เวลาที่เรากำลังตัดสินใจเรื่องใหญ่ๆในชีวิต
(เช่น ฉันจะตอบตกลงข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้หรือไม่?
ฉันจะเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ดีไหม?)
.
หลายคนจะนั่งบนโต๊ะพร้อมกับกระดาษ 1 แผ่น
และเขียน list ข้อดี-ข้อเสียของทางเลือกแต่ละทางที่มีอยู่
(เช่น ข้อดีของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?
ข้อเสียของการตกลงรับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งมีอะไร?)
.
ในหลายๆครั้ง พวกเขาจะพบว่า
ต่อให้พวกเขาจะ list ข้อดี-ข้อเสียเสร็จแล้ว
และต่อให้การทำแบบนี้จะช่วยให้พวกเขา
มองเห็นชัดเจนว่าทางเลือกไหนที่ “ดูดี” มากที่สุด
.
พวกเขาก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นอยู่ดี
.
ทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น?
.
สาเหตุข้อหนึ่งก็คือ พวกเขาใช้เพียงแค่ “สมอง”
(เหตุผล ตรรกะ) ในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว
.
พวกเขาไม่ได้หยิบเรื่องนี้มาเช็คกับ “ร่างกาย” ของตัวเอง
(เช่น ร่างกายฉันรู้สึกยังไงเมื่อฉันนึกถึงภาพ
ที่ตัวเองเลิกกับแฟนที่กำลังคบอยู่ในปัจจุบัน? โล่งใจ? เสียใจ? ฯลฯ)
.
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเป็นเจ้าของบริษัท
และเรามีที่ปรึกษาอยู่ 2 คน (“สมอง” กับ “ร่างกาย”)
และเราถามความเห็นของที่ปรึกษาเพียง 1 คน (“สมอง”)
โดยที่ละเลยการพูดคุยกับที่ปรึกษาอีก 1 คน (“ร่างกาย”)
.
ที่ปรึกษาคนที่ถูกละเลย (“ร่างกาย”)
จึงพยายามส่งสัญญาณให้เจ้าของบริษัทอย่างเรา
หันมาเปิดช่องให้เขาทำหน้าที่บ้าง
(มันจึงทำให้เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างหนักแน่นนั่นเอง)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะนำเสนอว่า
ทุกครั้งที่เราจะตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ
เราอย่ารับฟังเฉพาะเสียงของ “สมอง” เท่านั้น
แต่เราควรรับฟังเสียงของ “ร่างกาย” ด้วย
.
ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะสื่อว่า
เราควรให้น้ำหนักกับเสียงของ “ร่างกาย”
มากกว่าเสียงของ “สมอง” นะครับ
.
แต่ผมมีเจตนาที่จะสื่อว่า
เราควรรับฟังทั้ง “สมอง” และ “ร่างกาย”
ก่อนที่เราจะตัดสินใจครับ
.
ฉะนั้น สำหรับบางเรื่อง
หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว
เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “สมอง” ก็ได้
.
และในทางกลับกัน สำหรับบางเรื่อง
หลังจากที่เรารับฟังเสียของ “สมอง” และ “ร่างกาย” แล้ว
เราอาจจะเลือกเส้นทางที่สอดคล้องกับ “ร่างกาย” ก็ได้
.
ในที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะตัดสินใจเลือกอะไร นั่นคือเรื่องรองครับ
.
เรื่องหลักก็คือ เราตัดสินใจเลือก…หลังจากที่เราได้รับฟัง
ที่ปรึกษาทั้ง 2 คน (ไม่ใช่ 1 คน) เรียบร้อยแล้วครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.geb.2004.06.010

SpringerLink
Effects of interoceptive training on decision making, anxiety, and somatic symptoms - BioPsychoSocial Medicine
Background Interoception is the perception of afferent information that arises from any point within the body. Individual differences in interocept...
เคยไหมครับ?
.
เรากำลังรู้สึกเหนื่อยล้าจากการทำงาน
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ดีแค่ไหนแล้วที่มันเหนื่อยแค่นี้?”
.
เรากำลังรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่แฟนพูด
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันมันเรื่องเยอะเกินไปแล้วนะ”
.
เรากำลังรู้สึกกังวลจนนอนไม่หลับ
และในใจเราก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ทำไมฉันถึงอ่อนแอจังเลย?”
.
นี่คือตัวอย่างของการ “ปิดปาก”
ความรู้สึกของตัวเองในรูปแบบต่างๆ
.
แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน
ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่
เราจะไม่มีวัน “ปิดปาก” ความรู้สึกตัวเองได้โดยสมบูรณ์
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราเลิก
พยายามทำสิ่งที่ “เป็นไปไม่ได้” นี้?
.
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราหยุด
“ปัดตก” ความรู้สึกของตัวเอง
และหันมา “รับฟัง” ความรู้สึกของตัวเอง?
(โดยไม่จำเป็นต้อง “ตามใจ” ความรู้สึกของเราเสมอไป)
.
สำหรับผมแล้ว มันดีกว่า
อย่างไม่ต้องสงสัยเลยครับ
อ้างอิง

Scammer ประเภทหนึ่งที่พบได้บ่อยๆคือ Romance Scammer
.
Romance Scammer คือ
มิจฉาชีพที่เข้ามาในชีวิตของเรา
ทำทีว่าตกหลุมรักกับเรา
จากนั้นก็หลอกเอาเงิน
(หรือผลประโยชน์อื่นๆ) จากเรา
.
การมีอยู่ของ Romance Scammer นี้
คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายคนตั้งกฎกับตัวเองว่า
“ฉันจะไม่ตามหาความรักในโลกออนไลน์เด็ดขาด”
.
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ยึดถือกฎเช่นนั้นในการใช้ชีวิต
.
ทุกวันนี้
หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์
เป็นช่องทางสำคัญในการตามหา
ความรักความสัมพันธ์ที่จริงจัง
.
สำหรับคนกลุ่มหลังนี้
พวกเขาจะแยกความสัมพันธ์จริงๆ
ออกจากความสัมพันธ์แบบ
Romance Scammer ได้อย่างไร?
.
บทความวันนี้มีคำตอบครับ
.
.
.
# 1
.
Romance Scammer มักจะปฏิเสธ
การมีปฏิสัมพันธ์กับเราในโลกออฟไลน์
.
# 2
.
ในช่วงแรกของความสัมพันธ์
Romance Scammer มักจะแสดง
ความรัก ความสนใจ ความชื่นชม
ให้กับเราอย่างมหาศาล
เพื่อหวังให้เรา “ติดอกติดใจ”
ในตัว Scammer ให้เร็วที่สุด
.
# 3
.
เวลาที่เราสอบถามข้อมูลส่วนตัว
ของ Romance Scammer
เรามักจะได้คำตอบเพียงแค่เล็กน้อย
(หรือคำตอบที่ได้รับก็จะเต็มไปด้วยความคลุมเครือ)
.
# 4
.
เวลาที่ Romance Scammer
เล่าเรื่องของตัวเองให้เราฟัง
เราจะพบกับรายละเอียด
ที่ขัดแย้งกันเองในเรื่องราวที่ถูกเล่า
(เช่น เคยไปเที่ยวต่างประเทศ
แต่ไม่เคยมี passport มาก่อน)
.
# 5
.
หลายครั้ง ระหว่างที่เรากำลังพูดคุย
กับ Romance Scammer
ในใจเราก็จะเกิดความคิดขึ้นมาว่า
“ฉันรู้สึกว่ามันชักจะดีเว่อร์เกินจริงไปแล้วนะ!”
.
# 6
.
Romance Scammer มักจะพยายาม
ดึงเราออกมาจากครอบครัวและเพื่อนสนิท
(เพราะกลัวว่าคนใกล้ตัวเหล่านี้จะเตือน
ให้เราถอยห่างออกมาจาก Scammer)
.
# 7
.
และแน่นอนครับว่า หลังจากที่ Romance Scammer
ประเมินว่าเรา “ตกหลุมรัก” เข้าเต็มเปาแล้ว
การเอ่ยปากขอทรัพย์สินเงินทองจากเราก็จะเริ่มต้นขึ้น
.
.
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้หยิบมานำเสนอในวันนี้
จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยจาก
Romance Scammer ได้มากขึ้นนะครับ
อ้างอิง
ชีวิตเต็มไปด้วยความคลุมเครือ
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่ชัดเจน
.
ยกตัวอย่างเช่น
เราไม่รู้ว่าเราจะป่วยเป็นโรคร้ายแรงในยามแก่เฒ่าหรือเปล่า
เราไม่รู้ว่าแฟนของเราจะยังอยากคบกับเราต่อไปอีกนานแค่ไหน
เราไม่รู้ว่าเราจะยังมีงานทำในปีหน้าอยู่ไหม
เป็นต้น
.
ซึ่งความคลุมเครือของชีวิตเหล่านี้
สามารถทำให้เกิดความวิตกกังวล
ที่สร้างความปั่นป่วนภายในใจเราได้
.
…เว้นแต่เราจะเป็นคนที่สามารถเผชิญหน้าและ
รับมือกับความคลุมเครือของชีวิตได้เป็นอย่างดี
.
แต่เราจะพัฒนาให้ตัวเองกลายเป็นคนแบบนั้นได้อย่างไร?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
การอ่านนวนิยาย
สามารถช่วยเราในเรื่องนี้ได้ครับ
.
เพราะอะไร?
.
เพราะเวลาที่เราอ่านนวนิยาย
เนื้อเรื่องทั้งหมดมันจะไม่ถูก
เปิดเผยให้เรารับรู้ตั้งแต่หน้าแรก
.
หากเราต้องการจะรู้เนื้อเรื่องทั้งหมด
เราจะต้องทนอยู่กับ “ความไม่รู้” ให้ได้
และตั้งใจอ่านต่อไปเรื่อยๆ
.
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับ
เรากำลังต่อจิ๊กซอว์
โดยที่นวนิยายแต่ละหน้า
จะหยิบยื่นจิ๊กซอว์ให้เราทีละชิ้นๆๆ
.
นวนิยาย (หรือ fiction ในรูปแบบอื่น เช่น ภาพยนตร์)
จึงถือเป็น “แบบฝึกหัด” ให้เราได้ฝึก
เผชิญหน้ากับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน
.
ยิ่งได้ทำ “แบบฝึกหัด” นี้มากเท่าไหร่
เราก็ยิ่งรับมือกับความคลุมเครือ
ความไม่แน่นอน และความไม่ชัดเจน
ของชีวิตได้มากเท่านั้น
.
เรียกได้ว่า
นอกจากนวนิยายจะช่วยให้ชีวิตเรา
มีความเพลิดเพลินมากขึ้นแล้ว
มันยังสามารถช่วยเสริมความมั่นคงทางอารมณ์
ให้เราได้มากขึ้นอีกด้วยครับ
อ้างอิง
สำหรับหลายๆคน
การ “ยับยั้งชั่งใจ” ไม่ให้ตัวเองใช้จ่ายเกินตัว
คือหนึ่งในสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด
.
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มี promotion เด็ดๆ
(เช่น Black Friday, 11-11) มาล่อตาล่อใจ
.
ต่อให้พวกเขาจะตั้งใจ “ยั้งมือ” ก็ตาม
แต่พอพวกเขารู้ตัวอีกที พวกเขาก็พบว่า
ตัวเองจ่ายเงินไปเรียบร้อยแล้ว
.
วันนี้ ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆ
สำหรับคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเองมานำเสนอครับ
.
.
.
# 1
.
ทำให้การจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามให้มากขึ้น
(เช่น จ่ายเงินด้วยเหรียญและธนบัตรเท่านั้น
ไม่ใช้บัตรเครดิต ไม่ใช้การโอน QR code)
.
วิธีนี้จะสร้าง “แรงเสียดทาน” เวลาที่เราจะใช้เงิน
ซึ่งช่วยลดโอกาสที่เราจะ “ตบะแตก” ขณะใช้จ่ายได้
.
# 2
.
ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
ก่อนที่เราจะซื้ออะไรสักอย่าง
เราจะต้องใช้เวลา 5 นาที
ในตอบคำถามกับตัวเองให้ได้ว่า
“ทำไมเราจึงไม่ควรซื้อสิ่งนี้?”
.
หากเราตอบคำถามข้อนี้กับตัวเองได้แล้ว
และเราพบว่าเรายังอยากซื้ออยู่ เราก็ซื้อได้
(แต่ถ้าเราพบว่าตัวเองไม่ได้อยากซื้อแล้ว เราก็ไม่ซื้อ)
.
วิธีนี้อาจไม่สามารถหยุดพฤติกรรม
“ช้อปแหลก” ได้ 100% นะครับ
แต่หลายคนจะพบว่า
การได้มีโอกาสตอบคำถามกับตัวเองในช่วง 5 นาทีนั้น
มันก็เพียงพอที่จะช่วยโน้มน้าวใจตัวเอง
ไม่ให้จ่ายเงินกับบางสิ่งบางอย่างได้
(ซึ่งก็ช่วย save เงินในกระเป๋าตังค์ได้ไม่น้อยแล้ว)
.
# 3
.
เวลาที่เราอยากซื้ออะไรสักอย่าง
แทนที่เราจะซื้อทันที ให้เราตั้งกฎกับตัวเองว่า
เราจะรออีกสัก 2-3 วันและเราค่อย
ตัดสินใจอีกทีว่าจะยังคงอยากซื้อสิ่งนั้นอยู่ไหม
.
ถ้าผ่านไป 2-3 วันและเรายังอยากซื้ออยู่
เราก็จะอนุญาตให้ตัวเองซื้อได้
แต่ถ้าวันเวลาผ่านไปและเราไม่ได้อยากซื้อแล้ว
(หรือแม้กระทั่งลืมไปแล้วว่าเราอยากซื้อสิ่งนั้น) เราก็จะไม่ซื้อ
.
.
.
ผมหวังว่าเทคนิคเล็กๆน้อยๆที่ผมหยิบมานำเสนอในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่กำลังพยายามควบคุม
พฤติกรรมการ shopping ของตัวเองอยู่นะครับ
อ้างอิง
เวลาที่ชีวิตของเราเจอกับความล้มเหลว
(เช่น สอบไม่ติดคณะที่ต้องการ
ไม่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งที่อยากได้
ถูกแฟนที่คบกันมานานบอกเลิก)
สิ่งที่เราพูดกับตัวเองในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสำคัญมากๆเลยครับ
.
เราจะพูดกับตัวเองว่า
“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว” ก็ได้
หรือเราจะพูดกับตัวเองว่า
“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้” ก็ได้
.
บางคนอาจมองว่า 2 ประโยคที่ผมเขียน
ไปในย่อหน้าข้างต้นมันก็เหมือนๆกัน
.
แต่ผมมองว่ามันแตกต่างมากเลยครับ
.
เพราะถ้าเราเปรียบเปรยชีวิตของตัวเอง
เป็นเหมือนกับนิยายสักเล่มล่ะก็…
.
ประโยคแรก (“ชีวิตของฉันมันล้มเหลว”)
คือการเอาเนื้อหา 1 เหตุการณ์มาเขียนเป็นนิยายทั้งเล่ม
.
ในขณะที่ประโยคต่อมา (“ฉันกำลังเจอกับความล้มเหลวในตอนนี้”)
คือการเอาเนื้อหาดังกล่าวมาเขียนเป็นนิยาย 1 บท (ไม่ใช่ทั้งเล่ม) เท่านั้น
.
ประโยคแรกจะทำให้เรารู้สึกหดหู่และหมดหวัง
ส่วนประโยคที่สองจะช่วยให้เรารู้สึกมีพลังและมีความหวัง
.
จริงอยู่ครับว่า คำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคที่สอง
แทบจะไม่ต่างกับคำพูดที่ปรากฏอยู่ในประโยคแรก
.
แต่ความแตกต่างที่เล็กน้อยนี้
มันสามารถส่งผลได้อย่างมหาศาลเลยทีเดียว
.
ด้วยเหตุนี้ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเจอกับอุปสรรค
ปัญหา หรือความล้มเหลวในรูปแบบใดก็ตาม
ผมขอเชิญชวนให้เราพยายามมองเหตุการณ์นั้น
เป็น “นิยาย 1 บท” ไม่ใช่ “นิยายทั้งเล่ม” ครับ
อ้างอิง

ช่วงที่คู่รักเริ่มต้นความสัมพันธ์กันใหม่ๆ
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำเป็นระยะๆ
คือการแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกัน
.
ยกตัวอย่างเช่น
“เธอใส่กางเกงตัวนี้แล้วดูน่ารักดีนะ”
“ฉันชอบที่เธอใจเย็นระหว่างสอนฉันขับรถจัง”
“ขอบคุณที่เธอเลิกบุหรี่ให้ตามที่ฉันร้องขอนะ”
เป็นต้น
.
แต่พอพวกเขาคบกันไปได้สักระยะ
การแสดงความชื่นชมให้แก่กันและกันก็เริ่มลดลง
.
ด้วยเหตุผลเช่น…
“มันทำแล้วรู้สึกแปลกๆ”
“ต่อให้ไม่พูด แฟนก็รู้อยู่แล้วแหละ”
“แทนที่โฟกัสที่คำพูด โฟกัสที่การกระทำไม่ดีกว่าหรือ?”
เป็นต้น
.
อย่างไรก็ตาม
.
ดอกไม้ต้องการการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอฉันใด
ความรักก็ต้องการคำชื่นชมอย่างสม่ำเสมอฉันนั้น
.
หากเราหยุดรดน้ำ ดอกไม้ของเราก็จะเหี่ยวเฉาลงเรื่อยๆ
.
เช่นเดียวกันครับ คู่รักที่หยุด “รดการชื่นชม” ให้กัน
ก็มีแนวโน้มที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว (แม้จะยังคบกันแฟนอยู่)
รู้สึกว่าตัวเองเป็น “ของตาย” ในสายตาแฟน
รวมทั้งรู้สึกว่าแฟนไม่เห็นคุณค่าของตนได้
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะขอเชิญชวนให้เรา
หมั่นสังเกตสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นกับแฟนในแต่ละวัน
(ต่อให้มันจะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆก็ตาม)
และหยิบมา highlight ให้แฟนได้ยินกันครับ
อ้างอิง