เวลาที่หลายคนตรวจสุขภาพประจำปี
พวกเขามักจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ
ให้ “ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ” มากกว่านี้
.
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ มันยากมากๆเลยครับ
ที่พวกเขาจะไม่เอื้อมมือไปหยิบ
ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด ฯลฯ เข้าปาก
.
พอพวกเขาเห็นพฤติกรรมการกินของตัวเองแบบนี้
หลายคนก็จะชี้นิ้วกล่าวโทษตัวเอง
พร้อมกับบอกว่าตัวเองมีวินัยไม่มากพอ
.
คำถามคือ…แล้วพวกเขาต้องใช้วินัยมากขนาดไหนจึงจะ “มากพอ” กันนะ?
.
ผลการศึกษาที่มีอยู่พบว่า
พวกเขาจำเป็นต้องใช้วินัยในปริมาณ
ที่มากกว่าที่หลายคนคิดครับ
.
อันที่จริง พวกเขาอาจจะต้องใช้วินัยมากพอๆ
กับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดบางประเภทด้วยซ้ำ!
.
เพราะธรรมชาติของอาหาร ultra-processed
(เช่น ไอศกรีม เค้ก มันฝรั่งทอด) นั้น
มันส่งผลให้สมองเรามีอาการ “โหย”
อาหารเหล่านั้นจนยากที่ควบคุมตัวเองได้
.
มันไม่ต่างอะไรกับธรรมชาติของสารเสพติดบางประเภทเลยทีเดียว
.
มันจึงอาจกล่าวได้ว่า การปรับอาหารการกินของตัวเอง
ด้วยการลดอาหาร ultra-processed
ไม่ใช่เป็นแค่การ “เข็นครกไปข้างหน้า” เท่านั้น
แต่มันเป็นการ “เข็นครกขึ้นภูเขา”
ที่มี “แรงโน้มถ่วง” ในรูปแบบของธรรมชาติ
อาหาร ultra-processed เป็น “แรงต้าน” เพิ่มเข้ามาอีกด้วย
.
ดังนั้น
เราใจเย็นกับคนที่พยายามเลิกใช้สารเสพติดฉันใด
เราก็น่าจะใจเย็นกับตัวเองเมื่อเราพยายาม
ลดการทานอาหาร ultra-processed ฉันนั้นครับ
อ้างอิง
http://dx.doi.org/10.1136/bmj-2023-075354
https://doi.org/10.1016/j.appet.2022.106260
SpringerLink
Food Addiction: a Deep Dive into ‘Loss of Control’ and ‘Craving’ - Current Addiction Reports
Purpose of Review The majority of existing research discusses food addiction (FA) classification, which provides information for different groups a...

SpringerLink
Addiction to ultra-processed foods as a mediator between psychological stress and emotional eating during the COVID-19 pandemic - Psicologia: Reflexão e Crítica
Background The coronavirus disease 2019 (COVID-19) pandemic induced psychological distress, which is linked to emotional eating and symptoms of add...
หลายคนมีความเชื่อว่า “เป็นคนดี = น่าเบื่อ”
.
หลายคนมองว่า
คนที่จะ “ดูดี” ได้นั้น
จะต้องมีความ bad อยู่ในตัว
.
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่มีอยู่…ไม่ได้ support
ความเชื่อ “เป็นคนดี = ไม่น่าดึงดูด” เท่าไหร่นัก
.
ผลการศึกษาพบว่า
ต่อให้จะเป็นคนๆเดียวกัน
แต่ความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดความจริง
กับความรู้สึกที่ผู้อื่นมีต่อคนๆนั้น
ในช่วงที่เขากำลังพูดโกหก
.
…มันแตกต่างกันอย่างชัดเจน
.
กล่าวคือ เวลาที่เราพูดความจริง
เราจะ “ดูดี” ในสายตาคนอื่นมากกว่า
เมื่อเทียบกับเวลาที่เรากำลังพูดโกหกครับ
.
เพราะเวลาที่เราพูดความจริง
มันช่วย “ส่งสัญญาณ” ให้คนอื่น
รู้สึกปลอดภัยและไว้วางใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้ เวลาที่เราพูดความจริง
มันยังทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็น
คนที่มีความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย
.
(มันให้อารมณ์ประมาณว่า
“ตัวฉันแบบที่เป็นอยู่นี้…มันดีพออยู่แล้ว
ฉันไม่จำเป็นต้องใช้คำโกหก
เพื่อเสริมแต่งให้ตัวเองดีพอ”)
.
กล่าวโดยสรุปก็คือ หากเราอยากเป็นคนที่ “มีเสน่ห์” ล่ะก็
เราต้องพร้อมที่จะเป็น “คนจริง” (ไม่ใช่ “คนโกหก”) ครับ
อ้างอิง