เวลาที่เราทุกข์ใจจากการสูญเสียบางสิ่ง
(เช่น งาน) หรือบางคน (เช่น สมาชิกในครอบครัว)
.
หนึ่งในคำปลอบใจที่หลายคนพยายาม
มอบให้กับเราด้วยความหวังดี
คือการชี้ชวนให้เรามองเห็นสิ่งที่เรายังมีอยู่ตอนนี้
(เช่น แม้สมาชิกในครอบครัวของเราจะจากไป
แต่เราก็มีคนอื่นๆในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่)
.
และในบางครั้ง พวกเขาเหล่านี้ก็จะพูดเสริมด้วยว่า
“เธอควรจะรู้สึกขอบคุณสำหรับสิ่งที่เธอยังมีอยู่นะ”
.
อย่างไรก็ตาม ความหวังดีเช่นนี้…ใช่ว่าจะนำมาสู่ผลลัพธ์ที่สวยงามเสมอไป
.
เพราะสำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
การถูกชี้ชวนให้รู้สึกขอบคุณในช่วงเวลานี้
มันไม่ต่างอะไรกับการที่เราเพิ่งถูกเลื่อย
หั่นแขนขาดไปข้างหนึ่งสดๆร้อนๆ
และมีคนมาบอกว่าเราควรจะรู้สึกขอบคุณ
ที่ตัวเองยังคงเหลือแขนอีกหนึ่งข้าง
(แทนที่จะส่งเสียงร้องโหยหวนกับความเจ็บปวด
กับบาดแผลที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้)
.
สำหรับคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นั้น
มันให้ความรู้สึกราวกับว่าความทุกข์ใจของพวกเขา
กำลังถูก “ปฏิเสธ” หรือ “ดูเบา” หรือ “ลดทอนความสำคัญ”
.
มันจึงกลายเป็นว่า นอกจากคนที่กำลังทุกข์ใจอยู่นี้
จะรู้สึกทุกข์ใจจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นแล้ว
พวกเขายังทุกข์ใจจากการที่ความรู้สึกตัวเองถูกมองข้ามเพิ่มเติมอีกด้วย!
.
ผมมองว่า หากเราหวังดีกับคนที่กำลังทุกข์ใจ
และอยากให้ความหวังดีนั้นนำมาสู่ผลลัพธ์ที่ดีตามมาล่ะก็
แนวทางที่ดีกว่าคือการเปิดพื้นที่ให้กับความทุกข์ใจของเจ้าตัวเขาเสียก่อน
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ
อย่าเพิ่งรีบชี้ชวนให้เจ้าตัวรู้สึกขอบคุณ
ในช่วงเวลาที่ใจของเขาไม่มี “ช่องว่าง”
สำหรับความรู้สึกดังกล่าว
(เพราะยังเต็มไปด้วยความทุกข์อยู่)
.
เมื่อเจ้าตัวได้สัมผัสกับความทุกข์ใจอย่างเต็มที่แล้ว
“ช่องว่าง” ในใจเขาก็จะค่อยๆเพิ่มขึ้น
และเปิดพื้นที่ให้กับความรู้สึกขอบคุณมากขึ้นเองครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.005

einstein (São Paulo)
The effects of gratitude interventions: a systematic review and meta-analysis - einstein (São Paulo)
ABSTRACT Introduction Gratitude has several implications. Over time, a logical relationship has been established between gratitude and well-being. ...

SpringerLink
The Effect of Expressed Gratitude Interventions on Psychological Wellbeing: A Meta-Analysis of Randomised Controlled Studies - International Journal of Applied Positive Psychology
The effectiveness of expressed gratitude interventions in enhancing psychological wellbeing has been explored in a number of studies. The present m...
หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด
ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง
คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง
.
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม
.
เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น
เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง”
.
หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง”
เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด”
ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง
ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว
หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้
ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ
.
ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้?
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้
คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม
ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ
.
วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ
.
เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ
คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก
แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย
.
เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว
น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา
และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น
.
มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ
(ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว)
.
แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง
(หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง)
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า”
.
เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ
อ้างอิง
เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ
หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน
ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก
ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร
ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก
เป็นต้น
.
พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน
.
พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้
จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด
.
แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า
แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย
แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ
.
พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง”
นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม
.
แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร?
.
สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง
หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้
ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน
ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน
เป็นต้น
.
ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่
เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม”
ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่
เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น”
.
อันที่จริง หลายคนพบว่า
ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น
สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา
active ในแต่ละวันได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก!
.
ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา
แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็
.
นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว
ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ!
อ้างอิง

พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง
ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี”
“ฉันเป็นคนไม่มีค่า”
เป็นต้น
.
การมีความเชื่อให้เรายึดถือ
อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง
.
แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
อย่างเหนียวแน่น
.
มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ
ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง
(เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด)
.
ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา
connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น
(เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้)
.
หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น
.
มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ
ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น
.
ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ
ความเสียหายกับตัวเราได้
(เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง)
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย
หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง
มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
“แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ
.
หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา
บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์
เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป
(แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน
เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา
(และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา)
แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม”
.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ)
และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ
ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว)
.
เราเป็นห่วงเพื่อน
เราหวังดีกับเพื่อน
.
เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ
แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!”
.
แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที
เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด
เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น
.
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว
และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน
.
ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร
เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร
.
ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น
แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา
อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้
.
และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ
เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง
กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย!
.
การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ
.
แต่ในหลายๆครั้ง
เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว
มันไม่เพียงพอจริงๆครับ
.
ในหลายๆครั้ง
การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ
สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ
.
ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น
.
ผมมองว่า…
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราเป็นห่วงเพื่อน
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราอยากจะช่วย support เพื่อน
.
นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้
เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า
.
ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร
มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย
support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง
.
ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้
มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ
อ้างอิง

ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน
ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด
.
ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า
การนำเสนองานกับเจ้านาย
การประเมินผลงานของลูกน้อง
ฯลฯ
.
งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว
(เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย)
.
งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้
(เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด)
.
เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง
หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ
.
เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี”
.
ลองนึกภาพดูนะครับ
.
สมมติว่าวันนี้
เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง
8 อย่างคืองานประเภทแรก
2 อย่างคืองานประเภทหลัง
.
ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน
เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว
ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%!
.
มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive
.
คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้
เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ?
.
เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด
แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด?
.
ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า
แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย”
แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก
.
อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง
(เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง)
แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ!
.
มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive
.
ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ
เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ
แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม
.
แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก”
.
เพราะธรรมชาติของงานที่มี
impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น
มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก
.
อย่างไรก็ตาม
มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้
“ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ
.
เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว
มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด
.
ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน
(ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก
และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย)
.
ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น
.
ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า
ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่
(เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่)
.
ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง
.
ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน
.
ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น
เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้
เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า
มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า
.
เป็นต้น
.
การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้
มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ
.
เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน
มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้
แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว
เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ
เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว
.
นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ
มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
.
ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้
จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ
เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ
อ้างอิง
เมื่อเทียบกับ
ยุคสมัยของพ่อแม่
ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย
หรือยุคสมัยของทวด
.
ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้
มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ
.
การเดินทางของเราดีขึ้น
การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น
การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น
.
หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า
ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร
.
บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า
ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู
.
แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น
.
ต่อให้ชีวิตของเราจะมี
ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล
เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี
.
เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก
สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า
เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน
คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร
.
เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ
ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า
การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น
.
แต่สำหรับทุกวันนี้
การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น
สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า
การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน
.
ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน
(เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า
เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน)
ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้
.
เป็นต้น
.
หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้
มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ
.
เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข
มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ
“หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น
.
แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ
.
ลองนึกดูนะครับว่า
หากสมองเราไม่มีความสามารถ
ในการปรับตัวให้เข้ากับ
บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย
ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร
.
ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น
.
แต่ในขณะเดียวกัน
หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น
(เช่น รถที่เรากำลังขับ
ไม่สามารถเร่งความเร็ว
เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้)
.
เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน
(เพราะสมองเรายังคงมองว่า
ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า
10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน
นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่)
.
และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ
take action อย่างเหมาะสม
(เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป
ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น)
ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้
(เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน)
.
ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ
.
และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ”
ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง”
.
(กล่าวคือ ยังคงความสามารถ
ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต
โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป)
.
สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ
การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ
“ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร
เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง
เป็นต้น
.
หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน
กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น
ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต
ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ
ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ
อ้างอิง
หลายคนจะรู้สึกผิด
เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง
กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น
.
ยกตัวอย่างเช่น
อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เป็นต้น
.
พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า
ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น
มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ
.
ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว
มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า
ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี
เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน
เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน
เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา
.
เป็นต้น
.
การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา
(ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ
.
อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ
เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า
เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี
.
ยกตัวอย่างเช่น
ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว
ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน
เป็นต้น
.
สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ
สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา
ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน
อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง
อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า
เป็นต้น
.
ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ
.
ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด
กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ
อ้างอิง

หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น
แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง
.
…พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น”
.
มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ
.
สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก”
ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู
ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก
(เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่)
.
สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า
“ถ้ามองในสายตาของคนนอก
คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?”
.
หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ…
.
แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้
ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา
แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่
.
และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น
แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่
แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา
พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี
เป็นต้น
.
สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น”
แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง
.
การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ
อ้างอิง

เคยไหมครับ?
.
เราเจอกับปัญหาในชีวิต
เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน
แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที?
.
(เช่น
จะเลิกกับแฟนดีไหม
จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี
จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง
เป็นต้น)
.
ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี?
.
สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้
อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ
.
แต่ในสถานการณ์แบบนี้
สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้
คือการหยุดคิดครับ
.
หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น
.
ปล่อยให้ความคิดของเรา
ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย
โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่
.
สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ
ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด
“คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา
อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น
.
เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง
นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น
(ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา)
ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ
.
แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้
มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า
เราจะคิดออกในท้ายที่สุด
.
แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา
จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา
(ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้)
ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ
.
ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก
แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ
การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย
อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ
อ้างอิง
