image ในแต่ละวัน หลายคนจะเจอกับงาน ที่ต่อคิวเรียงแถวให้พวกเขาเข้าไปทำเต็มไปหมด . ไม่ว่าจะเป็นการตอบอีเมลลูกค้า การนำเสนองานกับเจ้านาย การประเมินผลงานของลูกน้อง ฯลฯ . งานบางอย่าง…เราใช้เวลาเพียงแค่แป๊บเดียวก็ทำเสร็จแล้ว (เช่น การจัดเอกสารที่อยู่บนโต๊ะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย) . งานบางอย่าง…เราต้อง “ต่อสู้” กับมันอยู่นานกว่าจะเสร็จได้ (เช่น การพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด) . เมื่อต้องเลือกระหว่างงานประเภทแรกกับงานประเภทหลัง หลายคนจะเลือกงานประเภทแรกโดยอัตโนมัติ . เพราะมันเป็นงานที่ “ทำแล้วรู้สึกดี” . ลองนึกภาพดูนะครับ . สมมติว่าวันนี้ เรามีงานต้องทำ 10 อย่าง 8 อย่างคืองานประเภทแรก 2 อย่างคืองานประเภทหลัง . ถ้าเราเลือกทำงานประเภทแรกก่อน เราใช้เวลาและพลังงานเพียงนิดเดียว ก็ทำให้งานของวันนี้เสร็จไปแล้วถึง 80%! . มันทำให้เรารู้สึกว่าวันนี้เป็นวันที่ productive . คำถามสำคัญก็คือ หากเราตัดสินใจแบบนี้ เราจะพูดว่าวันนี้คือวันที่ productive ได้จริงๆหรือ? . เราอาจจะทำงานประเภทแรกได้เสร็จเต็มไปหมด แต่มันคืองานที่มี impact และความสำคัญมากน้อยเพียงใด? . ในหลายๆกรณี เราจะพบว่า แม้งานประเภทแรกจะ “ทำเสร็จได้ง่าย” แต่มันไม่ได้มีความสำคัญหรือมี impact เท่าไหร่นัก . อันที่จริง หลายๆครั้ง เราพบว่างานประเภทแรกบางอย่าง (เช่น การจัดเรียงปากกาบนโต๊ะทำงานให้เรียงสีตามสายรุ้ง) แทบจะไม่มี impact หรือความสำคัญเลยด้วยซ้ำ! . มันจึงกลายเป็นว่า เราจะดู busy แต่เราไม่ได้ productive . ถ้าเราต้องการให้วันทำงานของเรา productive จริงๆ เราควรจะโฟกัสงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆ แม้งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ “ทำเสร็จได้ง่าย” เท่าไหร่นักก็ตาม . แต่ก็นะครับ…ของแบบนี้มัน “พูดง่ายแต่ทำยาก” . เพราะธรรมชาติของงานที่มี impact หรือความสำคัญสูงๆนั้น มักจะไม่ค่อย “ทำแล้วรู้สึกดี” เท่าไหร่นัก . อย่างไรก็ตาม มันมีเทคนิคที่จะช่วยให้งานเหล่านี้ “ทำแล้วรู้สึกดี” ได้อยู่เหมือนกันครับ . เทคนิคที่ว่านี้คือการหยิบงานดังกล่าว มาหั่นออกมาเป็นขั้นตอนเล็กๆหลายๆขั้น . ยกตัวอย่างเช่น . หากเราจะพูดคุยให้คำปรึกษากับลูกน้องในทีมที่ทำงานติดขัด . ขั้นตอน # 1 เราต้องหาวัน เวลา และสถานที่ที่เหมาะสมก่อน (ต้องเป็นช่วงวันเวลาที่ลูกน้องกับตัวเราสะดวก และต้องเป็นสถานที่ที่มีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย) . ขั้นตอน # 2 เราจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น . ขั้นตอน # 3 เราจะพูดสะท้อนกลับไปให้ลูกน้องฟังว่า ในความเข้าใจของเรานั้น เราเข้าใจว่าลูกน้องเผชิญกับอุปสรรคอะไรอยู่ (เพื่อเป็นการเช็คว่าเราเข้าใจลูกน้องถูกต้องหรือไม่) . ขั้นตอน # 4 เราจะถามลูกน้องว่า ลูกน้องต้องการให้เราช่วยเหลืออะไรบ้าง . ขั้นตอน # 5 เราจะพิจารณาว่า สิ่งที่ลูกน้องต้องการให้เราช่วยนั้น มันเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน . ขั้นตอน # 6 สำหรับความช่วยเหลือที่เราสามารถมอบให้ลูกน้องได้นั้น เราก็จะมอบให้ แต่สำหรับความช่วยเหลือที่เราไม่สามารถมอบให้ลูกน้องได้ เราก็จะบอกกับลูกน้องว่าเราช่วยไม่ได้ และชวนลูกน้องพูดคุยว่า มีอะไรอย่างอื่นที่พอจะ “ทดแทน” ความช่วยเหลือที่เรามอบให้ไม่ได้บ้างหรือเปล่า . เป็นต้น . การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆนี้ มันช่วยให้เรา “รู้สึกดี” ได้ง่ายขึ้นเยอะเลยครับ . เพราะเดิมที เราต้องทำงานนั้นทั้งหมดเสียก่อน มันถึงจะเรียกได้ว่า “ทำเสร็จ” ได้ แต่พอเราหยิบงานนั้นมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆแล้ว เพียงแค่การทำขั้นตอน # 1 เสร็จ เราก็พอจะเรียกว่าเรา “ทำเสร็จ” ได้แล้ว . นอกจากนี้ การหยิบงานมาหั่นเป็นขั้นตอนเล็กๆ มันยังช่วยให้รู้สึกว่าเรา “เอื้อมถึง” ได้ง่ายขึ้นอีกด้วย . ผมหวังว่าสิ่งที่ผมหยิบมาแบ่งปันในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการ เห็นตัวเอง productive (ไม่ใช่แค่ busy) นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01087 https://psycnet.apa.org/doi/10.1017/S1930297500007518 #จิตวิทยา #siamstr
image เมื่อเทียบกับ ยุคสมัยของพ่อแม่ ยุคสมัยของปู่ย่าตายาย หรือยุคสมัยของทวด . ชีวิตของพวกเราทุกวันนี้ มีความสะดวกสบายสุดๆเลยครับ . การเดินทางของเราดีขึ้น การติดต่อสื่อสารของเราดีขึ้น การรักษาพยาบาลของเราดีขึ้น . หากบรรพบุรุษเราได้มาเห็นว่า ชีวิตของเราทุกวันนี้เป็นอย่างไร . บรรพบุรุษเราคงจะคิดว่า ชีวิตของเรามีความสุขน่าดู . แต่ความจริงมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น . ต่อให้ชีวิตของเราจะมี ความสะดวกสบายมากขึ้นมหาศาล เราก็ยังคงหนีความทุกข์ไม่พ้นอยู่ดี . เพราะมนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวเก่ง . ยกตัวอย่างเช่น . ในสมัยที่การเดินทางยังลำบาก สมองเราก็จะมองว่าการเดินเท้า เป็นระยะเวลา 10 กิโลเมตรใน 1 วัน คือเรื่องปกติและไม่ใช่เรื่องทุกข์อะไร . เราจะรู้สึกทุกข์ก็ต่อเมื่อมีเหตุ ที่ทำให้เราต้องลำบากกว่า การเดินเท้า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วันเท่านั้น . แต่สำหรับทุกวันนี้ การเดินทางมีความสะดวกสบายมากขึ้น สมองของเราก็เลยปรับตัวและมองว่า การเดินทางด้วยรถยนต์ รถไฟ จักรยานยนต์คือเรื่องปกติแทน . ดังนั้น อะไรก็ตามที่ผิดไปจาก “ปกติ” ในยุคปัจจุบัน (เช่น มีเหตุให้ต้องเดินทางด้วยเท้าเปล่า เป็นระยะทาง 10 กิโลเมตรใน 1 วัน) ก็จะสามารถสร้างความทุกข์ให้เราได้ . เป็นต้น . หากมองดูเผินๆ การทำงานของสมองเรานี้ มันดู “หวังร้าย” กับเราเหมือนกันนะครับ . เพราะแทนที่มันจะปล่อยให้เรามีความสุข มันกลับทำตัวเป็น “ก้างขวางคอ” และ “หาเรื่อง” ทำให้เราเป็นทุกข์ซะอย่างนั้น . แต่จริงๆแล้ว สมองเราไม่ได้ “หวังร้าย” กับเราเลยครับ . ลองนึกดูนะครับว่า หากสมองเราไม่มีความสามารถ ในการปรับตัวให้เข้ากับ บริบทต่างๆในชีวิตเราเลย ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร . ใช่ครับ เราจะรู้สึกพึงพอใจกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น . แต่ในขณะเดียวกัน หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น (เช่น รถที่เรากำลังขับ ไม่สามารถเร่งความเร็ว เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้) . เราก็จะไม่รู้ตัวเช่นกัน (เพราะสมองเรายังคงมองว่า ตราบใดที่เราเดินทางได้เร็วกว่า 10 กิโลเมตรภายใน 1 วัน นั่นก็คือเรื่องที่ดีอยู่) . และพอเราไม่รู้ตัว เราก็จะไม่ได้ลงมือ take action อย่างเหมาะสม (เช่น ยังคงขับรถของเราต่อไป ไม่รีบจอดข้างทางเพื่อเช็คว่าเกิดอะไรขึ้น) ซึ่งอาจนำมาสู่ผลลัพธ์ที่อันตรายได้ (เช่น รถพังขณะที่กำลังขับอยู่บนทางด่วน) . ฉะนั้น อย่าโมโหที่สมองเรามีธรรมชาติการทำงานแบบนี้เลยครับ . และสำหรับคนที่อยากจะ “บริหารจัดการ” ธรรมชาติของสมองตัวเองให้ “ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง” . (กล่าวคือ ยังคงความสามารถ ในการปรับตัวเข้ากับบริบทในชีวิต โดยไม่ให้ตัวเองเป็นทุกข์ง่ายเกินไป) . สิ่งหนึ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ก็คือ การจงใจพาตัวเองไปเผชิญกับ “ความยากลำบาก” ทีละเล็กทีละน้อยครับ . ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะนั่งรถมอเตอร์ไซค์เข้าไปในซอย 1 กิโลเมตร เราเลือกที่จะเดินเท้าในช่วง 1 กิโลเมตรนั้นเอง เป็นต้น . หากเราทำแบบนี้ สมองเราก็จะคุ้นชิน กับ “ความยากลำบาก” มากขึ้น ทำให้เราสามารถ enjoy กับชีวิต ในโลกยุคปัจจุบันได้โดยที่เราเองก็จะ ไม่เป็นทุกข์ง่ายเกินไปเช่นกันครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0003-066x.61.4.305 https://doi.org/10.1016/j.joep.2017.02.014 https://doi.org/10.1016/j.jenvp.2015.11.004 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนจะรู้สึกผิด เวลาที่พวกเขาเห็นว่าตัวเอง กำลังรู้สึกอิจฉาคนอื่น . ยกตัวอย่างเช่น อิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี อิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน อิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เป็นต้น . พวกเขารู้สึกผิดเพราะพวกเขามองว่า ความรู้สึกอิจฉาในใจพวกเขานั้น มันคือ “หลักฐาน” ว่าพวกเขาเป็นคนไม่ดี . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้มองแบบนั้นครับ . ผมมองว่าความรู้สึกอิจฉาดังกล่าว มันคือ “เข็มทิศ” ที่ชี้ให้พวกเขาเห็นว่า ตัวเองให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่า . ยกตัวอย่างเช่น . พวกเขาอิจฉาเพื่อนที่มีแฟนดี เพราะการมีแฟนที่ดีคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาน้องที่ได้รับการยอมรับจากคนในบ้าน เพราะการได้รับการยอมรับจากครอบครัวคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . พวกเขาอิจฉาหัวหน้าที่ประสบความสำเร็จในการทำงาน เพราะความสำเร็จในหน้าที่การงานคือเรื่องสำคัญสำหรับพวกเขา . เป็นต้น . การที่เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญสำหรับเรา (ผ่านความรู้สึกอิจฉา) ไม่ได้ทำให้เราเป็นคนแย่เลยครับ . อันที่จริง นี่คือเรื่องดีด้วยซ้ำครับ เพราะมันช่วย “ชี้นำ” ให้เรารู้ว่า เราจะขยับชีวิตตัวเองไปในทิศทางไหนดี . ยกตัวอย่างเช่น ขยับตัวเองไปในทิศทางที่จะเจอแฟนดีๆ ขยับตัวเองในทิศทางที่จะได้รับการยอมรับจากครอบครัว ขยับตัวเองในทิศทางที่จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นต้น . สิ่งที่จะ “ฟันธง” ว่าเราเป็นคนแย่คือ สิ่งที่เรา “ลงมือทำ “เพื่อให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่สำคัญนั้นมากกว่าครับ . ยกตัวอย่างเช่น อยากได้แฟนดีๆ ก็เลยยุแยงให้เพื่อนเลิกกับแฟน อยากได้รับการยอมรับจากที่บ้าน ก็เลยใส่ร้ายป้ายสีน้อง อยากประสบความสำเร็จในการทำงาน ก็เลยเลื่อยขาเก้าอี้หัวหน้า เป็นต้น . ฉะนั้น อย่ารู้สึกผิดที่เรามีความอิจฉาอยู่ในใจเลยครับ . ถ้าเราจะรู้สึกผิดจริงๆ ขอให้เรารู้สึกผิด กับ “การกระทำ” ของเรา (มากกว่า “ความรู้สึก” ของเรา) ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1037/0033-2909.133.1.46 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนไม่มีปัญหากับการรักคนอื่น แต่พอเป็นเรื่องของการรักตัวเอง . …พวกเขากลับ “ไปไม่เป็น” . มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่อยากรักตัวเองนะครับ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงจริงๆ . สำหรับกรณีเช่นนี้ ผมมองว่า “ก้าวแรก” ของการเริ่มต้นรักตัวเองคือการสังเกตดู ช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่กับคนที่พวกเขารัก (เช่น ลูก แฟน พี่น้อง พ่อแม่) . สังเกตและลองตั้งคำถามดูครับว่า “ถ้ามองในสายตาของคนนอก คนนอกเขาจะรู้ได้ยังไงว่าฉันรักคนๆนี้?” . หนึ่งในคำตอบที่ทรงพลังมากที่สุดก็คือ… . แม้ในช่วงเวลาที่คนๆนี้ ทำตัว “ไม่น่ารัก” กับพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังคงรักคนๆนี้อยู่ . และพวกเขาก็ไม่ได้รักคนๆนี้เพียงแค่ “ลมปาก” เท่านั้น แต่พวกเขายังรักคนๆนี้ผ่าน “การกระทำ” ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น แม้ลูกจะใช้คำพูดตวาดเสียงดังใส่ แต่พอฝนเริ่มตกในนาทีต่อมา พวกเขาก็ยังคงกางร่มบังฝนให้ลูกอยู่ดี เป็นต้น . สำหรับคนที่อยากจะ “รักตัวเองให้เป็น” แต่ไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นทำสิ่งนี้ได้ยังไง . การทำสิ่งดีๆให้ตัวเอง (แม้เราจะมองว่าตัวเอง “ไม่คู่ควร” กับสิ่งดีๆเหล่านี้ก็ตาม) ถือเป็น “ก้าวแรก” ที่ไม่เลวเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/record/1999-04037-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราเจอกับปัญหาในชีวิต เราพยายามคิดๆๆๆๆอยู่นาน แต่เราก็คิดไม่ออกเสียที? . (เช่น จะเลิกกับแฟนดีไหม จะเลือกสมัครงานที่ไหนดี จะนำเสนอสินค้าให้ถูกใจลูกค้ายังไง เป็นต้น) . ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำยังไงดี? . สิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้ อาจฟังดู “กำปั้นทุบดิน” หน่อยนะครับ . แต่ในสถานการณ์แบบนี้ สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้ คือการหยุดคิดครับ . หยุดคิดและพาตัวเองไปทำอย่างอื่น . ปล่อยให้ความคิดของเรา ได้ล่องลอยแบบไร้จุดหมาย โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าเราจะ “คิดออก” เมื่อไหร่ . สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ในหลายๆครั้ง พอเราหยุดคิด “คำตอบ” มันกลับโผล่เข้ามาในหัวเรา อย่างง่ายดายซะอย่างงั้น . เพราะเมื่อเราหยุดใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง นั่นเท่ากับเรากำลัง “เปิดช่อง” ให้สมองส่วนอื่น (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา) ทำงานได้อย่างเต็มที่มากขึ้นนั่นเองครับ . แน่นอนครับว่าการทำแบบนี้ มันอาจไม่สามารถการันตีได้ว่า เราจะคิดออกในท้ายที่สุด . แต่อย่างน้อย มันก็เป็นหนทางที่เรา จะได้ใช้ “พลังสมอง” ของเรา (ทั้งสมองส่วนที่เราควบคุมได้และควบคุมไม่ได้) ในการขบคิดอย่างเต็มที่ที่สุดแล้วครับ . ฉะนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราคิดอะไรไม่ออก แทนที่เราจะพยายาม “เอาหัวชนกำแพง” ต่อไปเรื่อยๆ การเก็บเรื่องนั้น “เข้าไปในลิ้นชัก” สักหน่อย อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าก็ได้นะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3389/fpsyg.2016.01076 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15326934crj1601_13 #จิตวิทยา #siamstr