไปที่บทบาทหนึ่งที่ไม่ตรงกับตัวเองแล้ว บางครั้งมันเพียงพาเราให้กลับมาอยู่กับความว่างอีกสักพัก เพื่อจะเห็นภาพชีวิตตัวเองชัดกว่าเดิม
ความเบื่อจึงไม่ใช่มีดมาฟาดเวลาให้เสียเปล่า บ่อยครั้งที่มันเหมือนกับมือเบา ๆ ที่มาคอยเขย่าไหล่ เตือนว่าเรากำลังใช้หัวใจแบบอยู่รอดมากกว่ามีชีวิต
ในวันที่ความเบื่อแวะเวียนมาหา
ลองวางโทรศัพท์ลงสักครู่ นั่งนิ่งฟังโพสต์อิทใบเล็ก ๆ จากข้างในให้จบประโยค
เราอาจพบว่าเราไม่ได้เบื่อโลกสักเท่าไร
สิ่งที่โหยหาลึก ๆ คือการได้กลับมาอยู่ใกล้ตัวจริงของเราเอง อีกเพียงไม่กี่ก้าวจากชั้นแรกของความว่างตรงนี้เท่านั้นเอง
“ความเบื่อไม่เคยมาปล้นเวลา มันแค่ผ่านมาเตือนแผ่ว ๆ ว่า… ถึงเวลาที่เราจะพาใจตัวเองกลับบ้านแล้วหรือยัง”
#JakkDiary #Siamstr