ปกติก็ Verify ยากอยู่แล้วนะจั๊บ ! ถกกันยับ "ทองปลอม" ผ่านเครื่องตรวจได้ 99.99% ! 😱
มีการผสม "เรเนียม" เข้ากับทองคำจริง ก่อนจะนำไปหลอมและขึ้นรูป ทำให้ตรวจไม่พบด้วยเครื่องสเปกโทรเมเตอร์พื้นฐาน ทดสอบแล้วแสดงผลบริสุทธิ์ 99.99% 🪙
มียันคลิปหลอมและตรวจให้ดูเลยด้วย (เดี๋ยวแปะวาร์ปให้เผื่อไปช่วยกัน Verify) 🔍
แต่ก็สามารถตรวจด้วยอุปกรณ์ขั้นสูงหรือการหลอมที่อุณหภูมิสูงก็ยังช่วยแยกแยะได้อยู่ เพราะเรเนียมมีจุดหลอมละลายสูงกว่า 3186°C เทียบกับทอง 1064°C ยังไงก็ละลายไม่พร้อมกัน 📝
แถมยังเป็นที่ถกเถียงอีกหลายข้อ มีหลายคนมาแย้งว่าทองคำผสมเรเนียมนี่มันมีมาสักพักแล้ว ซึ่งเครื่องตรวจรุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถตรวจได้เยอะแยะ บ้างก็บอกว่าจุดหลอมต่างกันเกินไปจนหลอมรวมกันยังไงก็ไม่มีทางเนียนกริ๊บได้หรอก และยังมีอีกหลากหลายความเห็น บอกเลยว่าถกกันสนั่นหวั่นไหว ! 🗣️
แต่ก็ลองมองอีกมุมนึงก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "แล้วมันควรจะตรวจสอบลำบากด้วยเหรอ ของแบบนี้อะ ?" ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ CZ เคยยื่นทองคำให้ Peter Schiff กลางเวทีแล้วถามว่า "อันนี้ทองจริงหรือทองปลอม ?" ตอนนั้นเล่นเอาปีเตอร์นิ่งไปเลย เพราะคนทั่วไปมันตอบไม่ได้อยู่แล้ว... ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ควรถกเถียงกันอาจไม่ใช่ "ตรวจได้หรือยัง ?" แต่ควรเป็น "มันควรจะตรวจยากสำหรับคนทั่วไปขนาดนั้นเลยเหรอ ?" มากกว่านะสหาย... แล้วพวกเจ้าคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ ? ไหนแวะมาถกกันสิ๊ ! อยากฟัง ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstrพ่อมดคริปโต
พ่อมดคริปโต
npub1l8dv...g6c8
สวัสดีสหาย ! ข้าชื่อ ชับบี้ เจ้าของเพจ พ่อมดคริปโต แต่เนื่องจากตอนนี้อยู่ใน Nostr ก็จะออกแนวพ่อมดบิทคอยน์แทน55555 😂
ปกติก็ Verify ยากอยู่แล้วนะจั๊บ ! ถกกันยับ "ทองปลอม" ผ่านเครื่องตรวจได้ 99.99% ! 😱
มีการผสม "เรเนียม" เข้ากับทองคำจริง ก่อนจะนำไปหลอมและขึ้นรูป ทำให้ตรวจไม่พบด้วยเครื่องสเปกโทรเมเตอร์พื้นฐาน ทดสอบแล้วแสดงผลบริสุทธิ์ 99.99% 🪙
มียันคลิปหลอมและตรวจให้ดูเลยด้วย (เดี๋ยวแปะวาร์ปให้เผื่อไปช่วยกัน Verify) 🔍
แต่ก็สามารถตรวจด้วยอุปกรณ์ขั้นสูงหรือการหลอมที่อุณหภูมิสูงก็ยังช่วยแยกแยะได้อยู่ เพราะเรเนียมมีจุดหลอมละลายสูงกว่า 3186°C เทียบกับทอง 1064°C ยังไงก็ละลายไม่พร้อมกัน 📝
แถมยังเป็นที่ถกเถียงอีกหลายข้อ มีหลายคนมาแย้งว่าทองคำผสมเรเนียมนี่มันมีมาสักพักแล้ว ซึ่งเครื่องตรวจรุ่นใหม่ ๆ ก็สามารถตรวจได้เยอะแยะ บ้างก็บอกว่าจุดหลอมต่างกันเกินไปจนหลอมรวมกันยังไงก็ไม่มีทางเนียนกริ๊บได้หรอก และยังมีอีกหลากหลายความเห็น บอกเลยว่าถกกันสนั่นหวั่นไหว ! 🗣️
แต่ก็ลองมองอีกมุมนึงก็อดสงสัยไม่ได้ว่า "แล้วมันควรจะตรวจสอบลำบากด้วยเหรอ ของแบบนี้อะ ?" ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ที่ CZ เคยยื่นทองคำให้ Peter Schiff กลางเวทีแล้วถามว่า "อันนี้ทองจริงหรือทองปลอม ?" ตอนนั้นเล่นเอาปีเตอร์นิ่งไปเลย เพราะคนทั่วไปมันตอบไม่ได้อยู่แล้ว... ดังนั้นประเด็นสำคัญที่ควรถกเถียงกันอาจไม่ใช่ "ตรวจได้หรือยัง ?" แต่ควรเป็น "มันควรจะตรวจยากสำหรับคนทั่วไปขนาดนั้นเลยเหรอ ?" มากกว่านะสหาย... แล้วพวกเจ้าคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้ ? ไหนแวะมาถกกันสิ๊ ! อยากฟัง ! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
รับจ้างวาด "ภาพตัวก้างปลา" กวาดรายได้กว่า 55 #Bitcoin !!! เขาคือศิลปินในตำนาน !!! 👨🎨
Andrey Petrov หรือที่รู้จักกันในชื่อ Shazow Bitcoin เป็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์ชาวแคนาดา และศิลปินที่เสนอตัววาดภาพโครงก้างปลา (ตัว stick-man) เพื่อแลกค่าจ้างเป็น Bitcoin เมื่อตอนปี 2010 และด้วยการวาดภาพตัวการ์ตูนก้างปลาเนี่ยแหละสหาย... ทำให้เขาสะสม #BTC ไปได้มากถึง 55 BTC ในสมัยนั้น !!! 💰
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ราคา Bitcoin ตก $0.50 (15 บาทกว่า) ต่อเหรียญ ซึ่งถ้าเป็นปัจจุบัน 55 BTC นั้นจะมีมูลค่ามากกว่า $5M (เกิน 173 ล้านบาทไทย) 🔥
พ่อหนุ่มคนนี้ยังเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ได้รับการนับถือ เพราะเขาได้มีส่วนสนับสนุนโครงการ Open-source หลายโครงการ ที่เด่น ๆ ก็เลยคือการเข้าร่วมพัฒนา btc-crawl ซึ่งเป็น crawler หรือตัวรวบรวมและสำรวจเครือข่ายโหนด Bitcoin และยังมี arbitrage bot ชื่อ liquid อีกอย่างก็คือ Python HTTP library ที่ใช้งานกันเป็นวงกว้าง ชื่อ urllib3 ⚒
✊ Bitcoin Adopter รุ่นบุกเบิก
ถ้าถามว่าใครยอมรับ Bitcoin คนแรก ๆ หนึ่งในนั้นก็เขานี่แหละสหาย Shazow เข้ามาในวงการ "โดยบังเอิญ" ที่ได้มารู้จัก Bitcoin เพราะมีคนดังในเว็บฟอร์รัม Bitcointalk ไปขอให้พี่แกวาดภาพก้างปลาให้ เป็นตัวก้างปลาส่ง BTC ให้กัน ภาพเดียวได้ไป 1 BTC ตอนนั้นมูลค่าเท่าเงินทอนก็จริง แต่นั่นก็ทำให้พี่แกได้รู้จัก Bitcoin
จากการบอกต่อกันไป ผลงานศิลปะแปลก ๆ ของเขาก็เริ่มมีคนจ้างเรื่อย ๆ คนที่สนใจใน Bitcoin ช่วงนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย เพราะมันดูสนุกและจำง่าย แต่ก็สื่อสารถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในแวดวง Bitcoin ได้ดี 🎉
ต่อมาจากแค่วาดภาพก้างปลาก็เริ่มพัฒนาเป็นภาพเวกเตอร์ที่สวยงามยิ่งขึ้น เช่น ลงสีและแรงเงาจนเหรียญ Bitcoin ดูเป็น 3D มากขึ้น และแน่นอนว่าเรียกราคาได้แพงกว่าเดิม 💸
เขาสร้างรายได้รวมไปกว่า 55 BTC โดยมีช่วงที่โกยไปมากถึง 21 BTC ภายในสัปดาห์เดียวด้วย !!! 🔥
ผลงานที่โด่งกังที่สุดคือภาพก้างปลาของ Satoshi Nakamoto (ผู้สร้าง Bitcoin) ถือปืนเตรียมยืนสู้กับ Ben Bernanke (ที่ต่อมาก็ได้ขึ้นเป็นประทาน FED) เพราะจากปกติขายภาพละ 1 BTC แต่ภาพนี้เรียกราคาขึ้นมาถึง 2.14 BTC ในภาพเดียว (ซึ่งเป็นเงินหลายล้านบาทไทยแล้วในวันนี้) 🔫
ต่อมาก็มีแอบอัปเกรดงานเป็นภาพสี งานละ 2 BTC และจ่ายเพิ่มอีก 5 BTC หากต้องการให้ทำเป็นภาพเวกเตอร์บนดิจิทัล
และต้องบอกว่าพ่อหนุ่มคนนี้ดันเข้ามาถูกจังหวะ แปปเดียว Bull Run เลย ปี 2013 ราคา BTC พุ่งขึ้นไปถึง $30 ต่อเหรียญ รายได้จากงานแรกที่เขาขายไปเติบโตขึ้นมาราว +3,502% !!! 🚀
ประมาณ 2 ปีต่อมา ทรัพย์สินของ Shazow ก็มีมูลค่าสูงถึง $100,000 ซึ่งถือว่าเติบโตขึ้นมามหาศาล 👏
แต่น่าเสียดายที่เมื่อตรวจสอบจากข้อมูล On-chain เขาแอบขายออกไปเป็นมูลค่าราว $1.5M ในปี 2017 และ 2018 ซึ่งเขา HODL มาตั้งแต่ปี 2012 นับว่ากำไรท่วมท้นจนไม่รู้จะท่วมยังไงแล้ว และการใช้จ่าย BTC ก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะมันคือเงิน มีไว้ใช้ สุดท้ายทุกคนทำงานหาเงินมาก็เพื่อใช้ชีวิตแหละเนอะ 😘
หนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขาคือภาพนักพัฒนา Bitcoin ชื่อดังอย่าง Gavin Andresen แต่เป็นเวอร์ชั่นก้างปลาสูบซิการ์ แถมกำลังอุ้มปืนไฟสาดเผากองเงิน Fiat ก้อนโต ใส่แว่นดำซะด้วย อย่างกับล้อมาจากหนังเรื่องคนเหล็ก (The Terminator) และตั้งชื่อภาพว่า "The Gavinator" โคตรเฟี้ยว !!! 55555 😎
พี่แกเคลื่อนไหวบนเว็บ Bitcointalk ไม่มากนักตั้งแต่ปี 2011 โดยจากแหล่งข้อมูลบอกว่าเขาเป็นคนถ่อมตัว แถมข้าไปเห็นกระทู้หนึ่งที่เขาตั้งให้ "จ้างมาก่อน วาดให้ก่อน ไว้จ่ายทีหลัง แต่อย่าลืมจ่ายน้า" อะไรประมาณนั้นด้วย ก็น่ารักดีนะ55555 🎨
บนเว็บ Bitcointalk มีคนเคยเสนอสัญญาจ้างรายสัปดาห์ให้เขาด้วย แต่ไม่รู้ว่าพี่แกรับไหมนะ เพราะไม่มีหลักฐานอะไรบอกว่ารับหรือปฏิเสธ 📜
พี่แกยังมีผลงานก้างปลาที่สื่อความหมายดี ๆ อีกเพียบ และภาพเหล่านั้นก็ช่วยสะท้อนแนวคิดของชุมชน Bitcoin ในยุคนั้นได้แบบโคตรเจ๋ง เป็นร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ทิ้งไว้ ณ ช่วงเวลาแรกเริ่ม วันนี้มันมาไกลมาก Bitcoin เติบโตจนเกินกว่าหลายคนในยุคนั้นจะจินตนาการแล้ว ใครที่อยากชมตัวอย่างผลงานอื่น ๆ ของ Shazow ก็ลองเข้าไปดูได้จากแหล่งข้อมูลที่แปะใต้โพสต์แล้วกันนะสหาย หวังว่าจะอ่านสนุกกันนะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
เทวดาผู้พิทักษ์ #Bitcoin อย่าง Luke Dashjr แท้จริงคือผู้บุกเบิกสิ่งที่เรียกว่า Mining Pool 🤩
จากโพสต์ก่อน เราคงได้รู้จักกับ Luke Dashjr ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น "เทวดาผู้พิทักษ์ Bitcoin" เพราะเขาได้เริ่มเป็นอาสาสมัครในฐานะ BIP Editor ตั้งแต่ปี 2011 และได้สร้างคุณงามความดีรวมถึงช่วยปกป้องเครือข่าย Bitcoin จากเหตุการณ์สำคัญมาแล้วมากมายนับจากนั้น 👏
แต่พวกเจ้าหารู้ไม่สหาย ? ว่าหลังจากที่เขาเริ่มเป็น BIP Editor ในปีเดียวกันนั้นเอง เขาก็ได้สร้างสิ่งที่โลกต้องจารึกเอาไว้อีกอย่างในเวลาถัดมา ก็คือ "Mining Pool แห่งแรกของโลก" มันได้ถือกำเนิดขึ้น โดย Luke นี่แหละที่เป็นผู้ก่อตั้ง !!! 🌎
Pool แรกของโลกนี้ถูกเรียกชื่อว่า "Eligius" 🗣
นี่เป็นครั้งแรกที่มนุษยชาติจะได้ส่งกำลังขุดที่มีไป "รวมกัน" เพื่อช่วยกันขุด Bitcoin ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 💪
และด้วยการริเริ่มเปิด Pool ครั้งแรกของพ่อหนุ่มคนนี้ จึงได้มีเหล่านักขุดรายอื่น ๆ ที่ได้รางวัลเป็น Bitcoin กันถ้วนหน้ารวมแล้วเกินกว่า 300,000 #BTC ⛏
และเมื่อ 2023 ที่ผ่านมานี้เอง Luke ก็ได้เปิดตัว Mining Pool ใหม่ ที่ชื่อว่า "Ocean" 🌊
.
โดยโปรเจ็กต์นี้ระดมทุนได้ $7 ล้าน จากนักลงทุนมากมาย และหนึ่งในผู้ที่ร่วมลงทุนก็คือผู้ที่มอบฉายา "เทวดาผู้พิทักษ์ Bitcoin" ให้กับ Luke นั่นเอง คนนั้นก็คือ Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO ของ Twitter (ซึ่งเปลี่ยนเป็น X ไปแล้วตอนนี้) นั่นเอง !!! 🎉
Pool ที่ชื่อว่า Ocean ถูกออกแบบมาให้ช่วยเพิ่มความ Decentralized ให้กับการขุด Bitcoin มากขึ้นไปอีก เพราะค่าตอบแทนที่ได้จะแจกจ่ายให้กับเหล่านักขุดโดยตรงผ่านโปรโตคอล และให้ผู้ที่ตรวจสอบธุรกรรมเป็นเหล่านักขุด ไม่ใช่ให้ Pool เป็นคนตรวจ 👍
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวของชายในตำนานนามว่า Luke Dashjr ผู้นี้นั่นเอง เอง เอง !!! ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
Luke Dashjr อีกหนึ่งบุรุษในตำนาน... ผู้ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น "เทวดาผู้พิทักษ์ #Bitcoin" !!! 😇
ฉายา "เทวดาผู้พิทักษ์ Bitcoin" ถูกแต่งตั้งและเรียกโดย Jack Dorsey ผู้ร่วมก่อตั้งและอดีต CEO ของ Twitter (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น X ไปแล้ว) 🗣
Luke รู้จักกับ Bitcoin ตอนปี 2010 ณ ราคาแถว $0.3 (ราว 10 บาทไทย) 👀
นับตั้งแต่ปี 2011 ชายผู้นี้ได้สละเวลาตัวเองเพื่ออาสาเป็นผู้ดูแลตรวจสอบข้อเสนอการเปลี่ยนแปลงและอัพเดทต่าง ๆ บนเครือข่าย Bitcoin หรือที่เรามักเรียกกันว่า BIP (Bitcoin Improvement Proposal) นั่นเอง เขาผู้นี้แหละที่เป็น BIP Editor ในสมัยนั้น และอย่างที่รู้กันว่างานส่วนนี้นับเป็นส่วนสำคัญเลยทีเดียวในระบบฉันทามติของ Bitcoin 🔎
ในช่วงที่เครือข่าย Bitcoin ได้มีการ Soft Fork ครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก ณ ปี 2012 ข้อเสนอ "BIP 17" ของ Luke ได้เคยถูกโต้แย้งโดย "กลุ่มนักพัฒนาหลัก" ของเครือข่าย Bitcoin ในช่วงนั้น แถมยังมีการขอให้เขาถอนตัวออกจากโปรเจ็กต์ไปอีกด้วย ซึ่งแน่นอนว่า Luke ปฏิเสธ และยืนกรานจะผลักดันข้อเสนอ BIP 17 ต่อไป 💪
ตัดภาพมาจนทุกวันนี้... ข้อเสนอ BIP 17 ของ Luke ที่เป็นมาตรฐานของ Multi-Sig Wallet ได้ช่วยแก้ปัญหามากมาย การที่ธุรกรรม Bitcoin ต้อง Sign Transaction จากมากกว่า 1 คน... มันได้เพิ่มระดับความปลอดภัยอีกหลายชั้นให้แก่การทำธุรกรรม Bitcoin แถมยังสามารถนำไปใช้งานจริงได้อีกหลายกรณีนับไม่ถ้วน ทุกวันนี้ทุกคนต่างให้การยอมรับแล้วว่า BIP 17 ของ Luke มันช่วยให้เครือข่าย Bitcoin ก้าวหน้าขึ้นมามากจนเป็นอย่างทุกวันนี้ !!! 🙏
ในปี 2013 ซอฟต์แวร์ลูกข่าย (reference client software) ของ Bitcoin เคยเกิด "บั๊ก" (bug) ขึ้น จนก่อปัญหาให้ซอฟต์แวร์เวอร์ชัน 0.7 และ 0.8 มีการบันทึกธุรกรรมไม่เหมือนกัน !!! พอสองเวอร์ชั่นบันทึกธุรกรรมต่างกันแบบนี้ ตัวเครือข่ายบล็อกเชนก็เลยเกิดการ “Fork” แยกออกจากกันเป็น 2 เชน เป็นเรื่องเลยทีนี้... แต่เหล่าชุมชน Bitcoin ก็ได้ตอบสนองแก้ปัญหากันอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในคนที่พบเจอบั๊กนี้ไวที่สุด ก็คือ Luke นั่นเอง !!! 😎
อีกเหตุการณ์คือสงครามที่ชื่อ "Block Size Wars" เป็นการถกเถียงที่ดุเดือดที่สุดเหตุการณ์หนึ่งบนหน้าประวัติศาสตร์ของ Bitcoin เลย เป็นข้อโต้แย้งว่าจะทำให้บล็อกในเครือข่ายมันจุธุรกรรมมากขึ้นได้อย่างไร เป็นเหตุการณ์ที่ความเห็นแต่ละฝ่ายไม่ลงรอยกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นมีกลุ่มคนที่ Hard Fork แยกตัวออกไปตั้งเครือข่ายใหม่เลย นั่นก็คือเครือข่าย "Bitcoin Cash" หรือ BCH นั่นเอง 🔥
แต่ท่ามกลางข้อถกเถียงที่แลดูจะทำให้ความคืบหน้าต่าง ๆ มันหยุดชะงักไปหมด กลับได้ไอเดียของ Luke นี่แหละ ที่ช่วยให้เกิดการ Soft Fork โดยใช้เทคโนโลยี SegWit และทำให้ขนาดบล็อกของ Bitcoin ใหญ่ขึ้นเป็น 4MB โดยไม่ต้องแยกไปตั้งเครือข่ายใหม่ 👏
นอกจากยังใช้เครือข่ายเดิมต่อได้ SegWit ยังเข้ามาช่วยจัดระเบียบธุรกรรม ทำให้แต่ละบล็อกสามารถยัดธุรกรรมเข้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ 🚌
ไม่เพียงเท่านั้น SegWit ยังช่วยแก้ปัญหาโครงสร้างธุรกรรมแบบเก่า ที่อาจมีบุคคลที่สามมาเปลี่ยนแปลงเลข Transaction ID ได้ พอมี SegWit มาแก้ปัญหาตรงนี้ปุ๊บ ก็ดันเป็นการเปิดทางให้เกิดเทคโนโลยีสำคัญอย่าง Lightning Network ตามมาเฉยเลย !!! ทำให้เครือข่าย Bitcoin เรายังเป็นเครือข่ายเดิมที่พัฒนามาไกลจนถึงทุกวันนี้ ไอเดียของ Luke ในวันนั้นคือก้าวสำคัญเลย 🎉
เหตุคุการณ์ที่เล่าไปเกิดขึ้นช่วงปี 2017 และจบลงด้วยดี ความจริงก็มีเหล่านักขุด นักธุรกิจทั้งหลาย รวมถึงนักพัฒนาบางกลุ่ม ที่ไม่เห็นด้วยกับการ Soft Fork และใช้งาน SegWit แต่ Luke ก็คือหนึ่งในผู้ที่ยืนกรานสนับสนุนสิ่งที่เรียกว่า UASF (User-activated Soft Fork) หรือการ Soft Fork ที่ได้รับความเห็นชอบโดยเหล่าผู้ใช้งานในเครือข่ายนั่นเอง จนสุดท้ายข้อเสนอ BIP 148 ที่ให้เปิดใช้ SegWit ก็ได้เริ่มใช้งานจริง !!! 😍
เหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งแรกของโลกที่ UASF ถูกบังคับใช้จริง ถ้าเหล่าเครื่องขุดไม่ยอมอัพเกรดตัวเองตามให้ตรงกับกฎและข้อบังคับที่เหล่า Node กำหนด ก็จะไม่สามารถเข้าร่วมเครือข่ายได้ เป็นการประกาศชัยชนะของเหล่า User หรือ Node ต่าง ๆ พร้อมเป็นการประกาศอิสรภาพว่าเครือข่าย Bitcoin เป็นของผู้ใช้งานทุกคน ไม่ใช่แค่ของเหล่านักขุดหรือธุรกิจต่าง ๆ จนเกิดเป็นวัน "Bitcoin Independence Day" 🕊
สถิติภายในปี 2016 พบว่า... Luke คือหนึ่งในผู้พัฒนา Bitcoin ที่ติด Top 5 ของโลก โดยหากนับจำนวนการเปลี่ยนแปลงหรืออัพเกรดที่สร้างให้กับเครือข่าย Bitcoin จะถือว่า Luke มี "มากกว่า 1,000 ผลงาน" โดยนับหมดตั้งแต่แก้บั๊กเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงการเพิ่มฟีเจอร์ที่ซับซ้อนอย่าง SegWit ซึ่งตัวเลขมากกว่า 1,000 ผลงานนี้มีเพียง 5 คนในเครือข่ายเท่านั้นที่ทำได้ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นก็คือตัวผู้สร้างอย่าง Satoshi Nakamoto เอง และในปัจจุบัน Luke ถูกจัดให้เป็นผู้ที่เขียนข้อเสนอ BIP เยอะที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกเลย รองจาก Pieter Wuille
ผลงานล่าสุดที่ทิ้งไว้ให้โลก คงเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ชื่อ Bitcoin Knots ขึ้นมา มันคือซอฟต์แวร์ทางเลือกเพียงไม่กี่ตัว ที่พัฒนาต่อยอดมาจากซอฟต์แวร์ต้นฉบับที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกใช้งานกัน อย่าง Bitcoin Core อีกทีหนึ่ง โดยถ้าถามว่า Bitcoin Knots มีอะไรต่างไปจากของเก่า... หลัก ๆ ก็เป็น ฟีเจอร์พิเศษเพิ่มเติม, แก้บั๊กบางจุด, และอ็อพชั่นเสริมที่ไม่มีใน Bitcoin Core แบบดั้งเดิม ภายใต้กฎและเครือข่ายเดียวกัน แต่เราสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ Bitcoin คนละตัวกันได้ นี่แหละความน่าหลงใหลของ Decentralization นี่แหละเสน่ห์ของ Bitcoin 💘
ปัจจุบันแม้จะไม่มีบริษัทไหนสนับสนุนทุนแล้ว และแม้ในชีวิตจริงต้องเลี้ยงลูกอีกนับ 10 ชีวิต Luke ยังคงถวายชีวิตเพื่อพัฒนาเครือข่าย Bitcoin ต่อไป ยังคงเดินหน้ามาหลายปีแล้ว และยังคงออกงานขึ้นเวทีเพื่อพูดต่อต้านระบบรวมศูนย์ พ่อหนุ่มคนนี้ทุ่มเทให้ #BTC แบบของแทร่จริง ๆ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
ตลาดร่วง = ไปทำงาน แม็คโดนัลด์ !!! มุกนี้คืออะไร ทำไม McDonald's รับจบ ? 🍟
📉 ทุกทีสิน่า... เวลาตลาดแดงแป๊ด... จะชอบมีคนมาเล่นมุก "ใส่หมวกแดง เตรียมไปทำงาน McDonald's" บ้างก็บอก "เตรียมไปขายบิ๊กแม็ค" "เตรียมไปทอดเฟรนช์ไฟร์" "เตรียมกลับไปสมัครพาร์ทไทม์ที่แม็คโดนัลด์"
เฮ้ย ! มันคืออะไร ? ทำไมตลาดหมาทีไร แม็คโดนัลด์ต้องรับจบทุกที ? มุกอะไรครับเนี่ย... เห็นเขาเล่นกันทั่วบ้านทั่วเมือง... ไอเราก็อยากเข้าใจมุกบ้าง ! ไม่ต้องห่วงสหาย.... วันนี้ข้ามาเพื่ออธิบายให้ฟังแล้ว !!! 😆
🍔 อันดับแรกเลย มุกนี้... มันเป็น "มุกนำเข้าจากฝั่งตะวันตก" น่ะสหาย...
🍔 แถมเป็นมุกที่ "ไม่ได้ใช้แค่ในวงการคริปโต" แต่ใช้กัน "แทบทุกวงการ" ในฝั่งบ้านเขาเลย !!!
🔸 ตลาดหุ้น = หุ้นร่วง พอร์ตแตก ไปสมัคร McDonald’s
🔸 วงการ Startup = ธุรกิจเจ๊ง ไปสมัคร McDonald’s
🔸 ในห้องเรียน = สอบตก ไปสมัคร McDonald’s
🔸 ทำงาน = โดนไล่ออก ไปสมัคร McDonald’s
🔸 กีฬา, eSports, Poker = แพ้ติดกัน ก็ McDonald’s
เรียกได้ว่า "มุกคลาสสิค" ใช้ได้กับแทบทุกอย่างในชีวิต แม็คโดนัลด์นี่รับจบทุกงานเลย55555
🍔 ฝั่งคริปโตเราก็เอามาใช้ด้วยเช่นกัน ความหมาย คือ พอร์ตแตก / ช้อนหัก / โดนล้าง Position / เงินหาย / ติดดอย / ขาดทุนยับ → ต้องไปสมัครทำงานที่ McDonald’s
👉 เหตุผลที่มันต้องเป็น McDonald’s (ไม่ใช่ร้านอื่น):
- สมัครง่าย ไม่ต้องใช้วุฒิสูง
- เป็นงานแรกของหลายคน
- งานพาร์ทไทม์ของนักเรียน–นักศึกษา
- สมัครปุ๊บ แทบจะเริ่มงานได้ปั๊บ
- เป็นภาพจำของ “งานบริการ” ไม่ต้องอธิบาย
- ภาพจำเดียวกันแทบทั้งโลก !
- สาขาเยอะมาก รู้จักทั่วโลก
👉 เราอยู่ไทยอาจจะเห็นภาพไม่ชัด
แต่ถ้าวัดในระดับโลก McDonald’s ถือว่ามีคนรู้จักเยอะกว่ามากกก
🔸 เป็นแบรนด์ฟาสต์ฟู๊ดอันดับ 1 ของโลก
🔸 เปิดก่อนหลายแบรนด์ อย่าง KFC มาเป็นสิบ ๆ ปี
🔸 ภาพจำมันคือ "ร้านขั้นพื้นฐาน" มาก ๆ !!!
ภาพจำของ McDonald’s ไม่ได้แคบอยู่แค่ว่าเป็น "แบรนด์ไก่ทอด", "แบรนด์เบอร์เกอร์", หรือ "แบรนด์เฟรนช์ไฟร์" แบบร้านอื่น ๆ
แต่มันมีภาพจำเป็น "ร้านอาหารฟาสต์ฟู๊ดชั้นเริ่มต้น" เป็นร้านพื้นฐานที่ใครคิดอะไรไม่ออกก็เดินเข้าได้เลย เป็นร้านที่สิ้นคิดเหมือนสั่งผัดกะเพราบ้านเราอะไรแบบนั้นเลยสหาย ไม่ใช่มื้อพิเศษอะไรสำหรับฝั่งบ้านเขา โคตรเป็นอาหารขั้นต่ำสุดในชีวิตประจำวัน ฟีลนั้นเลย55555 มันก็เลยไม่ใช่ต้องไปสมัครร้านอื่น แต่ต้องเป็นแม็คโดนัลด์ อันนี้เห็นภาพเนอะ ?
พูดง่าย ๆ ตรรกะของมีมนี้คือ:
ตลาดพัง = ชีวิตวนกลับสู่ baseline
และ baseline ของฝั่งเขา = McDonald’s 🍔
ส่วนเราก็ไปรับมุกจากเขามาเล่นอีกที
แต่ข้าก็ชอบมุกนี้อยู่นะ ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr
"ควอนตัม เจ็ตส์" (Quantum Jets) เริ่มสนับสนุน #Bitcoin แล้ว !!! บินกันโลด ! 🛫
บริษัทเครื่องบิน Jet ส่วนตัว อย่าง Quantum Jets ล่าสุดมีข่าวว่าออกมาประกาศ "รับ #BTC" แล้ว ✈️🎉
Quantum Jets เป็นบริษัทตัวแทนผู้ให้บริการเครื่องบินส่วนตัวระดับบูติก (Boutique Broker) ก็คือระดับที่มี "ขนาดเล็กแต่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง" ⚙️💪
การตัดสินใจยอมรับ Bitcoin ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงกระแสความนิยมในวงกว้างช่วงปี 2024-2025 ที่เหล่าผู้ให้บริการแบรนด์ดังหรูหราทั้งหลายเริ่มต่างหันมาเอาใจกลุ่มเศรษฐี Bitcoin (หรือเศรษฐีคริปโตอื่น ๆ) ที่ต้องการเก็บเหรียญของตัวเองไว้ โดยไม่แปลงเป็นเงิน Fiat 💰🎯
ในขณะที่บริษัทการบินส่วนตัวอีกหลายแห่ง (เช่น Bitlux, PVJets และ Fast Private Jet) ก็ต่างได้ออกมาประกาศ "ยอมรับ Bitcoiin" กันรัว ๆ เมื่อไม่นานมานี้เอง... มากันถี่ ๆ ติด ๆ กันเชียวแหละสหาย 🛩️🤩
ก็ไม่รู้ว่าทำไมกระแสนี้ถึงเริ่มกลับมาขับเคลื่อนในกลุ่มแบรนด์ระดับ Luxury กันต่อเนื่องอีกครั้งแบบนี้นะ แต่ถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าจับตามอง สุดท้ายแล้วจะผ่านมาและผ่านไปเหมือนสายลมเหมือนกับอีกหลายร้อยหลายพันข่าวทำนองนี้ที่เคยผ่านมาไหมนะ ? หรือมันจะเริ่มกลายเป็นก้าวใหม่ ๆ ของการใช้งาน Bitcoin จนเกิดเป็นแรงกระเพื่อมที่มีนัยยะสำคัญได้จริง ๆ มารอลุ้นและติดตามไปพร้อมกันเถอะสหาย ว๊าาาฮ่า ๆ ๆ ๆ !!! 🧙♂️
#พ่อมดคริปโต #siamstr