เคยไหมครับ?
.
เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?”
.
เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ”
.
เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?”
.
นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก”
ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ
.
แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก
พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้?
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด
“ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง
และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง?
(โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป)
.
สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า
อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.brat.2009.05.007

SpringerLink
The who and what of validation: an experimental examination of validation and invalidation of specific emotions and the moderating effect of emotion dysregulation - Borderline Personality Disorder and Emotion Dysregulation
Background Theory and research indicate that validation is associated with reductions in negative emotions, whereas invalidation is associated with...
Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer
.
Romance Scammer คือ
มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา
ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา
จากนั้นก็หลอกเอาเงิน
(หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา
.
การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้
คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า
“ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด”
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต
.
ทุกวันนี้
หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์
เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา
ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง
.
สำหรับคนกลุ่มหลังนี้
พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ
ออกจากความสัมพันธ์แบบ
Romance Scammer ได้อย่างไร?
.
บทความวันนี้มีคำตอบครับ
.
.
.
# 1
.
Romance Scammer มักจะปฏิเสธ
การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์
.
# 2
.
ในช่วงแรกของความสัมพันธ์
Romance Scammer มักจะแสดง
ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม
ให้กับเราอย่างมหาศาล
เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ”
ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด
.
# 3
.
เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว
ของ Romance Scammer
เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย
(หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ)
.
# 4
.
เวลาที่ Romance Scammer
เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง
เราจะพบกับรายละเอียด
ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า
(เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน)
.
# 5
.
หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย
กับ Romance Scammer
ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!”
.
# 6
.
Romance Scammer มักจะพยายาม
ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท
(เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน
ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer)
.
# 7
.
และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer
ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว
การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก
Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ
อ้างอิง
ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า
เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน
เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม
เป็นต้น
.
ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้
สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล
ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้
.
…เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ
รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี
.
แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
การอ่านนวนิยาย
สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย
เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก
เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก
.
หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด
เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้
และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ
.
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ
เรากำลังต่อจิ๊กซอว์
โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า
จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ
.
นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์)
จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก
เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน
.
ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน
ของชีวิตได้มากเท่านั้น
.
เรียกได้ว่า
นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา
มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว
มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์
ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
อ้างอิง
สำหรับหลายๆคน
การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว
คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด
.
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ
(เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ
.
ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม
แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า
ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ
สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น
(เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น
ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code)
.
วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน
ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้
.
# 2
.
ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง
เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที
ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า
“ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?”
.
หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว
และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้
(แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ)
.
วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม
“ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ
แต่หลายคนจะพบว่า
การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น
มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง
ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้
(ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว)
.
# 3
.
เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง
แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย
ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม
.
ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่
เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้
แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว
(หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ
.
.
.
ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ
อ้างอิง
เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว
(เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ
ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้
ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก)
สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ
.
เราจะพูดกับตัวเองว่า
“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้
หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า
“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้
.
บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน
ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน
.
แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ
.
เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง
เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็…
.
ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”)
คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม
.
ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”)
คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น
.
ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง
ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง
.
จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง
แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก
.
แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้
มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค
ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม
ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น
เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ
อ้างอิง

ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ
คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ”
“ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง”
“ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ”
เป็นต้น
.
แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ
การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง
.
ด้วยเหตุผลเช่น…
“มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ”
“ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ”
“แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?”
เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม
.
ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด
ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น
.
หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ
.
เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน
ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่)
รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน
รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา
หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน
(ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม)
และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ
อ้างอิง
เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี
พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ
ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ
ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ
ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก
.
พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้
หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง
พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ
.
คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ
ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ
.
อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ
กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ!
.
เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed
(เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น
มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย”
อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้
.
มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว
.
มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง
ด้วยการลดอาหาร ultra-processed
ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น
แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา”
ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ
อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย
.
ดังนั้น
เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด
เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม
ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ
อ้างอิง

หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ”
.
หลายคนมองว่า
คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น
จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว
.
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support
ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก
.
ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน
แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง
กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก
.
…มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
.
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง
เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า
เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ
.
เพราะเวลาที่เราพูดความจริง
มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น
รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง
มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น
คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
(มันให้อารมณ์ประมาณว่า
“ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก
เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”)
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็
เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ
อ้างอิง
สิ่งหนึ่งที่สร้างความทุกข์ใจให้กับหลายๆคน
คือการที่พวกเขามักจะนึกถึงอนาคตล่วงหน้า
.
และเป็นการนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” อย่างแรงอีกด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในการนำเสนองานกับหัวหน้าครั้งถัดไป
หัวหน้าจะ “ถามจี้” ในเรื่องที่ฉันไม่เชี่ยวชาญ
และฉันก็จะให้คำตอบกับหัวหน้าไม่ได้
ส่งผลให้หัวหน้าไม่พอใจ ต่อว่าฉันอย่างรุนแรง
พร้อมกับไล่ให้ฉันยื่นใบลาออกภายในวันถัดไปแน่ๆ
.
เป็นต้น
.
พวกเขาจะ replay ภาพอนาคต
ที่ “เลวร้าย” เหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาในหัว
ส่งผลให้ใจพวกเขาปั่นป่วนทรมานไม่หยุด
(แม้พวกเขาจะรู้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์
จะออกมา “เลวร้าย” มันมีไม่เยอะก็ตาม)
.
และไม่ว่าพวกเขาจะพยายาม “ออกคำสั่ง”
ให้ตัวเองหยุดนึกถึงภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นขนาดไหน
สมองพวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะ replay ภาพเหล่านั้นอยู่ดี
.
วันนี้ ผมมีแนวทางหนึ่งที่อาจจะช่วยแก้ไขปัญหา
“replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นี้ได้ครับ
.
อย่างแรก เราจะต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า
ทำไมสมองเราจึงไม่ยอมหยุด replay ภาพอนาคตเหล่านี้เสียที
.
สาเหตุที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งก็คือ…
.
เพราะเรายังไม่มีทางออกที่ดีพอ
ในการรับมือกับภาพอนาคต
ที่ “เลวร้าย” ดังกล่าวนั่นเองครับ
.
ดังนั้น
หากเราหยิบภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นมาดู
พร้อมตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ชัดๆว่า
“ถ้าเหตุการณ์มันเลวร้ายได้แบบนั้นจริงๆ ฉันจะรับมือกับมันยังไง?”
.
…มันมีความเป็นไปได้พอสมควรเลยครับ
ที่สมองเราจะเริ่ม replay ภาพอนาคตที่ “เลวร้าย” นั้นน้อยลง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ก่อนที่ฉันจะนำเสนองานกับหัวหน้า
ฉันจะชวนเพื่อนร่วมงานที่เชี่ยวชาญ
ในเรื่องที่ฉันไม่ถนัดมานั่งอยู่ในห้องประชุมด้วย
หากหัวหน้า “ถามจี้” ฉันในเรื่องดังกล่าวขึ้นมาจริงๆ
ฉันก็จะเปิดโอกาสให้เพื่อนร่วมงานตอบข้อสงสัยในเรื่องนี้กับหัวหน้า
.
เป็นต้น
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา
“replay ภาพอนาคตที่เลวร้ายซ้ำไปมา” นะครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง
(เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว)
.
หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม
มอบให้กับเราด้วยความหวังดี
คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้
(เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป
แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่)
.
และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า
“เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ”
.
อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป
.
เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย
หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ
และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ
ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง
(แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด
กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้)
.
สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา
กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ”
.
มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้
จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว
พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย!
.
ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ
และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็
แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ
ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง”
สำหรับความรู้สึกดังกล่าว
(เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่)
.
เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว
“ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น
และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ
อ้างอิง

