image เคยไหมครับ? . เราตั้งใจว่าจะไถมือถือเล่นสักหน่อย แต่พอเรารู้ตัวอีกที เราก็พบว่าเวลาผ่านไปแล้ว 3 ชั่วโมง! . ส่งผลให้เรารู้สึกผิดกับตัวเองที่ “เสียเวลา” ไปขนาดนั้น . เราเลยสัญญากับตัวเองว่า ครั้งหน้า เราจะไม่ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่นอีก . แต่พอถึงเวลาเข้าจริงๆ ทุกอย่างก็ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อีกเหมือนเดิม . วันนี้ ผมมีแนวทางบางส่วนที่อาจช่วยให้ “ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอย” มานำเสนอครับ . . . # 1 . ก่อนที่เราจะหยิบมือถือมาไถ ให้เราใช้เวลาสัก 1 นาทีในการดื่มน้ำสักแก้ว และพูดกับตัวเองในใจ (ระหว่างดื่มน้ำ) ว่า . “เอาล่ะ เดี๋ยวฉันหยิบมือถือมาไถเล่นสักหน่อย ฉันตั้งใจว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีนะ” . การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราเริ่มต้นไถมือถือเล่นอย่างมีสติ ส่งผลให้โอกาสที่เราจะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือลดลงได้ . # 2 . ก่อนที่เราจะเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาเล่น ให้เราตั้งนาฬิกาปลุกล่วงหน้าไว้ก่อน . และเมื่อนาฬิกาปลุกดังขึ้นมา นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องหยุดเล่นมือถือนะครับ . แต่มันหมายความว่า เราจะต้องวางมือถือลงและตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ฉันยังอยากจะเล่นมือถือต่ออยู่ไหม? หรือว่าฉันอยากจะทำอย่างอื่นมากกว่าแล้ว?” . เพราะหลายครั้ง เวลาที่เรา “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือเล่น เราอาจจะไม่ได้รู้สึก enjoy แล้ว แต่เรายังคง “ติดพัน” จนไม่มีจังหวะได้ถามตัวเองว่าเรายัง enjoy อยู่หรือไม่ . การทำแบบนี้จึงถือเป็นการ “สร้างจังหวะ” ให้เราได้ถามตัวเองครับ . # 3 . เมื่อไหร่ก็ตามที่เราพบว่า ตัวเองกำลัง “จมดิ่ง” ไปกับการเล่นมือถือ . แทนที่เราจะตีอกชกหัวตัวเองที่ “ผิดพลาด” สิ่งที่น่าจะช่วยเราได้มากกว่า คือการพูดกับตัวเองในใจว่า . “เอาล่ะ ฉันเห็นแล้วว่า ตอนนี้ ฉันกำลังติดหนึบอยู่กับมือถือนะ” . เพราะถ้าเราตีอกชกหัวตัวเอง เราจะยิ่งเครียด ส่งผลให้ความสามารถในการ “ดึงตัวเองออกมา” จากมือถือถดถอยลงได้ครับ . . . แนวทางเหล่านี้อาจจะไม่สามารถ ช่วยให้เราหลุดออกมาจากภาวะ “จมดิ่ง” ไปกับการไถมือถือได้แบบทันทีทันใดก็จริง . แต่ผมเชื่อเลยครับว่า หากเราหยิบแนวทางเหล่านี้มาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง เวลาที่เราเสียไปกับการ “จมดิ่ง” นั้น จะค่อยๆลดลงทีละนิดๆๆแน่นอนครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1080/0144929X.2017.1336254 https://doi.org/10.1007/s00779-011-0412-2 https://psycnet.apa.org/doi/10.4018/978-1-5225-8449-0.ch010 Neff, KD. (2011). Self-compassion: The proven power of being kind to yourself #จิตวิทยา #siamstr
image เคยได้ยินคำพูดทำนองนี้ไหมครับ? . “โฟกัสกับเรื่องดีๆกันดีกว่า” “อย่างน้อย มันก็ไม่ได้แย่ไปกว่านี้” “ฉันควรรู้สึกขอบคุณกับสิ่งดีๆในชีวิต” . มันเป็นคำพูดที่ฟังดูดีมีความหวังเหมือนกันนะครับ . แต่เชื่อไหมครับว่าคำพูดเหล่านี้ก็สามารถทำร้ายเราได้เหมือนกัน? . โดยเฉพาะเวลาที่เราใช้คำพูดเหล่านี้ เป็น “โล่กำบัง” จากความเจ็บปวดในใจเรา . มันทำให้เราฉีกยิ้ม ทั้งๆที่ในใจเรากำลังเดือดปุดๆ มันทำให้เราพูดว่า “ฉันโอเค” ทั้งๆที่ในใจเรากำลังร้องไห้ มันทำให้เราพยายามหา “แง่ดีแง่งาม” ทั้งๆที่ใจเรากำลังรู้สึกมืดแปดด้าน . การทำแบบนี้ไม่ได้ทำให้ความเจ็บปวดของเราหายไป (แม้ว่าเราอาจจะหวังให้มันเป็นอย่างนั้นก็ตาม) . การทำแบบนี้มีแต่จะทำให้ความเจ็บปวดของเราต้อง “โดดเดี่ยวตัวคนเดียว” ส่งผลให้ความเจ็บปวดดังกล่าวยิ่งเพิ่มขึ้นเข้าไปอีก . มันเหมือนกับเวลาที่เรามีลูก และเราเห็นว่าลูกกำลังร้องไห้ และเราก็เลือกที่จะไม่สนใจลูกเลยครับ . การ “ทอดทิ้ง” ลูกไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ มันมีแต่จะทำให้ลูกร้องไห้หนักขึ้น . ทางเลือกที่ดีกว่า (ในสายตาของผม) คือการเดินเข้าไปหาลูก โอบกอดลูกเอาไว้ ทำความเข้าใจว่าอะไรที่ทำให้ลูกร้องไห้ และลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อ “ตอบโจทย์” ลูกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ . มันอาจจะไม่ได้ทำให้ลูกหยุดร้องไห้ในทันทีทันใดก็จริง แต่อย่างน้อย ลูกก็จะไม่ร้องไห้เพิ่มเติมเพราะถูก “ทอดทิ้ง” แน่นอนครับ #จิตวิทยา #siamstr
image เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสดูหนังเรื่องหนึ่งที่ชื่อว่า Paddington 2 . มันเป็นเรื่องราวของหมีพูดได้ตัวหนึ่ง (ชื่อ Paddington) ที่มีความเชื่อว่า . "If we are kind and polite, the world will be right." “ถ้าเราใจดีและสุภาพ ทุกอย่างในโลกก็จะดีเอง” . ความเชื่อที่ว่านี้…Paddington ไม่เพียงแค่ “พูด” เท่านั้น แต่ Paddington ยัง “ลงมือทำ” ในสิ่งที่ตัวเองเชื่ออีกด้วย . ซึ่งสิ่งที่ Paddington ได้ “ลงมือทำ” นั้น มันไม่ได้เป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่อลังการเลยครับ . มันคือ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” ที่ปรากฏอยู่ในปฏิสัมพันธ์ ระหว่าง Paddington กับแต่ละคนที่เจ้าหมีพบเจอในแต่ละวัน . ยกตัวอย่างเช่น เอาขนมปังมาแบ่งให้กิน กล่าวคำ “ขอบคุณ” เตือนเพื่อนบ้านไม่ให้ลืมกุญแจตอนเดินออกจากบ้าน พูดทักทาย “อรุณสวัสดิ์” ถามไถ่เรื่องราวความเป็นไปในชีวิตเมื่อวาน เป็นต้น . เจ้า “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้…ใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที แต่มันก็ทำให้บรรยากาศละแวกบ้านของ Paddington มีความสดใสมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด . เพราะ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” เหล่านี้ มันช่วยให้ทุกคนรู้สึกได้ว่า Paddington ใส่ใจและแคร์พวกเขา . พวกเขาก็เลยใส่ใจและแคร์ Paddington เช่นกัน . ทั้งหมดนี้มันอาจไม่ได้ทำให้ “ทุกอย่างในโลก” ดีขึ้น แต่อย่างน้อย โลกใบเล็กๆของ Paddington ก็สดใสขึ้น . ซึ่งในสายตาของผมนั้น เพียง “แค่นี้” มันก็ดีมากๆแล้วครับ . เรามาทำ “สิ่งเล็กๆน้อยๆ” กับแต่ละคนที่เราพบเจอ ในชีวิตประจำวันของเราแบบ Paddington กันเถอะครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2008-05086-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เชื่อไหมครับว่า… . เวลาที่เรากำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ตึงเครียด เรามีแนวโน้มที่จะใจดีกับคนอื่นมากขึ้น . เพราะในสถานการณ์ดังกล่าว สมองของเราจะหลั่งสาร cortisol ออกมา ส่งผลให้เราอยากที่จะปกป้องและดูแลคนอื่นมากขึ้น . แต่นอกเหนือจากสาร cortisol แล้ว สมองของเรายังหลั่นสาร noradrenaline ออกมาด้วย . ซึ่งเจ้า noradrenaline นี้ทำให้เรา “แบ่งเขาแบ่งเรา” และพร้อมทำร้ายคนที่เรามองว่าเป็น “คนนอก” มากขึ้น . ฉะนั้น หากเรานำเอาสาร cortisol และ noradrenaline มารวมกัน เราก็จะพบว่า ความเครียดสามารถทำให้เรา กลายเป็นคนที่ใจดีและใจร้ายกับคนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน . กล่าวคือ เราจะใจดีกับคนที่เป็น “พวกเดียวกัน” แต่เราจะใจร้ายกับคนที่ไม่ใช่ “พวกเดียวกัน” . การที่สมองของเราทำงานแบบนี้มันเป็นประโยชน์ เวลาที่เราอยู่ในสถานการณ์ “คอขาดบาดตาย” (เช่น อยู่กลางสมรภูมิรบ) . แต่ถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อื่นๆ (เช่น ภายในที่ทำงาน บนโต๊ะอาหารครอบครัว) กลไกการทำงานของสมองเช่นนี้อาจสร้างผลเสียมากกว่าผลดีได้ . ดังนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากำลังเครียด ถ้าเป็นไปได้ เราอย่าเพิ่งติดต่อคนที่เรา มีแนวโน้มที่จะมองว่าเป็น “คนนอก” ไว้ก่อนดีกว่าครับ . ไม่อย่างนั้น ความเครียดอาจจะทำให้เรา มองเขา (และปฏิบัติต่อเขา) ในฐานะ “ศัตรู” ได้ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1073/pnas.2502257122 #จิตวิทยา #siamstr
image ตอนที่เรายังเป็นเด็ก การมีเพื่อนคือเรื่องที่ง่ายมากๆ - แค่เรามาโรงเรียน นั่งเก้าอี้ติดกับใครสักคนในห้องเรียน เราก็มีเพื่อนแล้ว . มันดูไม่ต้องใช้ความพยายามเลยนะครับ . แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่… . ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการสานสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่หรอกครับ แม้แต่การรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าก็ยังยากเลยครับ . เพราะอะไร? . เพราะเหตุผล (อย่างน้อย) 4 ข้อดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 ชีวิตเราไม่ได้ว่างเหมือนตอนเด็กๆแล้ว . หากชีวิตในวัยเด็กของเราไม่ได้ลำบากมากเกินไป ตอนนั้น สิ่งที่ทำให้เรายุ่งก็จะมีหลักๆแค่เรื่องเรียนเท่านั้น . แต่พอเราโตขึ้น เรามีทั้งเรื่องงาน เรื่องงานบ้าน เรื่องลูก เรื่องพ่อแม่พี่น้อง เรื่องที่อยู่อาศัย และเรื่องอื่นๆเต็มไปหมด . เราเลยไม่มีเวลาและพลังงานเหลือให้กับเรื่องเพื่อนเหมือนตอนเด็กๆอีกแล้ว . # 2 โรงเรียนคือตัวช่วยสำคัญ . การมาโรงเรียนช่วยให้เราได้เจอเพื่อนอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆที่เราทำในโรงเรียน (เช่น งานกลุ่ม งานกีฬาสี) ยังช่วยให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนอีกด้วย . ทั้งหมดนี้มันเอื้อให้มิตรภาพเกิดขึ้นได้ง่าย . แต่พอเราโตขึ้น เราไม่มี “ตัวช่วย” อย่างโรงเรียนอีกด้วย หากเราต้องการจะสานสัมพันธ์กับใครสักคน เราต้องเป็นคนที่ลงแรงเอง . # 3 ตอนที่เราเป็นเด็ก เรายังไม่มีอดีตที่เจ็บปวด . แต่พอเราโตเป็นผู้ใหญ่ หลายคนจะเคยผ่านประสบการณ์ ความสัมพันธ์กับ “เพื่อน” ที่เจ็บปวดมา (เช่น ถูก “เพื่อน” ปล่อยข่าวลือเพื่อทำลายชื่อเสียงของเรา) . “บาดแผล” จากประสบการณ์เหล่านี้ อาจทำให้เราลังเลที่จะ connect กับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตของเราได้ . # 4 เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (หรือน้อยเกินไป) . เวลาที่เราคาดหวังกับเพื่อนมากเกินไป (เช่น คาดหวังให้เพื่อนว่างที่คุยกับเราทุกครั้ง) เราย่อมรู้สึกผิดหวังที่เพื่อน “ให้” เราไม่ได้ในระดับที่เราต้องการ ส่งผลให้เราอาจตัดความสัมพันธ์กับเพื่อนในเวลาต่อมา . ในทางกลับกัน หากเราคาดหวังเพื่อนน้อยเกินไป (เช่น เพื่อนยืมเงินเราไปและไม่ยอมคืน และเราก็บอกกับเพื่อนว่า “ไม่เป็นไร” ทั้งๆที่ตัวเราก็ฝืดเคืองอยู่เหมือนกัน) มันอาจนำมาสู่ความสัมพันธ์ที่เราถูกเพื่อน “ล้ำเส้น” หรือ “เบียดเบียน” มากจนเราทนไม่ไหวได้เช่นกัน . . . ฉะนั้น หากเราพบว่าตัวเอง “มีเพื่อนยากขึ้น” ในวัยผู้ใหญ่ล่ะก็ ผมอยากจะบอกว่า มันคือเรื่องที่เข้าใจได้และปกติมากๆเลยครับ . แต่แม้การมีเพื่อนในวัยผู้ใหญ่จะไม่ได้ง่ายเหมือนวัยเด็ก แต่มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ครับ . เราเพียงแค่อาจจะต้องลงแรงมากขึ้นและใช้เวลามากขึ้น กว่าที่ “เมล็ดพันธุ์ความสัมพันธ์” จะเติบโตและออกดอกออกผลเท่านั้นเองครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1992-98047-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0882-7974.7.3.331 #จิตวิทยา #siamstr
image เคยไหมครับ? . เราอยู่ในสถานการณ์ที่… . “เหตุผล” บอกให้เราขยับตัวไปทางซ้าย แต่ “ความรู้สึก” บอกให้เราขยับตัวไปทางขวา . ยกตัวอย่างเช่น หัวหน้าอยากจะเลื่อนตำแหน่งให้เราเป็นผู้จัดการ “เหตุผล” บอกว่าเราควรจะคว้าโอกาสนี้เอาไว้ แต่ “ความรู้สึก” บอกว่าเราไม่อยากตื่นมาเครียดในทุกๆเช้า เป็นต้น . ในสถานการณ์เช่นนี้ เราจะฟังเสียงฝั่งไหนดี? “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก”? . คำตอบคือเราฟังทั้ง 2 ฝั่งครับ . เราฟังทุกอย่างที่ “เหตุผล” ต้องการจะบอกให้เรารู้ เราฟังทุกอย่างที่ “ความรู้สึก” ต้องการจะบอกให้เรารู้ . ฟังเสร็จแล้ว เราค่อยตัดสินใจอีกทีครับว่าเราจะเอายังไงดี . เพราะถ้าเราตัดสินใจโดยที่รับฟัง เพียงแค่ “เหตุผล” หรือ “ความรู้สึก” อย่างเดียว มันมีความเป็นไปได้ที่เราจะ “ค้างคาใจ” . แต่ถ้าเราตัดสินใจหลังจากที่ได้รับฟัง ทั้ง “เหตุผล” และ “ความรู้สึก” แล้ว มันอาจไม่การันตีว่าเราจะตัดสินใจได้ “ถูกต้อง” ก็จริง แต่อย่างน้อย มันจะไม่ทำให้ “ค้างคาใจ” . มันจะช่วยให้เรามองย้อนกลับมาดู และพูดกับตัวเองได้เต็มปากเต็มคำว่า “ตอนนั้น ฉันทำดีที่สุดแล้ว” . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1146/annurev-psych-010213-115043 https://doi.org/10.1126/science.275.5304.1293 https://doi.org/10.1098/rstb.1996.0125 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เรามองย้อนกลับไปดูความสำเร็จในอดีตของเรา (เช่น เรียนจบปริญญา เลื่อนตำแหน่ง ทำธุรกิจส่วนตัวและเติบโต) . เรามักจะมองเห็น “ความสวยงาม” ของความสำเร็จนั้น (เช่น เห็นใบปริญญา ได้ยินคำพูดแสดงความยินดีของหัวหน้า นึกถึงวันที่เราเปิดสาขาที่สองของธุรกิจเรา) . แต่หากเรามองดูความสำเร็จของเราดีๆ เราจะไม่เห็นเพียงแค่ “ความสวยงาม” . เราจะมองเห็นข้อผิดพลาดที่เราทำลงไป เราจะมองเห็นความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง เราจะมองเห็นความ “เก้ๆกังๆ” ของตัวเรา . สิ่งเหล่านี้ (ที่ไม่ใช่ “ความสวยงาม”) มักไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่นัก และมันอาจทำให้เราเริ่มเข้าใจผิดว่า… . “ถ้าฉันกำลังทำอะไรสักอย่าง และฉันมีข้อผิดพลาดหรือฉันรู้สึกว่ามันยาก มันคงหมายความว่า ฉันควรจะหยุดทำสิ่งนั้นเสีย” . แต่ในความเป็นจริงนั้น ข้อผิดพลาดไม่ใช่ “สัญญาณ” ที่บอกว่า เราควรจะล้มเลิกเสมอไป . มันยังเป็น “สัญญาณ” ที่บอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้เติบโตได้อีกด้วย! . หากเรามองย้อนกลับดูไป ความสำเร็จของตัวเองในอดีตอย่างละเอียด เราจะเห็นได้ชัดเจนเลยครับว่า ถ้าเราตัดสินใจล้มเลิกเมื่อเราเกิดข้อผิดพลาด (หรือรู้สึกว่ามันยาก) ความสำเร็จดังกล่าวจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลย! . ฉะนั้น หากเราเจอกับข้อผิดพลาดในอนาคต เราสามารถเรียนรู้จากมันได้ แต่เราไม่ควรล้มเลิกเพราะมันครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1997-08589-000 https://psycnet.apa.org/record/2006-08575-000 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากจะเห็นตัวเองเป็น “คนที่ดีขึ้น” (เช่น มั่นใจในตัวเองมากขึ้น ใจดีกับตัวเองและคนอื่นมากขึ้น กล้าหาญมากขึ้น) . คำถามสำคัญก็คือ พวกเขาจะเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้อย่างไร? . หลายคนหวังว่าชีวิตของพวกเขาจะเจอกับ ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่เอื้ออำนวย ให้พวกเขากลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้น . ยกตัวอย่างเช่น มีผู้คนมาแสดงความชื่นชมใน “ผลงาน” ของพวกเขา ส่งผลให้พวกเขาเริ่มมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นตามมา เป็นต้น . ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ สามารถช่วยให้เราเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ง่ายขึ้นจริงๆครับ . แต่ถ้าความเปลี่ยนแปลงทำนองนี้ไม่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเสียทีล่ะ? . หากเรา “โชคร้าย” แบบนั้น เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นตัวเอง ในเวอร์ชั่นที่ “ดีขึ้น” เลยอย่างนั้นหรือ? . ไม่จริงครับ . เพราะต่อให้สถานการณ์ต่างๆในชีวิตไม่เอื้ออำนวย เราก็จะยังคงขยับตัวเองให้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้ ด้วยการเริ่มตั้งคำถามจริงๆจังๆกับตัวเองว่า . “ถ้าฉันกลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้สำเร็จในวันนี้ ฉันจะทำอะไรแตกต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?” . ยกตัวอย่างเช่น . ถ้าวันนี้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการพูดเสนอไอเดียของเราในห้องประชุมที่ทำงาน . ถ้าวันนี้เราใจดีกับคนอื่นมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการตักเตือนลูกด้วยน้ำเสียงที่ไม่กระโชก . ถ้าวันนี้เรากล้าเข้าสังคมมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่เราจะทำคือการยิ้มให้กับแม่ค้าตอนที่ซื้ออาหาร . เป็นต้น . พอเราได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว (ว่าเราจะทำอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมบ้าง) เราก็ค่อยหยิบคำตอบนั้นมาลงมือปฏิบัติ . สิ่งที่เราหยิบมาลงมือทำนั้น ไม่จำเป็นต้อง “ใหญ่” ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” . เริ่มจากสิ่งเล็กๆน้อยๆเพียงแค่ 1 สิ่งก่อน (เช่น ส่งยิ้มให้แม่ค้าตอนที่เราซื้ออาหาร) . และเมื่อเรา “คุ้นเคย” กับ 1 สิ่งนั้นแล้ว เราก็ค่อยหยิบอีก 1 สิ่งเล็กๆน้อยๆมาทำเพิ่ม . หากเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราก็จะค่อยๆพาตัวเองก้าวไปสู่ การเป็น “คนที่ดีขึ้น” ได้มากขึ้นๆๆ . จนกระทั่งวันหนึ่ง เราก็จะตื่นขึ้นมาและพบว่า ตัวเราได้กลายเป็น “คนที่ดีขึ้น” ไปเรียบร้อยแล้วครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1932-00218-000 https://psycnet.apa.org/record/2009-21081-000 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60024-6 #จิตวิทยา #siamstr
image บางคนมีกฎส่วนตัวว่า หากพวกเขาเลิกคบกับแฟนคนไหนไปแล้ว พวกเขาจะไม่กลับไปคบกับแฟนคนนั้นอีก แต่หลายคนไม่ได้มีกฎแบบนั้น และหลายคนที่ตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่าก็ได้พบว่า ความสัมพันธ์รอบนี้มัน “เข้มข้น” กว่ารอบก่อนอย่างชัดเจน เพราะมันเป็นความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วย “ความหลัง” “ความรู้สึกที่ค้างคา” และ “ความหวัง” (หวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะไม่จบลงเหมือนในอดีต) นอกจากนี้ การกลับไปคบกับแฟนเก่ายังมี “ความคุ้นเคย” อีกด้วย เพราะแฟนเก่าไม่ใช่คนที่เรา “เริ่มต้นจาก 0” เรารู้ว่าแฟนเก่าเป็นคนยังไง ชอบอะไร ให้ความสำคัญกับเรื่องอะไร ฉะนั้น การกลับไปคบกับแฟนเก่ามันจึงให้ความรู้สึกคล้ายๆกับ การที่เรากลับไปอยู่ในบ้านหลังเก่าที่เราเคยพักอาศัยมาก่อนแล้ว ซึ่งในหลายๆกรณี การตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า ก็ถือเป็นการตัดสินใจที่ “ถูกต้อง” เพราะนับจากช่วงเวลาที่เลิกกับแฟนเก่าคนนั้นไป ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเติบโตขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้การกลับมาคบกับแฟนเก่าอีกครั้ง เป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่ไม่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาคบกับแฟนเก่าอีกรอบ เพราะเราอยากจัดการกับ “ความรู้สึกที่ค้างคา” ในใจกับแฟนคนนี้ หรือเพราะเราอยากกลับไปเป็นตัวเราคนเดิม (เวลาที่อยู่กับแฟนคนนี้) หรือเพราะเราแค่ไม่อยากใช้ชีวิตต่อด้วยตัวเองตามลำพัง นี่อาจเป็นการ “นับ 1 ครั้งที่ 2” ที่นำมาสู่ “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” ได้ ด้วยเหตุนี้ ก่อนที่เราจะตัดสินใจกลับไปคบกับแฟนเก่า คำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเองจริงๆจังๆก็คือ “ทำไมฉันถึงอยากกลับไปคบกับแฟนเก่า?” เพราะคำตอบที่เรามีให้กับคำถามนี้ จะช่วยให้เรามองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นครับว่า การกลับไปหาแฟนเก่านั้นถือเป็นการตัดสินใจที่ดีหรือเปล่า อ้างอิง Kalish, N. (2005). Lost & Found Lovers: Facts and Fantasies of Rekindled Romances. William Morrow. https://doi.org/10.1037/a0013165 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167209341580 https://psycnet.apa.org/record/1993-97179-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่คนใกล้ตัว (เช่น ลูก เพื่อน แฟน) พูดกับเราว่า “ฉันโอเค” แต่สีหน้าของเจ้าตัวไม่ได้โอเคเหมือนคำที่พูดออกมา . เรามักจะรู้สึกแปลกๆขึ้นมาทันที . เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เรามักจะ “อ่าน” อารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น ผ่าน “สีหน้า” ของเขามากกว่า “คำพูด” หรือแม้กระทั่ง “น้ำเสียง” ของเขา . สาเหตุ (ข้อหนึ่ง) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า อารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “สีหน้า” มันจะเกิดขึ้นแบบอัตโนมัติมากกว่า เมื่อเทียบกับอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง” . ฉะนั้น หากเราต้องการจะโกหกผ่าน “คำพูด” หรือ “น้ำเสียง” ที่เราแสดงออกให้คนอื่นเห็น (เช่น การพูดกับเพื่อนที่มาสาย 30 นาทีว่า “ฉันไม่ได้โกรธ”) มันจะทำได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับการโกหกผ่าน “สีหน้า” ของเรา (เช่น การทำหน้านิ่งๆไม่ให้เพื่อนจับพิรุธได้ว่าเราโกรธ) . ด้วยเหตุนี้ เวลาที่เราอยากจะเข้าใจใครสักคน (กล่าวคือ เข้าถึง “ใจ” เขาจริงๆว่าเขากำลังรู้สึกอะไรอยู่) เราไม่ควรใช้เพียงแค่ “หู” ในการรับฟังเขาเท่านั้น แต่เรายังควรใช้ “ตา” ในการ “รับฟัง” เขาอีกด้วยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-31746-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/02699939208411068 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/1089-2680.2.3.320 #จิตวิทยา #siamstr