image ทุกวันนี้ พ่อแม่หลายคนจะพูดแซวๆกันว่า พวกเขาให้ tablet ช่วยเป็น “พี่เลี้ยง” ให้กับลูกของตัวเอง . (ถ้าเป็นช่วงเวลาก่อนที่จะมี tablet ทีวีก็ถือเป็น “พี่เลี้ยง” ประจำยุคสมัยนั้น) . แต่ไม่ว่าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก้าวหน้าไปขนาดไหน “พี่เลี้ยง” คนหนึ่งที่ช่วยดูแลลูกของหลายๆบ้านมาตลอด (แต่อาจจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยนัก) คือสัตว์เลี้ยงครับ . สัตว์เลี้ยงไม่เพียงแค่ตอบโจทย์เด็กๆ ในด้านความสนุกสนานเท่านั้น แต่ยังสามารถตอบโจทย์ในเรื่อง… . การสอนให้เด็กๆมีความรับผิดชอบ (เช่น ต้องให้อาหารในทุกๆวัน) มีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (เช่น ต้อง “อ่านภาษากาย” ของสัตว์เลี้ยง เพื่อจะได้รู้ว่าเขาไม่ชอบให้สัมผัสบริเวณไหน) แถมยังช่วยเด็กๆในด้านอารมณ์ความรู้สึกอีกด้วย (เช่น น้องหมาเดินมานอนหมอบใกล้ๆเวลารู้สึกเสียใจ) . ซึ่งในเรื่องของผลกระทบของสัตว์เลี้ยง ที่มีต่ออารมณ์ความรู้สึกของเด็กๆนั้น มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น แต่มันยังสามารถส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้เลยทีเดียว . ยกตัวอย่างเช่น . เด็กที่กอดสัตว์เลี้ยงบ่อยๆจะ “ซึมซับ” ความรู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกอบอุ่นที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ส่งผลให้เขามี “ต้นทุนทางใจ” ที่ช่วยให้ การสานสัมพันธ์กับคนอื่นเป็นไปได้ง่ายขึ้นในอนาคต . เด็กที่ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มที่จะโตขึ้นมา และมีความเข้าอกเข้าใจในผู้อื่นตอนที่เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะเขาคุ้นชินกับการเข้าใจความรู้สึกและ ความต้องการของสัตว์เลี้ยง (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดไม่ได้) มาเยอะ ฉะนั้น พอเขามีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน (ซึ่งสื่อสารด้วยคำพูดได้) มันยิ่งง่ายขึ้นที่เขาจะ เข้าใจความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ มันจึงไม่น่าแปลกใจที่ครอบครัวจำนวนมากจะพูดกับลูกว่า สัตว์เลี้ยงภายในบ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยงเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนกับ “พี่” หรือ “น้อง” ของลูกอีกด้วยครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/bs12040109 https://doi.org/10.3390/ijerph14030234 https://doi.org/10.3390/ani15081143 https://doi.org/10.3390/ijerph14050490 https://doi.org/10.3390/ijerph16050758 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนกลัวที่จะรักใครสักคนอย่างเต็มที่ . เพราะเมื่อพวกเขาทุ่มเทความรักอย่างเต็มที่ มันเปิดช่องให้พวกเขาเจ็บปวดได้เต็มที่เช่นกัน . พวกเขาต้องการปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่รักใครแบบ “ใส่สุด” อีก . มันเป็นการตัดสินใจที่ “ปลอดภัย” นะครับ แต่มันก็ทำให้พวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก . และเมื่อพวกเขา connect กับคนอื่นได้ยาก ความสัมพันธ์ก็มีโอกาสที่จะ “ไปรอด” น้อยลง . มันจึงยิ่งเป็นการตอกย้ำกับพวกเขาเข้าไปใหญ่ว่า “นี่ไงล่ะ! ความรักมันเป็นเรื่องที่เจ็บปวดนะ! ฉันยิ่งต้องปกป้องตัวเองให้เข้มเลยแหละ!” . มันทำให้พวกเขายิ่งไม่กล้ารักคนอื่นแบบ “ใส่สุด” มากขึ้น พวกเขาจึง connect กับคนอื่นยากยิ่งกว่าเดิม ทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขา “ไปรอด” ยากเข้าไปอีก . พวกเขาก็เลยยิ่งอยากปกป้องตัวเองเข้าไปใหญ่! . ทั้งหมดนี้มันกลายเป็นเป็นวังวนความเจ็บปวด (ที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่เจ้าตัว พยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดนั้น) . “หนทาง” ที่จะออกจากวังวนนี้ได้คือ การเลิกพยายามปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด และเริ่มต้น “ใส่สุด” กับความรักมากขึ้นทีละเล็กทีละน้อย . จริงอยู่ครับว่าการตัดสินใจเช่นนี้ มันอาจทำให้เราเจ็บปวดได้ . แต่มันก็เปิดโอกาสให้เราสามารถ connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่ด้วย . และถ้าเราโชคดี เราก็อาจจะพบว่า connection ที่เรามีกับคนอื่นนั้น มัน “คุ้มค่า” กับความเสี่ยงที่จะเจ็บปวด…ก็เป็นได้ . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวด นอกจากเราจะไม่สามารถทำได้แล้ว เรายังโดดเดี่ยวตัวคนเดียวอีกด้วย . เราอาจไม่มีสิทธิ์หลีกหนีจากความเจ็บปวดได้ก็จริง แต่เรามีสิทธิ์เลือกได้ว่าเราจะอ้าแขนต้อนรับความโดดเดี่ยวหรือไม่ครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1038/s41598-025-24119-z https://doi.org/10.1177/02654075241244821 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนถูกคนอื่น “ล้ำเส้น” (เช่น เอาเปรียบเรื่องการทำงาน ใช้คำพูดล้อเลียนรูปร่างหน้าตา) . …พวกเขาไม่ชอบนะครับ แต่พวกเขาก็ลังเลที่จะ “โต้กลับ” (เช่น ปฏิเสธที่จะทำงานที่ถูกโยนมาให้ สื่อสารให้อีกฝ่ายรู้ว่าตัวเองไม่โอเคกับคำล้อเลียน) . เพราะพวกเขามองว่าการ “โต้กลับ” นั้น มัน “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” . แน่นอนครับว่า การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” นั้น มันมีอยู่จริงและมันสามารถเกิดขึ้นได้ (เช่น “โต้กลับ” เมื่อถูกอีกฝ่ายโยนงาน ให้เราทำด้วยการโยนงานเราให้อีกฝ่ายทำบ้าง หรือการ “โต้กลับ” เมื่ออีกฝ่ายใช้คำล้อเลียนเรา ด้วยการใช้คำด่าทอหยาบคายกลับไป) . แต่มันมีความแตกต่างระหว่าง การ “โต้กลับ” แบบ “รุนแรงเกินไป” กับ การ “โต้กลับ” แบบ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” อยู่ครับ . การ “ยืนหยัดเพื่อตัวเอง” จะมุ่งเน้นให้อีกฝ่าย หยุด “ล้ำเส้น” เรา (จากเดิมที่ “ล้ำเส้น” เรา) ในขณะที่ถ้ามัน “รุนแรงเกินไป” เราจะกลายเป็นคนที่ “ล้ำเส้น” อีกฝ่ายเสียเอง . นี่ถือเป็น “ไม้บรรทัด” ที่เราสามารถใช้วัดได้ว่า เรากำลัง “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” หรือเปล่า . หากการ “โต้กลับ” ของเราไม่ได้จบลง ที่ตัวเราไป “ล้ำเส้น” อีกฝ่าย (เพียงแค่ให้อีกฝ่ายหยุด “ล้ำเส้น” เรา) ล่ะก็ ขอให้มั่นใจได้ในเบื้องต้นเลยครับว่า สิ่งที่เราได้ทำลงไปนั้นมันไม่ได้ “รุนแรงเกินไป” หรือ “ไม่เหมาะสม” แน่นอนครับ อ้างอิง https://doi.org/10.5812/ircmj.21096 #จิตวิทยา #siamstr
image ผมเชื่อว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับ เรื่อง “พ่อแม่รังแกฉัน” เป็นอย่างดี . มันคือเรื่องราวของพ่อแม่ ที่ตามใจลูกไปหมดทุกอย่าง ส่งผลให้ลูก “เสียคน” ในท้ายที่สุด . “พ่อแม่รังแกฉัน” อาจจะเกี่ยวข้อง กับการเลี้ยงลูกเป็นหลักก็จริง แต่เราสามารถนำ “พ่อแม่รังแกฉัน” มาต่อยอดในความสัมพันธ์อื่นๆได้ด้วย . ยกตัวอย่างเช่น ในบริบทของการทำงาน หากเราเป็นหัวหน้าทีม และเรารายล้อมไปด้วยคนที่ say yes กับเราไปหมด (เหมือนพ่อแม่ที่ตามใจลูกไปหมด) มันอาจส่งผลให้เรากลายเป็นหัวหน้าทีมที่แย่ได้ เป็นต้น . อีกหนึ่งแง่มุมที่ “พ่อแม่รังแกฉัน” สามารถถูกนำมาต่อยอดได้ คือแง่มุมของการใช้ generative AI (เช่น ChatGPT, Gemini) ในชีวิตของเราครับ . ทุกวันนี้ เวลาที่เราต้องการหาข้อมูล หรือเวลาที่เรามีปัญหาส่วนตัวและต้องการคำปรึกษา หลายคนเริ่มหันมาใช้ AI กันมากขึ้น . ซึ่งลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของ AI ก็คือ มันมักจะ “อวย” หรือ “คล้อยตาม” เราเสียเยอะ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เรากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ เดียวกันกับหัวหน้าที่รายล้อมไปด้วยคน ที่พร้อมจะ say yes เต็มไปหมด (อย่างที่ผมกล่าวไว้ในข้างต้น) นั่นเอง! . แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์ “AI รังแกฉัน” นี้ยังไงดี? . หนึ่งในวิธีรับมือที่ง่ายที่สุดก็คือ ทุกครั้งที่เราคุยกับ AI ให้เรา “ทิ้งท้าย” การพูดคุย ด้วยการป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ (หรือแม้กระทั่ง “ตั้งใจขยี้ช่องโหว่”) ในทุกสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างตรงไปตรงมาครับ . สิ่งที่ผมพิมพ์มานี้…อาจฟังดูน่ากลัวนะครับ . แต่ในที่สุดแล้ว ต่อให้ AI จะวิพากษ์วิจารณ์ “เนื้อหา” หนักขนาดไหน แต่นิสัย “ชอบอวย” ของ AI ก็จะทำให้ AI เลือกใช้คำพูดที่ “ฟังง่าย” สำหรับเราอยู่ดี . อันที่จริง หากจะเทียบกันระหว่าง “AI รังแกฉัน” กับ “หัวหน้าที่เจอแต่คน say yes” ล่ะก็ สถานการณ์ “AI รังแกฉัน” ยังนับว่า แก้ไขได้ง่ายกว่าพอสมควรเลยครับ . เพราะในกรณีของ AI นั้น หากเราป้อนคำสั่งให้ AI วิพากษ์วิจารณ์ เจ้า AI ก็จะวิพากษ์วิจารณ์ (อย่างมีศิลปะในการใช้คำพูด) . แต่ในกรณีของหัวหน้านั้น ต่อให้หัวหน้าจะบอกให้คนรอบตัว วิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา คนรอบตัวก็ใช่ว่าจะยอมคล้อยตามเสมอไป . หรือแม้ว่าคนรอบตัวจะยอมคล้อย พวกเขาก็ใช่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยคำพูดที่ “ฟังง่าย” แบบ AI ได้! . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากเชิญชวนให้พวกเรา หันมาป้องกันไม่ให้ “AI รังแก” ด้วยการหมั่นป้อนคำสั่งให้ AI วิจารณ์ เราอย่างตรงไปตรงมาเสมอๆครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากได้รับการยอมรับจากคนอื่น พวกเราหลายคนอยากพักผ่อน พวกเราหลายคนอยากให้คนอื่นยื่นมือเข้ามาช่วย . แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับได้ แบบเต็มปากเต็มคำว่า ตัวเองมีความต้องการเหล่านี้ . เพราะอะไร? . เพราะหลายคนตัดสินตัวเอง พวกเขามองว่าความต้องการเหล่านี้ มัน “ไม่เหมาะสม” “ฟังดูเด็กน้อย” ฯลฯ . พวกเขาพยายามออกคำสั่งให้ใจตัวเองหยุดต้องการสิ่งเหล่านี้ . และเมื่อพวกเขาพบว่า พวกเขาไม่สามารถบังคับใจตัวเองได้ พวกเขาก็เลือกที่จะเมินเฉยต่อความต้องการเหล่านั้น . นี่ถือเป็น “ระเบิดเวลา” ครับ . เพราะไม่ว่าพวกเขาจะพยายามเมินเฉย ต่อความต้องการตัวเองขนาดไหน แต่ในที่สุดแล้ว ความต้องการดังกล่าวก็ไม่ได้หายไป . อันที่จริง ยิ่งพวกเขาไม่สนใจ ความต้องการตัวเองมากเท่าไหร่ ความต้องการนั้นก็จะยิ่งพยายาม “แสดงตัว” ออกมาในรูปแบบต่างๆ (เช่น รู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเหนื่อย รู้สึกเคว้งคว้าง) มากเท่านั้น . การ “แสดงตัว” ในช่วงแรกอาจจะ ออกมาในรูปแบบที่ “เบา” สักหน่อย (เช่น รู้สึกเหนื่อยล้าในบางวัน) . แต่หากพวกเขายังคงยืนยันที่จะ เมินเฉยต่อความต้องการตัวเอง การ “แสดงตัว” ก็จะเริ่มเพิ่มดีกรี ความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ไม่มีแรงที่จะทำอะไร แม้กระทั่งลุกจากเตียงนอน) . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากนำเสนอว่า เราอย่าตัดสินความต้องการของตัวเองกันเลยครับ . ยอมรับการมีอยู่ของความต้องการตัวเอง ตั้งใจฟังความต้องการดังกล่าว และหาทางเติมเต็มความต้องการนั้นให้เป็นจริง (เท่าที่จะทำได้ภายใต้ข้อจำกัดของชีวิต ณ ขณะนั้น) กันดีกว่าครับ อ้างอิง #จิตวิทยา #siamstr
image จากประสบการณ์ที่ผมได้มีโอกาสพูดคุย กับผู้ชายที่รับบท “คุณพ่อ” และ “สามี” มาหลายคน สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ . พวกเขาจะมองว่า หน้าที่หลักของตัวเองคือ “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” ของครอบครัว . มันคือมุมมองสไตล์ “ช้างเท้าหน้า” ที่คนไทยเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี . ฉะนั้น เราจึงเห็นพวกเขาทุ่มเทเวลาและพลังงาน จำนวนมากไปกับเรื่องเหล่านี้ . พวกเขาทำงานหนัก เช็คว่าลูกนอนหลับดีไหมกลางดึก ซ่อมประตูบ้านให้ใช้งานได้ ฯลฯ . ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ดีนะครับ (โดยเฉพาะเมื่อเราเทียบกับผู้ชาย ที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว) . ปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ชาย (บางส่วน) ที่มีความรับผิดชอบเหล่านี้ก็คือ พวกเขาโฟกัสกับการทำหน้าที่ในเรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากจนไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งอื่นๆเลย . …รวมถึงความใกล้ชิดกับคนในครอบครัวด้วย . มันจึงทำให้ในบางครั้ง ผู้ชายกลุ่มนี้ก็จะเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “นี่ฉันกำลังเหนื่อยไปเพื่ออะไร?” . พวกเขาเข้าใจในเชิงเหตุผลแหละครับว่า พวกเขากำลังเหนื่อยเพื่อครอบครัวที่พวกเขารัก . แต่ด้วย “ระยะห่าง” ที่พวกเขามีกับครอบครัว มันจึงเป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะสัมผัส ถึง “ความรัก” ภายในครอบครัวนั้นได้ . นี่คือจุดบอดของการยึดในหน้าที่และความรับผิดชอบ เรื่อง “การเงิน” และ “ความปลอดภัย” มากเกินไป . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากที่จะเชิญชวนว่า… . การเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่มี ความรับผิดชอบนั้นเป็นเรื่องที่ดีครับ . แต่อย่าลืมเป็น “สามี” หรือ “คุณพ่อ” ที่ใกล้ชิดกับสมาชิกภายในบ้านด้วยนะครับ . มันจะช่วยให้เรามีพลังที่จะ “สู้เพื่อครอบครัว” ได้อีกเยอะเลยล่ะครับ อ้างอิง https://doi.org/10.3390/children10081357 https://doi.org/10.1093/wbro/lkae009 https://doi.org/10.1017/gmh.2024.70 #จิตวิทยา #siamstr
image หนึ่งในความรู้สึกที่ “รับได้ยาก” มากที่สุดคือความรู้สึกอับอาย . มัน “รับได้ยาก” จนถึงขั้นที่คนไทยเรา พูดกันบ่อยๆเลยครับว่า “อายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี” . อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยา ที่สามารถกำจัดความรู้สึกอับอายให้หายไปได้ขึ้นมาล่ะก็… . ผมจะยังไม่แนะนำให้เราหยิบยานั้นมาทานครับ . เพราะความรู้สึกอับอายมีหน้าที่ที่สำคัญอยู่ . มันช่วยให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราได้พูดหรือทำไปนั้น มันผิดพลาดตรงไหน มันจะปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ยังไง . ฉะนั้น หากเราไม่สามารถรู้สึกอับอายได้ นั่นก็หมายความว่าเราไม่สามารถเรียนรู้และเติบโตได้เช่นกัน! . อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้กำลังเสนอให้เรา “กัดฟันทน” กับความรู้สึกอับอายโดยไม่ทำอะไรเพิ่มนะครับ . แบบนั้น…ก็ไม่ดีเช่นกัน . ถ้าเราเพียงแค่ “กัดฟันทน” อยู่กับความรู้สึกอับอายเฉยๆ ความรู้สึกอับอายนั้นก็จะเข้มข้นอยู่ในใจเราไปเรื่อยๆ . เพราะการ “กัดฟันทน” เฉยๆนั้นไม่ได้ช่วยให้เราเกิดการเรียนรู้ (ว่าความรู้สึกอับอายนั้นกำลังพยายามบอกอะไรกับเราอยู่) . สิ่งที่ผมต้องการจะนำเสนอก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้สึกอับอาย เราอย่าปฏิเสธมัน อย่าวิ่งหนีจากมัน อย่า “กัดฟันทน” อยู่กับมันเฉยๆ . …ให้เราตั้งคำถามกับมันด้วยความอยากรู้ว่า “เธออยากจะบอกอะไรกับฉัน” แทน . หลังจากที่เราได้ยินคำตอบจากมัน และตั้งใจที่จะเอาคำตอบของมันไปปฏิบัติในอนาคตแล้ว เราก็จะพบว่า ความรู้สึกอับอายนั้น มันจะค่อยๆลดระดับความเข้มข้นในใจเราลงโดยอัตโนมัติเลยครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.85.4.594 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่หลายคนมีความรัก พวกเขาคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ให้กับความรักนี้ในระดับที่เท่ากันกับตัวพวกเขาเอง . มันเป็นความคาดหวังที่ไม่น่าแปลกใจนะครับ . เพราะโดยทั่วไปแล้ว เราคงไม่อยากเป็น “เดอะแบก” ที่คอยให้ๆๆ (ส่วนแฟนก็คอยรับๆๆ) อยู่ฝ่ายเดียวในความสัมพันธ์เท่าไหร่นัก . แต่ต่อให้เราไม่ใช่ “เดอะแบก” ในความสัมพันธ์ การคาดหวังให้อีกฝ่าย “ทุ่มเท” ในระดับที่พอๆกับเรานั้น ก็ยังสามารถสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นได้… . …หากเรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจอย่างเหนียวแน่นว่า เราอยากจะเห็นพฤติกรรมอะไรจากอีกฝ่ายบ้าง . เพราะมันอาจทำให้เรามองข้ามความ “ทุ่มเท” อื่นๆของอีกฝ่าย (ที่ไม่ตรงกับสิ่งที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจว่าอยากจะเห็น) ได้ . ยกตัวอย่างเช่น . เราเคยเสนอตัวว่าจะช่วยแฟนทำงาน เพราะตอนนั้นเราเห็นว่าแฟนกำลังป่วย . ฉะนั้น พอเรากำลังป่วย เราก็คาดหวัง อยากให้แฟนเสนอตัวช่วยเราทำงานบ้าง และพอแฟนไม่ได้ทำเช่นนั้น มันก็ทำให้เรารู้สึกผิดหวังในตัวแฟน . มันทำให้เรามองว่าตัวเองเป็น “เดอะแบก” ที่ “ทุ่มเท” ให้กับแฟนมากกว่าที่แฟน “ทุ่มเท” ให้กับเรา . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามองข้ามไปก็คือ… . แม้แฟนจะไม่ได้ช่วยเราทำงานในวันนั้น แต่แฟนรับผิดชอบงานบ้าน และการดูแลลูกในช่วงที่เรากำลังป่วยทั้งหมด (ซึ่งปกติแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นความรับผิดชอบ ร่วมกันระหว่างเรากับแฟนมาโดยตลอด) . เป็นต้น . แน่นอนครับ ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การคาดหวังพฤติกรรมบางอย่างจากแฟน (เช่น การเสนอตัวช่วยทำงานในยามที่เราเจ็บป่วย) เป็นเรื่องที่ “ผิด” นะครับ . อันที่จริง หากเรามีความต้องการที่ชัดเจนเช่นนั้น ผมสนับสนุนให้เราสื่อสารความต้องการดังกล่าวกับแฟนด้วยซ้ำ . อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผมไม่สนับสนุนคือการฟันธงทันทีทันใดว่า การที่แฟนไม่ได้ทำตามที่เรา “ล็อกเป้า” ไว้ในใจนั้น มันคือการที่แฟนไม่ได้ “ทุ่มเท” ให้กับความสัมพันธ์นี้มากเท่ากับเราครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1177/00332941221092659 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่เรายังเป็นนักเรียนนักศึกษา วันที่เรา “สอบติด” โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้สำเร็จ เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง . แต่เรารู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น . เพราะหากเรา “หย่อนยาน” หลังจากที่ “สอบติด” มากเกินไป ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้ . พอเราเข้าสู่วัยทำงาน วันที่เรา “ได้งาน” ใน บริษัทหรือองค์กรหรือหน่วยงานที่ต้องการได้สำเร็จ เราอาจจะใช้เวลาในวันนั้นไปกับการเฉลิมฉลองก็จริง . แต่เราก็รู้อีกเช่นกันว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น . เพราะหากเรา “หย่อนยาน” หลังจากที่ “ได้งาน” มากเกินไป ในที่สุดแล้ว เราก็อาจถูกเชิญออกได้ . ในทางกลับกัน พอเป็นเรื่องของความรัก หลายคนกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องการเรียน/การทำงาน . เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับหลายๆคนก็คือ ทันทีพวกเขาตกลงเป็นแฟน/หมั้นหมาย/แต่งงาน พวกเขาจะเกิดความคิดขึ้นมาในใจว่า . “เอาล่ะ! ฉันถึงเส้นชัยแล้ว ฉันผ่อนคลายได้แล้ว ฉันไม่ต้องพยายามอีกแล้ว” . มันทำให้พวกเขา “ปล่อยจอย” ในความสัมพันธ์อย่างแรง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาความสัมพันธ์ในเวลาต่อมา . ทั้งๆที่ในความเป็นจริงแล้ว ความรักก็ไม่ต่างอะไรกับ การเรียนหรือการทำงานเลยครับ . วันที่เรา “ได้มา” ไม่ใช่วันที่เรา “ถึงเส้นชัย” แต่มันคือจุดเริ่มต้นของความพยายามอย่างต่อเนื่องมากกว่าครับ อ้างอิง https://doi.org/10.1111/jmft.12007 https://doi.org/10.1037/pspp0000492 #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนให้ความสำคัญกับการ “พึ่งพาตัวเอง” เป็นอย่างมาก . พวกเขามองว่าการขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ถือเป็นการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” . ซึ่งหากจะมองในแง่หนึ่ง มุมมองลักษณะนี้…ถือว่ามีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ . แต่จะเกิดอะไรขึ้น…หากว่าวันหนึ่ง พวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่พวกเขา ไม่สามารถ “เอาอยู่” ได้ด้วยตัวคนเดียว? . คำว่า “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” อาจกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นไม่ให้พวกเขาขอความช่วยเหลือจากคนอื่น . พวกเขาอาจพยายามฝืนที่จะ “เอาให้อยู่” ด้วยตัวเองคนเดียวให้ได้…ทั้งๆที่มันเป็นไปไม่ได้ . ส่งผลให้ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการฝืนนั้น มีความรุนแรงกว่า เมื่อเทียบกับกรณีที่พวกเขา ตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตั้งแต่แรก . ยกตัวอย่างเช่น . เราพยายามที่จะทำงานทุกอย่างภายในทีมด้วยตัวเอง (แม้ว่างานบางส่วนจะเป็นงานที่เราไม่คุ้นเคย เพราะหัวหน้าทีมเพิ่งจะมอบหมายงาน ดังกล่าวให้เราทำเป็นครั้งแรกก็ตาม) . เราไม่อยากแม้แต่จะเอ่ยปากขอคำปรึกษา จากเพื่อนร่วมทีมหรือหัวหน้าทีม เพราะเราไม่ต้องการ “รบกวนคนอื่น” . ในที่สุด งานที่เราทำก็เกิดข้อผิดพลาด ส่งผลให้บริษัทสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก และทำให้ทุกคนในทีมอดได้โบนัสประจำปีไป . มันจึงกลายเป็นว่าความพยายามของเรา ที่จะไม่ “รบกวนคนอื่น” กลับส่งผลให้เรา “รบกวนคนอื่น” ซะอย่างนั้น! . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะ “รบกวนคนอื่น” ตั้งแต่แรก ข้อผิดพลาดก็จะไม่เกิดขึ้น และทุกคนในทีม ก็จะได้โบนัสประจำปีกันถ้วนหน้า . เป็นต้น . ด้วยเหตุนี้ แม้ผมจะมองเห็นประโยชน์ ของการ “พึ่งพาตัวเอง” แต่ถ้าเรายึดติดกับ การ “พึ่งพาตัวเอง” มากจนทำให้เรามองว่า การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นคือการการกระทำที่ “อ่อนแอ” “ไร้ความสามารถ” “เป็นภาระคนอื่น” ล่ะก็ . มันอาจจะนำมาสู่ผลเสียมากกว่าผลดี…ก็เป็นได้ครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1002/erv.3052 https://doi.org/10.1037/prj0000138 #จิตวิทยา #siamstr