image เคยไหมครับ? . เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?” . เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ” . เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า “ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?” . นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก” ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ . แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์ . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้? . มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด “ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง? (โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป) . สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.brat.2009.05.007 https://doi.org/10.1016/s0145-2134(02)00536-7 #จิตวิทยา #siamstr
image Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer . Romance Scammer คือ มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา จากนั้นก็หลอกเอาเงิน (หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา . การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้ คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด” . อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต . ทุกวันนี้ หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์ เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง . สำหรับคนกลุ่มหลังนี้ พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ ออกจากความสัมพันธ์แบบ Romance Scammer ได้อย่างไร? . บทความวันนี้มีคำตอบครับ . . . # 1 . Romance Scammer มักจะปฏิเสธ การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์ . # 2 . ในช่วงแรกของความสัมพันธ์ Romance Scammer มักจะแสดง ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม ให้กับเราอย่างมหาศาล เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ” ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด . # 3 . เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว ของ Romance Scammer เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย (หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ) . # 4 . เวลาที่ Romance Scammer เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง เราจะพบกับรายละเอียด ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า (เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน) . # 5 . หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย กับ Romance Scammer ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า “ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!” . # 6 . Romance Scammer มักจะพยายาม ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท (เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer) . # 7 . และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น . . . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้ จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1093/iwc/iwad048 https://doi.org/10.1089/cyber.2016.0729 #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน . ยกตัวอย่างเช่น เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม เป็นต้น . ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้ . …เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี . แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า การอ่านนวนิยาย สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ . เพราะอะไร? . เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก . หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้ และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ . มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ เรากำลังต่อจิ๊กซอว์ โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ . นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์) จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน . ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน ของชีวิตได้มากเท่านั้น . เรียกได้ว่า นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์ ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1080/10400419.2013.783735 https://doi.org/10.1111/j.1745-6924.2008.00073.x #จิตวิทยา #siamstr
image สำหรับหลายๆคน การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด . โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ (เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ . ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว . วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ . . . # 1 . ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น (เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code) . วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้ . # 2 . ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า “ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?” . หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้ (แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ) . วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม “ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ แต่หลายคนจะพบว่า การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้ (ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว) . # 3 . เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม . ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้ แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว (หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ . . . ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2021.104189 https://doi.org/10.1016/j.joep.2015.04.003 https://doi.org/10.1371/journal.pone.0253938 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว (เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้ ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก) สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ . เราจะพูดกับตัวเองว่า “ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้ หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า “ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้ . บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน . แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ . เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็… . ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”) คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม . ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”) คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น . ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง . จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก . แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้ มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว . ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jesp.2020.103969 https://doi.org/10.1038/s41598-025-22647-2 #จิตวิทยา #siamstr
image ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน . ยกตัวอย่างเช่น “เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ” “ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง” “ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ” เป็นต้น . แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง . ด้วยเหตุผลเช่น… “มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ” “ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ” “แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?” เป็นต้น . อย่างไรก็ตาม . ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น . หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ . เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่) รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน (ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม) และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/0956797610364003 https://doi.org/10.1177/02654075221131288 https://doi.org/10.1038/s41598-022-15650-4 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้ . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก . พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้ หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ . คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ? . ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ . อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ! . เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed (เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย” อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้ . มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว . มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง ด้วยการลดอาหาร ultra-processed ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา” ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย . ดังนั้น เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1136/bmj-2023-075354 https://doi.org/10.1016/j.appet.2022.106260 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ” . หลายคนมองว่า คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว . อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก . ผลการศึกษาพบว่า ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก . …มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน . กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ . เพราะเวลาที่เราพูดความจริง มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา . นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย . (มันให้อารมณ์ประมาณว่า “ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”) . กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็ เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.jrp.2004.12.003 https://doi.org/10.1177/01461672231207567 #จิตวิทยา #siamstr
image สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับหลายๆคน คือการที่พวกเขามักจะนึกถึงอนาคตล่วงหน้า . และเป็นการนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” อย่างแรงอีกด้วย . ยกตัวอย่างเช่น . ในการนำเสนองานกับหัวหน้าครั้งถัดไป หัวหน้าจะ “ถามจี้” ในเรื่องที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ และฉันก็จะให้คำตอบกับหัวหน้าไม่ได้ ส่งผลให้หัวหน้าไม่พอใจ ต่อว่าฉันอย่างรุนแรง พร้อมกับไล่ให้ฉันยื่นใบลาออกภายในวันถัดไปแน่ๆ . เป็นต้น . พวกเขาจะ replay ภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” เหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว ส่งผลให้ใจพวกเขาปั่นป่วนทรมานไม่หยุด (แม้พวกเขาจะรู้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ จะออกมา “เลวร้าย” มันมีไม่เยอะก็ตาม) . และไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ออกคำสั่ง” ให้ตัวเองหยุดนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นขนาดไหน สมองพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะ replay ภาพเหล่านั้นอยู่ดี . วันนี้ ผมมีแนวทางหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ไขปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นี้ได้ครับ . อย่างแรก เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า ทำไมสมองเราจึงไม่ยอมหยุด replay ภาพอนาคตเหล่านี้เสียที . สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ… . เพราะเรายังไม่มีทางออกที่ดีพอ ในการรับมือกับภาพอนาคต ที่ “เลวร้าย” ดังกล่าวนั่นเองครับ . ดังนั้น หากเราหยิบภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นมาดู พร้อมตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า “ถ้าเหตุการณ์มันเลวร้ายได้แบบนั้นจริงๆ ฉันจะรับมือกับมันยังไง?” . …มันมีความเป็นไปได้พอสมควรเลยครับ ที่สมองเราจะเริ่ม replay ภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นน้อยลง . ยกตัวอย่างเช่น . ก่อนที่ฉันจะนำเสนองานกับหัวหน้า ฉันจะชวนเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญ ในเรื่องที่ฉันไม่ถนัดมานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย หากหัวหน้า “ถามจี้” ฉันในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ ฉันก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้กับหัวหน้า . เป็นต้น . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา “replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นะครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2004-16375-004 https://psycnet.apa.org/doi/10.1016/S0065-2601(06)38002-1 https://psycnet.apa.org/fulltext/2008-01984-001.html #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง (เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว) . หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม มอบให้กับเราด้วยความหวังดี คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้ (เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่) . และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า “เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ” . อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป . เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้ มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง (แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้) . สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ” . มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้ จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย! . ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็ แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง” สำหรับความรู้สึกดังกล่าว (เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่) . เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว “ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005 https://doi.org/10.1080/00207594.2011.632009 https://doi.org/10.1080/07481187.2017.1296505 https://doi.org/10.3390/su14148679 #จิตวิทยา #siamstr