หนึ่งใน “หลุมพราง” ที่น่ากลัวที่สุด
ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนๆหนึ่ง
คือการที่เขาคนนั้นมีความมั่นใจว่าตัวเองถูกต้อง
.
แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว
เจ้าตัวจะไม่ได้ถูกต้องอย่างที่คิดก็ตาม
.
เพราะเมื่อที่เรามีความมั่นใจเช่นนั้น
เรามักจะไม่ค่อย “เช็คตัวเอง”
.
หรือต่อให้เราจะ “เช็คตัวเอง”
เราก็มีแนวโน้มที่จะมองไม่เห็น “จุดบอด”
ของตัวเองได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก
.
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง
ศาสนา การทำงาน ความสัมพันธ์ส่วนตัว
หรือเรื่องอะไรก็ตาม “หลุมพราง” ที่ว่านี้
ก็สามารถแผลงฤทธิ์กับเราได้เสมอ
.
ทำยังไงเราจึงจะปกป้องตัวเองจาก “หลุมพราง” นี้ได้?
.
สิ่งหนึ่งที่เราสามารถทำได้คือการเปิดช่องให้
คนที่มีใจหวังดีและมีสายตาที่เฉียบคม
ได้มีโอกาสให้ feedback กับเราอย่างสม่ำเสมอ
.
วิธีการนี้…ฟังดูไม่ยากเลยนะครับ
.
เพราะคนที่ต้อง “ลงแรง” ไม่ใช่ตัวเราด้วยซ้ำ
คนที่ “ลงแรง” คือคนที่ให้ feedback กับเรามากกว่า
.
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะไม่ได้ “ลงแรง” เท่าไหร่นัก
แต่วิธีการดังกล่าวมัน “ทำใจยาก” อยู่ไม่น้อย
.
เพราะถ้าจะว่ากันโดยทั่วไปแล้ว
น้อยคนครับที่จะชอบเวลามีคนอื่นมาชี้นิ้วที่เรา
และบอกว่าเราขาดตกบกพร่องตรงนู้นตรงนี้ตรงนั้น
.
มันเหมือนกับเรากำลังถูกตัดสินว่า…เรา “ดีไม่พอ”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง เราก็ “ดีไม่พอ” จริงๆแหละครับ
(ไม่อย่างนั้น เราคงรับมือกับ “หลุมพราง” ได้ด้วยตัวเองไปแล้ว)
.
แต่ต่อให้เราจะ “ดีไม่พอ” ในบางเรื่อง
(หรือแม้กระทั่งหลายเรื่อง)
นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะ “ไม่มีค่า”
.
เพราะคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของเรา
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของเราครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.1016/j.jesp.2006.05.011
https://doi.org/10.1016/j.tics.2006.11.001
自己の客観性を過信する傾向についての一考察
J-STAGE
เวลาที่เราพูดถึงแรงบันดาลใจ
หลายคนจะนึกถึงการวาดภาพความฝัน
ที่พวกเขาอยากจะทำให้เป็นจริง
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองแต่งงานและมีครอบครัวที่น่ารัก
ภาพที่ตัวเองเติบโตในหน้าที่การงานจนอยู่ในบอร์ดบริหาร
ภาพที่ตัวเองได้เดินทางรอบโลก
เป็นต้น
.
พวกเขาจะโฟกัสกับภาพความฝันนั้นและใช้มันเป็นแรงผลักดัน
.
พวกเขาหวังว่าภาพความฝันที่สวยงามนี้
จะมีพลังเพียงพอในการกระตุ้นให้ตัวเอง
ทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อใทำฝันให้เป็นจริงได้ในท้ายที่สุด
.
แต่ประสบการณ์ของหลายคนแสดงให้เห็นว่า
แม้ภาพความฝันจะมีพลังอยู่ไม่น้อย
แต่พลังที่ว่านี้ยังมีไม่มากพอสำหรับพวกเขาจริงๆ
.
พวกเขาจำเป็นต้องมีสิ่งอื่นมา “เสริมพลัง”
นอกจากภาพความฝันที่สวยงาม
.
แล้วสิ่งอื่นที่ว่านี้…คืออะไร?
.
สำหรับหลายๆคน มันคือภาพของชีวิตตัวเอง
หากพวกเขาทำฝันนั้นเป็นจริงไม่สำเร็จครับ
.
ยกตัวอย่างเช่น
ภาพที่ตัวเองไม่มีชีวิตครอบครัวในแบบที่วาดฝันไว้
ภาพที่ตัวเองล้มเหลวในหน้าที่การงาน
ภาพที่ตัวเองไม่ได้เดินทางไปที่ไหน
เป็นต้น
.
ถ้าภาพความฝันอันสวยงามทำหน้าที่
เป็น “สวรรค์” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งไล่ตาม”
ภาพในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็จะทำหน้าที่
เป็น “นรก” ให้พวกเขาอยาก “วิ่งหนีให้พ้น”
.
อันที่จริง หลายคนพบว่า
ภาพ “นรก” ของพวกเขานั้น
สามารถสร้างแรงจูงใจให้พวกเขา
active ในแต่ละวันได้มากกว่า
เมื่อเทียบกับภาพ “สวรรค์” เสียอีก!
.
ฉะนั้น สำหรับใครก็ตามที่กำลังมองหา
แรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่างอยู่ล่ะก็
.
นอกจากเราจะค้นพบแรงบันดาลใจได้จากความสำเร็จแล้ว
ความล้มเหลวก็ถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งแรงบันดาลใจชั้นดีอีกด้วยครับ!
อ้างอิง

พวกเราหลายคนมีความเชื่อบางอย่าง
ที่พวกเรายึดถือในการใช้ชีวิต
.
ยกตัวอย่างเช่น
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี”
“ฉันเป็นคนไม่มีค่า”
เป็นต้น
.
การมีความเชื่อให้เรายึดถือ
อาจช่วยให้เราไม่รู้สึกเคว้งคว้างก็จริง
.
แต่การยึดถือความเชื่ออย่างเหนียวแน่น
สามารถทำให้เรามี “จุดบอด” ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
หากเรายึดถือความเชื่อที่ว่า
“ฉันต้องเข้มแข็งตลอดเวลา”
อย่างเหนียวแน่น
.
มันอาจทำให้เราไม่ยอมรับ
ส่วนที่ “เปราะบาง” ของตัวเอง
(เช่น ความกลัว ความเจ็บปวด)
.
ซึ่งสามารถส่งผลให้เรา
connect กับคนอื่นได้ยากขึ้น
(เพราะคนอื่นก็จะไม่รู้จัก “ตัวตนที่แท้จริง” ของเราได้)
.
หรือในกรณีที่เรายึดถือความเชื่อว่า
“ลึกๆแล้ว ทุกคนเป็นคนดี” อย่างเหนียวแน่น
.
มันก็สามารถทำให้เราประมาทและ
ขาดความระมัดระวังเวลาที่อยู่กับคนอื่น
.
ซึ่งอาจนำมาสู่อันตรายและ
ความเสียหายกับตัวเราได้
(เช่น ถูกคนที่คิดว่าเป็นเพื่อนโกง)
.
เป็นต้น
.
ทั้งหมดนี้…ผมไม่ได้ต้องการจะสื่อว่า
เราไม่ควรมีความเชื่อใดใดเลย
หรือความเชื่อที่ผมยกตัวอย่าง
มาในข้างต้นเป็นความเชื่อที่ “ผิด” นะครับ
.
แต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อก็คือ
ความเชื่อของเราก็ไม่ต่างอะไรกับ
“แว่นตา” ที่เราสวมใส่ครับ
.
หากเราไม่ต้องการให้ “แว่นตา” ของเรา
บดบังโลกที่เรามองเห็นโดยสมบูรณ์
เราก็ไม่ควรสวม “แว่นตา” ดังกล่าวอย่างเหนียวแน่นเกินไป
(แม้มันจะเป็น “แว่นตา” ที่ “ถูกต้อง” ก็ตาม) ครับ
#จิตวิทยา #siamstr
เวลาที่เราหวังดีกับใครสักคน
เราก็จะอยากให้ความช่วยเหลือกับเขา
.
แต่ในหลายๆครั้ง แม้เราจะหวังดีกับเขา
(และเขาก็รับรู้ถึงความหวังดีของเรา)
แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันกลับไม่ได้ “สวยงาม”
.
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น…กลายเป็นทั้งเรา (ที่เป็นฝ่ายช่วยเหลือ)
และเขา (ที่เป็นฝ่ายรับความช่วยเหลือ) ต่างรู้สึกแย่ด้วยกันทั้งคู่
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเห็นว่าเพื่อนของเรากำลังทุกข์ใจ
ที่จับได้ว่าแฟนตัวเองนอกใจ (อีกแล้ว)
.
เราเป็นห่วงเพื่อน
เราหวังดีกับเพื่อน
.
เราก็เลยเดินเข้าไปหาเพื่อนและ
แนะนำให้เพื่อน “รีบๆเลิกกับมันซะ!”
.
แต่แทนที่เพื่อนจะเลิกกับแฟนทันที
เพื่อนกลับมีปากเสียงกับเรา ส่งผลให้ในที่สุด
เรากับเพื่อนทะเลาะกันยกใหญ่ซะอย่างงั้น
.
เป็นต้น
.
ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้?
.
เวลาที่เราเห็นคนๆหนึ่งกำลังหิวข้าว
และเราเสนอตัวที่จะทำอาหารให้เขาทาน
.
ถ้าจะให้ดีที่สุด ก่อนที่เราจะลงมือทำอาหาร
เราควรถามเจ้าตัวเขาก่อนว่า เขาอยากทานอะไร
.
ไม่อย่างนั้น สมมติว่าเราทำกระเพราหมูสับให้คนๆนั้น
แต่เจ้าตัวเป็นชาวมุสลิมที่ไม่ทานเนื้อหมูขึ้นมา
อาหารที่เราลงแรงทำไปให้ (ด้วยความหวังดี) ก็จะ “เสียเปล่า” ได้
.
และยิ่งถ้าเราพยายาม “ยัดเยียด” กระเพราหมูสับ
เผลอๆ มันอาจจะจุดชนวนให้เราขัดแย้ง
กับคนที่เราอยากจะช่วยเหลืออีกด้วย!
.
การให้ความช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต่างกันเลยครับ
.
การมีความหวังดีต่อเพื่อนมนุษย์มันคือสิ่งที่สวยงามนะครับ
.
แต่ในหลายๆครั้ง
เพียงแค่ความหวังดีอย่างเดียว
มันไม่เพียงพอจริงๆครับ
.
ในหลายๆครั้ง
การเข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรคือ
สิ่งที่ “ขาดไม่ได้” เลยครับ
.
ฉะนั้น หากเราจะย้อนกลับไปที่ตัวอย่างในข้างต้น
.
ผมมองว่า…
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราเป็นห่วงเพื่อน
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราไม่พอใจที่แฟนเพื่อนทำกับเพื่อนแบบนี้
.
เราสามารถสื่อสารกับเพื่อนได้ครับว่า
เราอยากจะช่วย support เพื่อน
.
นอกจากนี้ ผมก็อยากจะเชียร์ให้
เราถามเพื่อนต่อไปด้วยครับว่า
.
ณ ตอนนี้ เพื่อนต้องการอะไร
มีอะไรที่เราพอจะทำเพื่อช่วย
support เพื่อนในขณะนี้ได้บ้าง
.
ผมมองว่า หากเราทำแบบนี้
มันน่าจะ “สวยงาม” ขึ้นเยอะเลยครับ
อ้างอิง
