ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า
พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง
.
(ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet
ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น)
.
แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน
“พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด
(แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ
.
สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ
ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น
แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง…
.
การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ
(เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน)
มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น
(เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง
เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน)
แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย
(เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ)
.
ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง
ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น
มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย
ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้
การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต
.
เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา
และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ
ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ
ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
(ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ
เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้
มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า
สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น
แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ
อ้างอิง
https://doi.org/10.3390/bs12040109
https://doi.org/10.3390/ijerph14030234
https://doi.org/10.3390/ani15081143
https://doi.org/10.3390/ijerph14050490
SpringerLink
Companion animals and child development outcomes: longitudinal and cross-sectional analysis of a UK birth cohort study - BMC Pediatrics
Background Research into the impact of social relationships on childhood and adolescent health and wellbeing has been largely limited to children&#...
The Impact of Petting and Building Relationships with Pets in Childhood on Future Personality Development
Relationships with pets for children are important in their stage of personality development. Interacting with pets for a long time will cause chil...
หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่
.
เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่
มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน
.
พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น
พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก
.
มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ
แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
.
และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก
ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง
.
มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า
“นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ!
ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!”
.
มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น
พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม
ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก
.
พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่!
.
ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด
(ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว
พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น)
.
“หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ
การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย
.
จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้
มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้
.
แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ
connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย
.
และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า
connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น
มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้
.
ในทางกลับกัน
หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด
นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว
เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย
.
เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง
แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ
อ้างอิง
เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น”
(เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน
ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา)
.
…พวกเขาไม่ชอบนะครับ
แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ”
(เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้
สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน)
.
เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น
มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม”
.
แน่นอนครับว่า
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น
มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้
(เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน
ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง
หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา
ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป)
.
แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง
การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ
การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ
.
การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย
หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา)
ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป”
เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง
.
นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า
เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า
.
หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง
ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย
(เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็
ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า
สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้
“รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ
อ้างอิง

ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ
เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี
.
มันคือเรื่องราวของพ่อแม่
ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง
ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด
.
“พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง
กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง
แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน”
มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย
.
ยกตัวอย่างเช่น
ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม
และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด
(เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด)
มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้
เป็นต้น
.
อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน”
สามารถถูกนำมาต่อยอดได้
คือแง่มุมของการใช้ generative AI
(เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ
.
ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล
หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา
หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น
.
ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ
มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ
.
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์
เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน
ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง!
.
แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี?
.
หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ
ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย
ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
(หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”)
ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ
.
สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ
.
แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์
“เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI
ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี
.
อันที่จริง
หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน”
กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็
สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า
แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ
.
เพราะในกรณีของ AI นั้น
หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์
เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์
(อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด)
.
แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น
ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว
วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป
.
หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย
พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์
ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้!
.
ด้วยเหตุนี้
ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา
หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก”
ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์
เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ
อ้างอิง

พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น
พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน
พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย
.
แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้
แบบเต็มปากเต็มคำว่า
ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้
.
เพราะอะไร?
.
เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง
พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้
มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ
.
พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้
.
และเมื่อพวกเขาพบว่า
พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้
พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น
.
นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ
.
เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย
ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน
แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป
.
อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ
ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่
ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม
“แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ
(เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น
.
การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ
ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย
(เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน)
.
แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ
เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง
การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี
ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
(เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน)
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า
เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ
.
ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง
ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว
และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง
(เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ
อ้างอิง
จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย
กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน
สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ
.
พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว
.
มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
.
ฉะนั้น
เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน
จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้
.
พวกเขาทำงานหนัก
เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก
ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้
ฯลฯ
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ
(โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย
ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว)
.
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน)
ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ
พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง
“การเงิน” และ “ความปลอดภัย”
มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย
.
…รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย
.
มันจึงทำให้ในบางครั้ง
ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า
“นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?”
.
พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า
พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก
.
แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว
มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส
ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้
.
นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ
เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป
.
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า…
.
การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี
ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ
.
แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ”
ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ
.
มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ
อ้างอิง
หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย
.
มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา
พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า
“อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี”
.
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา
ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็…
.
ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ
.
เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่
.
มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น
มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง
.
ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้
นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน!
.
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน”
กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ
.
แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน
.
ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ
ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ
.
เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้
(ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่)
.
สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย
เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ
.
…ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน
.
หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน
และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว
เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น
มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ
อ้างอิง

เวลาที่หลายคนมีความรัก
พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท”
ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง
.
มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ
.
เพราะโดยทั่วไปแล้ว
เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก”
ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ)
อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก
.
แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์
การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น
ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้…
.
…หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า
เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง
.
เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย
(ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน
เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย
.
ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง
อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง
และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น
มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน
.
มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก”
ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ…
.
แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น
แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน
และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด
(ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ
ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด)
.
เป็นต้น
.
แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า
การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน
(เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย)
เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ
.
อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น
ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ
.
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า
การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น
มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ
อ้างอิง
ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา
วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน
บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ
เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง
.
แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
เพราะหากเรา “หย่อนยาน”
หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป
ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้
.
ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก
หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน
.
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ
ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน
พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า
.
“เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว”
.
มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา
.
ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว
ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ
การเรียนหรือการทำงานเลยครับ
.
วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย”
แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ
อ้างอิง

หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก
.
พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
.
ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง
มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ
.
แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง
พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา
ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว?
.
คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น”
อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น
.
พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ
“เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้
.
ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น
มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา
ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก
.
ยกตัวอย่างเช่น
.
เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง
(แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย
เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน
ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม)
.
เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา
จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม
เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น”
.
ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด
ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก
และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป
.
มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา
ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น!
.
ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ
“รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก
ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม
ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า
.
เป็นต้น
.
ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์
ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ
การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า
การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่
“อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็
.
มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ!
อ้างอิง
