image หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว . ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม . มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ” . เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว . แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี! . ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ . แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ? . แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม) . เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้! . แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย . ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ” ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน . ยกตัวอย่างเช่น . เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า . เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด . เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด . และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่ เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด . แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว . แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้) . ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน . นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา . ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา (ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง) จะเป็นอะไรต่อไป . มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ (แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี) . แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ! . ผมต้องการให้การเริ่มต้น มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า “ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!” . ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก . เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก . และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ . และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว! . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ” แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ! #จิตวิทยา #siamstr อ้างอิง https://doi.org/10.1007/BF03000093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011 https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003 https://doi.org/10.1177/0146167204271420
หนึ่งสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด สำหรับหลายๆคนคือความล้มเหลว . ไม่ว่าความล้มเหลวนั้นจะเป็นเรื่อง การเรียน การทำงาน ความรัก หรือเรื่องอะไรก็ตาม . มันทำให้พวกเขาตัดสินใจที่จะ “ไม่ลงมือทำ” . เพราะถ้าพวกเขา “ไม่ลงมือทำ” พวกเขาก็จะไม่ล้มเหลว . แต่ถ้ามองในมุมหนึ่ง การ “ไม่ลงมือทำ” เลยนั้น มันก็คือความล้มเหลวในรูปแบบหนึ่งอยู่ดี! . ดังนั้น การรับมือกับความกลัวล้มเหลว ด้วยการ “ไม่ลงมือทำ” จึงไม่ใช่คำตอบ . แล้วอะไรกันนะ…ที่จะเป็นคำตอบ? . แน่นอนครับว่า…คำตอบก็คือการ “ลงมือทำ” (แม้จะยังไม่หายกลัวก็ตาม) . เวลาที่เรา “ลงมือทำ” เราอาจจะไม่สามารถ การันตีความสำเร็จได้ก็จริง แต่อย่างน้อยที่สุด มันจะป้องกันไม่ให้เราล้มเหลวจากการ “ไม่ลงมือทำ” ได้! . แต่การเริ่มต้น “ลงมือทำ” โดยที่ยังมีความกลัวปกคลุมอยู่ในใจนั้น…มันไม่ใช่เรื่องง่าย . ดังนั้น หากเราจะเริ่มต้น “ลงมือทำ” ขอให้เราเริ่มต้นกับเรื่องที่น่ากลัวน้อยที่สุดก่อน . ยกตัวอย่างเช่น . เรากลัวที่จะนำเสนองานต่อหน้าลูกค้า . เรากลัวที่จะมี spotlight ฉายเข้ามา เรากลัวที่จะถูกคนอื่นจับจ้อง เรากลัวว่าคนอื่นจะมองเราแย่หากเราพูดผิด . เราเลย “ปัด” ให้เพื่อนร่วมทีมทำสิ่งนี้มาโดยตลอด . และไม่ใช่แค่การนำเสนองานกับลูกค้าเท่านั้นนะครับ ทุกครั้งที่เราเข้ามานั่งอยู่ในห้องประชุม แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังนั่งอยู่ เพราะเราจะนั่งเงียบๆมาโดยตลอด . แต่เราไม่อยากถูกความกลัวครอบงำจิตใจในเรื่องนี้อีกแล้ว . แต่ถ้าจะให้เราเริ่มต้นด้วยการนำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าในการประชุมครั้งต่อไปเลย มันก็มากเกินกว่าที่เรารับมือไหว (ในตอนนี้) . ฉะนั้น เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการพูดทักทาย คนที่เข้ามาร่วมประชุมสัก 2-3 ประโยค ก่อนที่การประชุมจะเริ่มเข้าสู่ “เนื้อหา” ดูก่อน . นี่ถือเป็นก้าวแรกของเรา . ถ้าเราทำก้าวแรกได้แล้ว เราค่อยคิดว่าก้าวที่สองของเรา (ซึ่งท้าทายมากกว่าก้าวแรกนิดหนึ่ง) จะเป็นอะไรต่อไป . มันอาจจะฟังดูเป็นการเริ่มต้นที่ “ง่ายเว่อร์” นะครับ (แม้คนที่รู้สึกกลัวหลายคนก็อาจจะยังมองว่ามัน “ง่าย” อยู่ดี) . แต่นั่นแหละครับคือสิ่งที่ผมต้องการ! . ผมต้องการให้การเริ่มต้น มันง่ายมากจนทำให้เราคิดว่า “ง่ายแบบนี้…ฉันต้องทำแล้วแหละ!” . ผมต้องการให้เกิดการ “ลงมือทำ” ก้าวแรก . เพราะถ้าเรามีก้าวแรก ก้าวที่สองก็มีโอกาสที่จะตามมา และถ้าก้าวที่สองตามมา ก้าวที่สามก็จะมีโอกาสตามมาอีก . และตามด้วยก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก ฯลฯ . และเมื่อเวลาผ่านไป เราก็จะเริ่มสังเกตเห็นว่า ยิ่งเราได้ “ลงมือทำ” ไปหลายๆก้าว ความกลัวมันจะเริ่มมีอิทธิพลในใจเราน้อยลงเรื่อยๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง พอเรารู้ตัวอีกที เราก็อาจจะกลายเป็นคนที่นำเสนองาน ต่อหน้าลูกค้าได้เป็นร้อยเป็นพันแบบสบายๆแล้ว! . กล่าวโดยสรุปก็คือ… . ถ้าเรากลัวล้มเหลว ทางออกของเราไม่ใช่การ “ไม่ลงมือทำ” แต่คือการเริ่มต้น “ลงมือทำ” มากขึ้นทีละเล็กทีละน้อยมากกว่าครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1007/BF03000093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11553-011 https://doi.org/10.1111/1467-6494.7105003 https://doi.org/10.1177/0146167204271420 #จิตวิทยา #siamstr image
image หลายๆคนยกความสุขไปไว้ในอนาคต . ยกตัวอย่างเช่น “ในวันที่ฉันได้รับ promotion ฉันก็จะมีความสุข” “ในวันที่ฉันแต่งงาน ฉันก็จะมีความสุข” “ในวันที่ฉันสอบติดคณะสาขาที่ต้องการ ฉันก็จะมีความสุข” เป็นต้น . การยกความสุขไปไว้ในอนาคตเช่นนี้ มีประโยชน์ในแง่ของการกระตุ้น ให้เรามี “แรงใจ” ในบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ . แต่ถ้ามองในแง่ของการมีชีวิตที่มีความสุขแล้ว หลายครั้ง การทำเช่นนี้จบลงที่การ “หลอกตัวเอง” (โดยที่ตัวเราเองก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจ) . เพราะในวันที่เราบรรลุเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ได้ (เช่น วันที่เราได้รับการเลื่อนตำแหน่ง) ใจเราก็มีแนวโน้มที่จะตั้งเป้าหมายใหม่ให้เราวิ่งไล่ตามต่อ . มันจึงกลายเป็นว่า แม้ในวันที่เราบรรลุเป้าหมายได้สำเร็จ ความสุขก็ยังคงเป็นเรื่องของอนาคตอยู่ดี! . เราจะแก้ปัญหานี้กันยังไงดี? เราจะแก้ปัญหานี้ด้วยการใช้ชีวิตแบบไม่มีเป้าหมายดีไหม? . ผมมองว่านั่นไม่ใช่คำตอบครับ . เพราะหากเราไม่มีเป้าหมายเลย มันจะทำให้ชีวิตเราล่องลอยไร้จุดหมาย . …ซึ่งก็สร้างความทุกข์ให้กับเราได้เช่นกัน . ถ้าอย่างนั้น… . เราแก้ปัญหานี้ด้วยการหยิบเป้าหมายใหญ่ๆนั้น (เช่น การได้รับเลื่อนตำแหน่ง) มาซอยให้กลายเป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง เพื่อที่เราจะได้มีความสุข “ระหว่างทาง” ที่กำลังมุ่งหน้าเข้าสู่เป้าหมายใหญ่นั้นดีไหม? . ยกตัวอย่างเช่น ก่อนที่จะเราจะได้รับเลื่อนตำแหน่ง เราเริ่มจากการตั้งเป้าที่จะเป็นพนักงาน ที่ทำงานได้โดดเด่นประจำไตรมาสก่อน เป็นต้น . ผมมองว่านี่คือทางเลือกที่ดีกว่า การใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมายนะครับ . แต่ผมมองว่า “รายละเอียด” ของ เป้าหมายขนาดเล็กนั้นมีความสำคัญมาก . เพราะต่อให้เราจะหยิบเป้าหมายขนาดใหญ่ มาซอยลงเป็นเป้าหมายขนาดเล็กแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจจะไม่ได้สวยงามก็ได้ หาก “รายละเอียด” ของเป้าหมายขนาดเล็กนั้นไม่เหมาะสม . แล้ว “รายละเอียด” ของเป้าหมายที่เหมาะสมนั้น…มีอะไรบ้าง? . ผมมองว่า “รายละเอียด” ที่เด่นๆมีอยู่ 2 จุดด้วยกันครับ . จุดแรก หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น “เป้าหมายรายวัน” (ไม่ใช่รายปี รายครึ่งปี รายไตรมาส ฯลฯ) . ยกตัวอย่างเช่น . การเป็นพนักงานดีเด่นประจำไตรมาส เป็นเป้าหมายที่มีขนาดเล็กกว่า การได้รับเลื่อนตำแหน่งก็จริง แต่มันยังไม่ใช่ “เป้าหมายรายวัน” . ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าว่า เราจะปิดการขายกับลูกค้า ให้ได้ 3 คนก่อนเลิกงานวันนี้ นี่ถือเป็น “เป้าหมายรายวัน” . เป็นต้น . จุดที่สอง หากเราต้องการที่จะมีความสุขได้ในทุกๆวัน เป้าหมายขนาดเล็กนี้ก็ควรจะเป็น สิ่งที่เราทำสำเร็จได้ด้วยตัวเอง (ไม่พึ่งพาปัจจัยภายนอก เช่น คนอื่นๆ สภาพอากาศ) . เพราะต่อให้เราจะมี “เป้าหมายรายวัน” แต่หากเราไม่สามารถบรรลุเป้าได้ในทุกๆวัน (เพราะปัจจัยภายนอกไม่เอื้ออำนวย) เราก็คงจะไม่สามารถมีความสุขในทุกๆวันได้ . ยกตัวอย่างเช่น . การปิดการขายกับลูกค้าให้ได้ 3 คน ก่อนเลิกงานวันนี้เป็น “เป้าหมายรายวัน” ก็จริง แต่นี่คือเป้าหมายที่เราไม่สามารถ ทำสำเร็จได้ด้วยตัวเองคนเดียว (เพราะถ้าลูกค้าเลือกที่จะไม่ซื้อ ทุกอย่างก็จบ) . ในทางกลับกัน หากเราตั้งเป้าไว้ว่า เราจะนำเสนอสินค้ากับลูกค้าในรูปแบบที่ น่าสนใจ เป็นมิตร และมีข้อมูลครบถ้วนถูกต้อง นี่คือเป้าหมายที่เราสามารถทำสำเร็จด้วยตัวเองได้ . เป็นต้น . ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่ผมได้นำเสนอในวันนี้ จะเป็นประโยชน์กับทุกๆคนที่ต้องการขยับความสุขตัวเอง จาก “อนาคตที่แสนไกล” มาอยู่ใน “ทุกๆวันของชีวิต” นะครับ อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.125.2.276 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.9.2.111 https://doi.org/10.1037//0022-3514.76.3.482 #จิตวิทยา #siamstr
image สำหรับหลายๆคน การยอมรับว่าตัวเอง “ไม่รู้” คือหนึ่งในเรื่องที่พวกเขาทำได้ยากที่สุด . แต่สำหรับคนจำนวนไม่น้อย คำว่า “ไม่รู้” คือเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการ “ชักใย” ความสัมพันธ์ ให้เป็นไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการ . ยกตัวอย่างเช่น . เวลาที่เราทำงานอยู่ในทีม และหัวหน้ามีงานเพิ่มเติมเข้ามา คำว่า “ฉันไม่รู้ ฉันทำไม่เป็น” สามารถกลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยให้เราไม่ต้องแบกรับ ความรับผิดชอบในงานที่เพิ่มเข้ามาได้ . หรือเวลาที่เราอยู่กับแฟน และเราบอกแฟนว่า “ฉันไม่รู้ ฉันรีดเสื้อตัวนี้ให้เนี๊ยบไม่เป็น” มันก็สามารถช่วยให้เรา “เอาตัวรอด” ในเรื่องการทำงานบ้านได้สบายๆ . เป็นต้น . ซึ่งแน่นอนครับว่า หากเราใช้ชีวิตอยู่กับ คนที่ “ไม่รู้” ในลักษณะนี้ไปได้สักระยะ เราก็จะเริ่มรู้สึกหนักอึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอีกฝ่ายก็จะใช้คำว่า “ไม่รู้” ในการโยนภาระ หน้าที่ ความรับผิดชอบ มาให้เราแบกมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง . ตอนแรกๆ เราอาจจะไม่มีปัญหา กับการเป็น “เดอะแบก” นี้ก็จริง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปสักพัก และสิ่งที่ต้องแบกเริ่มมีมากขึ้น ในที่สุดแล้ว เราก็จะถึงขีดจำกัด ที่ทำให้เราไม่สามารถเป็น “เดอะแบก” ไปมากกว่านี้ได้อีก . ซึ่งพอถึงจุดนั้น เราก็มีโอกาสที่จะ ระเบิดอารมณ์รุนแรงกับอีกฝ่ายได้ (หากเราเลือกที่จะเป็น “เดอะแบก” เงียบๆมาโดยตลอด) . ภาพของการระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรงนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนอยากให้เกิดขึ้น . แต่เราจะป้องกันไม่ให้สถานการณ์ “บานปลาย” ไปในลักษณะนั้นได้อย่างไร หากอีกฝ่ายยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้คำว่า “ไม่รู้” เป็นข้ออ้างในการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบอย่างไม่ลดละ? . ในสถานการณ์เช่นนี้ ผมมองว่าการยืนหยัดให้ อีกฝ่ายแบกรับความรับผิดชอบคือกุญแจสำคัญครับ . ไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามบอกว่าตัวเอง “ไม่รู้” แค่ไหน เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับความรับผิดชอบให้ได้ . ซึ่งถ้าอีกฝ่ายเขา “ไม่รู้” จริงๆ (ไม่ใช่ “ไม่รู้” แค่ลมปาก) เราไม่ต้องให้เขาแบกรับความผิดชอบเต็ม 100% ก็ได้นะครับ (เพราะเขาอาจจะแบกรับมันไม่ไหว) เราอาจจะเริ่มจากการให้เขาแบกรับสัก 5% หรือ 10% ก่อน . หรือถ้าการแบกรับในระดับ 5% มันยังเยอะเกินไปสำหรับเขา (เพราะเขา “ไม่รู้” แบบสุดขั้วจริงๆ) อย่างน้อย เราก็ต้องยืนหยัดให้เขาแบกรับสัก 1% ก็ยังดี . แนวทางที่ผมกำลังนำเสนออยู่นี้ อาจจะไม่ใช่แนวทางที่ทำให้คนที่เป็น “เดอะแบก” สบายขึ้นมาได้แบบทันทีทันใดก็จริง . แต่มันเป็นการ “สื่อสาร” (ผ่านการกระทำของเรา) ให้ฝ่ายที่ “ไม่รู้” เริ่มต้นเห็นว่า นับจากนี้ไป สมการ “ไม่รู้ = ไม่ต้องทำ” จะไม่สามารถใช้งานได้อีกแล้ว . ยิ่งไปกว่านั้น การที่เราค่อยๆยืนหยัด ให้อีกฝ่ายเขาเริ่มแบกรับทีละเล็กทีละน้อยนี้ ยังจะเป็น “ดักคอ” ไม่ให้อีกฝ่ายใช้คำว่า “ไม่รู้” หรือ “ทำไม่เป็น” มาเป็นเหตุผลในการหลีกเลี่ยงอีกด้วย . เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆยืนหยัด ให้อีกฝ่ายเขาแบกรับความรับผิดชอบมากขึ้นเรื่อยๆ (เช่น ทีละ 1%) จนกระทั่งเราสามารถปลดแอก ตัวเองจากการเป็น “เดอะแบก” ได้ในที่สุดครับ! อ้างอิง https://doi.org/10.1111/cpsp.12216 https://psycnet.apa.org/record/2015-05780-000 #จิตวิทยา #siamstr
image ชีวิตของเราแต่ละวัน ก็ไม่ต่างอะไรกับ สภาพอากาศในแต่ละวันเลยครับ . ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่แดดออก สดใส ร่าเริง น่าตื่นเต้น . แต่ชีวิตบางวันก็เป็นเหมือนวันที่ฟ้ามืด น่าเบื่อ เครียด หม่นหมอง . ในวันที่ชีวิตแดดออก มันไม่แปลกที่เราจะ อ้าแขนต้อนรับชีวิตอย่างเต็มที่ . แต่ในวันที่ชีวิตฟ้ามืดล่ะ? เราต้องทนอยู่กับความเบื่อ ความเครียด ความหม่นหมอง โดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้อย่างนั้นหรือ? . มันอาจจะเป็นเช่นนั้นจริงๆแหละครับ…หากเราฟันธงในใจว่า . “วันนี้คือวันที่ฟ้ามืด ฉะนั้น ฉันก็จะต้องเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมอง อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน” . เพราะถ้าเราฟันธงแบบนี้ มันเท่ากับว่าเราปิดโอกาสไม่ให้ตัวเอง ได้เจอกับอย่างอื่นนอกจาก ความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองเท่านั้น . ในทางกลับกัน หากเรามองวันที่ฟ้ามืด ด้วยสายตาที่ใคร่รู้ (เช่น “ฉันอยากรู้จังว่าจะเจอกับอะไรบ้างในวันนี้?”) เราอาจจะยังเจอกับความเบื่อ ความเครียด และความหม่นหมองอยู่ก็จริง . แต่สายตาที่ใคร่รู้ก็จะเปิดโอกาสให้เรา มองเห็น “แสงสว่าง” ภายในวันที่ฟ้ามืดได้ง่ายขึ้น (แม้จะเป็น “แสงสว่าง” เล็กๆน้อยๆอย่างเช่น การเจอคนแปลกหน้าเปิดประตูลิฟต์ค้างไว้ให้เราก็ตาม) . มันจะช่วยให้วันที่ฟ้ามืดของเราไม่ใช่วันที่ “มืดสนิท” ได้ . ผมขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆ ให้ทุกคนที่กำลังเผชิญกับวันที่ฟ้ามืดอยู่นั้น ได้พบกับ “แสงสว่าง” กันถ้วนหน้านะครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1037//0003-066x.56.3.218 https://doi.org/10.1037//0022-3514.84.2.377 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คู่รักทะเลาะกัน หลายคู่จะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” ก่อน แล้วค่อยกลับมา connect กันอีกทีในภายหลัง . บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” ไม่กี่นาที บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” หลายชั่วโมง บางครั้ง พวกเขาใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานเกือบสัปดาห์ . จะเกิดอะไรขึ้นหากการทะเลาะกันครั้งนี้ ต้องใช้เวลา “สงบสติอารมณ์” นานหลายวัน (หรือแม้กระทั่งหลายสัปดาห์)? . นั่นก็เท่ากับว่าคู่รักเหล่านี้จะไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ในช่วงเวลาดังกล่าวเลยอย่างนั้นหรือ? . ในกรณีที่คู่รัก disconnect กันเป็นระยะเวลานานๆเช่นนี้ มันมีความเป็นไปได้ที่คู่รักจะเกิดคำถามขึ้นมาในใจมากมาย . ยกตัวอย่างเช่น “เขาไม่แคร์ฉันแล้วหรือเปล่า?” “การทะเลาะกันครั้งนี้จะทำให้เราเลิกกันไหม?” เป็นต้น . ซึ่งในความเป็นจริงนั้น หลายคนก็อยากที่จะสื่อสารให้แฟนวางใจได้ว่า พวกเขายังคงแคร์อยู่ พวกเขาไม่ได้คิดอยากจะเลิก แต่พวกเขาเพียงแค่ยังไม่สามารถ “สงบสติอารมณ์” ได้มากพอ ที่จะกลับมาพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆในเรื่องเหล่านี้ (รวมถึงเรื่องที่ทะเลาะกันก่อนหน้านั้น) . พวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบไปก่อน . แต่พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ครับ . จริงอยู่ครับว่า ณ ตอนนี้ พวกเขาอาจยัง “สงบสติอารมณ์” ไม่ได้ 100% . แต่พวกเขาก็ยังสามารถสื่อสารให้แฟนรับรู้ได้ว่า “ฉันยังแคร์เธอและฉันไม่ได้คิดที่จะเลิกกับเธอ” (โดยไม่ต้องนั่งจับเข่าพูดคุยกับแฟนจริงๆจังๆ) . ยกตัวอย่างเช่น การกางร่มให้แฟนตอนที่ฝนกำลังตก การเอื้อมมือไปจับมือแฟนและบีบเบาๆ การเขียนข้อความสั้นๆลงบนกระดาษให้แฟนว่า “ฉันยังอยากคบกับเธอต่อนะ แต่ฉันต้องการเวลาสงบสติอารมณ์ก่อน” เป็นต้น . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ต่อให้เราจะถอยกลับไป “สงบสติอารมณ์” แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้อง disconnect กับแฟนโดยสมบูรณ์ในช่วงเวลานี้ . ในเมื่อเรายังพอจะ connect กับแฟนในรูปแบบ “เล็กๆน้อยๆ” ได้ ผมก็อยากจะสนับสนุนให้เราไม่ปล่อยให้ช่วงเวลา ที่กำลัง “สงบสติอารมณ์” ผ่านไปไร้ connection ครับ . อ้างอิง Johnson, S. (2008). Hold Me Tight: Seven Conversations for a Lifetime of Love. New York: Little, Brown and Company. Gottman, J. (2000). The seven principles for making marriage work. Orion. #จิตวิทยา #siamstr