image เคยไหมครับ…เราตื่นขึ้นมาวันหนึ่งและเราก็รู้สึกว่าทุกอย่างในวันนั้นมันยากไปหมด? . เราพยายามทำงาน แต่เราก็ไม่มีสมาธิ เราแคร์แฟนของเรา แต่เราก็พูดเสียงแข็งกับแฟน เราอ่านหนังสือหน้า 3 รอบ แต่เนื้อหาหน้านั้นกลับไม่ “เข้าหัว” เราเลย . เกิดอะไรขึ้นกับเราในวันนั้นกันแน่? . หากเราต้องการตอบคำถามนี้จริงๆ ต่อไปนี้คือสิ่งที่เราควรจะ “เช็คตัวเอง” เป็นอันดับต้นๆครับ . เรานอนหลับเพียงพอไหม? เรากินข้าวหรือยัง? เราหิวน้ำอยู่หรือเปล่า? เรากำลังทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสียงดังใช่ไหม? เรากำลังฝืนตัวเองให้ทำงานขณะที่กำลังล้าหรือไม่? . สิ่งเหล่านี้อาจจะดู “เล็กน้อย” ก็จริง แต่พวกมันสามารถส่งผลให้ชีวิตเรายากขึ้นได้มหาศาลเลยครับ . ลองนึกถึงเวลาที่เราเล่นเกม (เช่น หมากรุก) ดูก็ได้ครับ . จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเริ่มเกมหมากรุก โดยที่เบี้ยของเราหายไป 2 ตัว? . จริงอยู่ครับว่า เบี้ยอาจจะไม่ใช่หมากที่ “ทรงพลัง” มากมาย . แต่เวลาที่เราเล่นหมากรุกกับคู่ต่อสู้ที่ฝีมือ “พอฟัดพอเหวี่ยง” กับเรา (หรือแม้กระทั่ง “เก่งน้อยกว่า” เราเล็กน้อย) การสูญเสียเบี้ยไป 2 ตัวตั้งแต่เริ่มเกม มันทำให้โอกาสที่เราจะพ่ายแพ้เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเลยทีเดียว . ชีวิตของเราก็เหมือนกันครับ . เรื่องการนอนหลับ ดื่มน้ำ ทำงานในที่เงียบ มันอาจดูเล็กน้อยก็จริง . แต่หากชีวิตของเรา “ตึงมือ” เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว สิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้สามารถทำให้เรา “พ่ายแพ้” ได้ง่ายๆเลยครับ . ด้วยเหตุนี้ ยิ่งชีวิตของเรากำลัง “ตึงมือ” มากเท่าไหร่ เรายิ่งต้องใส่ใจกับสิ่ง “เล็กน้อย” เหล่านี้ให้มากเลยครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.1016/j.neubiorev.2017.07.010 https://doi.org/10.1080/07315724.2012.10720011 https://doi.org/10.1093/ajcn/67.4.772s https://doi.org/10.1037/0021-9010.85.5.779 http://dx.doi.org/10.1017/CBO9781139015394 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนวัดคุณค่าของตัวเอง ด้วยความสำเร็จที่เรามีในชีวิต . ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้าน การเรียน การทำงาน ครอบครัว หรือด้านอื่นๆ . อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ . ยกตัวอย่างเช่น วันนี้ เราอาจจะประสบความสำเร็จในการทำงาน (เช่น ขายงานให้ลูกค้าได้) แต่วันพรุ่งนี้ เราอาจจะเจอกับความล้มเหลวแทน (เช่น ขายงานแล้วลูกค้าไม่ซื้อ) เป็นต้น . ฉะนั้น หากเราวัดคุณค่าของตัวเองด้วยความสำเร็จ คุณค่าของเราก็จะขึ้นๆลงๆตลอดเวลา . หรือในกรณีที่เลวร้ายหน่อยก็คือ ความรู้สึกด้อยค่าที่เกิดขึ้นในใจเราเมื่อเจอกับความล้มเหลว อาจทำให้เราหมดแรงใจที่จะลุยต่อ ส่งผลให้เราไม่มีโอกาสได้ “ลิ้มรส” ความสำเร็จอีก . ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เราก็จะรู้สึกด้อยค่าแบบนั้นต่อไปเรื่อยๆ . แต่เราไม่จำเป็นต้องทนอยู่กับสิ่งนี้ . เราสามารถ “ยืนหยัด” ต่อสิ่งนี้ได้ด้วยการพูดว่า “ไม่ว่าฉันจะสำเร็จหรือล้มเหลว ฉันก็ยังคงมีคุณค่าในตัวเองเสมอ” . มันคือการเอื้อมมือคว้า “คุณค่าของตัวเอง” ให้กลับมาอยู่ในมือเรา (ไม่ใช่มือของ “คนอื่น” ไม่ใช่มือของ “ผลงาน” ที่เราทำได้) . มันช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกดดัน ในการไล่ตามความสำเร็จตลอดเวลา . แน่นอนครับว่าการ “ยืนหยัด” เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ . แต่อย่างน้อย หากเราสามารถ “ยืนหยัด” ได้สัก 1 วัน (หรือแม้กระทั่ง 1 ชั่วโมง) นั่นก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-295X.108.3.593 #จิตวิทยา #siamstr
image “เธอคือคนเดียวที่ฉันคุยได้เลยนะ” . เคยมีใครพูดกับเราแบบนี้ไหมครับ? . มันเป็นคำชมที่สวยงามเหมือนกันนะครับ เพราะมันสามารถสะท้อนว่า… . “เวลาฉันอยู่กับเธอ ฉันรู้สึกปลอดภัย” “เธอตั้งใจฟังฉันจริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ” หรือแม้กระทั่ง “เธอคอยอยู่เคียงข้างฉันในวันที่ฉันไม่มีใคร” . อย่างไรก็ตาม คำชมที่สวยงามนี้ก็สามารถ สร้าง “ภาระทางใจ” ให้กับคนถูกชมได้ (แม้คนที่ชมอาจจะไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม) . เพราะหลายคนที่ถูกชมเช่นนี้ก็อาจรู้สึกกดดันอยู่ในใจว่า… . “ฉันต้องคอย stand by ให้กับคนๆนี้เสมอ” “ความรู้สึกและความต้องการของฉันคือเรื่องรอง” “ความรู้สึกและความต้องการของเขาคือเรื่องหลัก” “ถ้าฉันไม่ยื่นมือเข้ามาช่วย เขาก็จะไม่มีใครเลยนะ” “ไม่ว่าชีวิตฉันจะมีปัญหาอะไร ฉันก็ต้องให้เวลากับเขาก่อน” . ซึ่งหากคนที่ถูกชมแบกรับความกดดันนี้นานๆเข้า เขาก็อาจถึงจุดที่ตัวเอง “พัง” ลงสักวันหนึ่งได้ . ด้วยเหตุนี้ การย้ำเตือนตัวเองอยู่เนืองๆว่า “ฉันสามารถช่วยเหลือคนอื่นโดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็น “ทุกอย่าง” ในชีวิตเขา” จึงเป็น “ของขวัญล้ำค่า” ที่คนถูกชมควรมอบให้กับตัวเองได้ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0033-2909.98.2.310 https://psycnet.apa.org/record/1974-21519-000 https://psycnet.apa.org/record/1995-97891-000 https://www.jstor.org/stable/10.1525/j.ctt1pn9bk #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนรู้สึก “คัน” ในหัวใจทุกครั้งที่พวกเขาเห็นคนที่ขาด empathy ขาดวิจารณญาณ และ/หรือมี ego ใหญ่เท่ายักษ์ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง “ผู้นำ” . ไม่ว่าจะเป็น “ผู้นำ” ในครอบครัว ในองค์กร ในชุมชน หรือในบริบทอื่นๆก็ตาม . และสิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึก “คัน” เป็นพิเศษก็คือคนเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะพวกเขาใช้กำลังหรือเส้นสายเสมอไป . หลายครั้ง คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ” เพราะผู้คนเลือกให้พวกเขาเป็น “ผู้นำ”! . ทำไมพวกเราเลือกคนที่ไม่เหมาะกับตำแหน่ง “ผู้นำ” ขึ้นมาเป็น “ผู้นำ”? . นี่คือคำถามที่จิตวิทยามีคำตอบให้ดังต่อไปนี้ครับ . . . # 1 พวกเรามักจะมองว่า “คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง = คนที่มีความสามารถสูง” . เวลาที่เราฟังคนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงๆ เรามักจะได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความแน่นอนและการฟันธงอย่างไม่ลังเล . มันทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเป็นคนที่รู้จริงจังเลย” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว โดยส่วนมาก คนที่ “รู้จริง” มักจะมองเห็นถึงความซับซ้อนในสถานการณ์ต่างๆ ส่งผลให้พวกเขาค่อนข้างระมัดระวังคำพูดของตัวเอง . พวกเขาจะไม่ค่อยใช้คำพูดที่แน่นอน ฟันธง ไร้ข้อกังขา . มันจึงทำให้เราฟังและรู้สึกว่า “คนๆนี้ดูเอาแน่เอานอนไม่ได้เลย สงสัยเขาคงไม่ได้มีฝีมือขนาดนั้นแหงๆ” . # 2 พวกเรารู้สึกดึงดูดกับคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” . อย่างไรก็ตาม คนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” กับคนที่ “มีอุปนิสัยเหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น มีวินัย มีความถ่อมตน มีความซื่อสัตย์) ใช่ว่าจะเป็นคนเดียวกันเสมอไป . อันที่จริง หลายคนที่ “บริหารเสน่ห์เก่ง” มักจะขาด “อุปนิสัยที่เหมาะแก่การเป็นผู้นำ” (เช่น ความถ่อมตัว) เสียด้วย . นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้คนที่พวกเราเลือกเป็น “ผู้นำ” อาจจะไม่ได้เหมาะกับการเป็น “ผู้นำ” ครับ . # 3 พวกเรามักจะเลือกคนที่มีบุคลิก “เข้มแข็ง” มาเป็น “ผู้นำ” . ยิ่งเวลาที่พวกเรากำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงๆ (เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เกิดสงคราม) พวกเรายิ่งมองหาคนที่ “เข้มแข็ง” มากเป็นพิเศษ . เพราะ “ผู้นำ” ที่มีท่าทีที่ “เข้มแข็ง” มักจะช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจและปลอดภัย . อย่างไรก็ตาม “ผู้นำ” ที่มีท่าที “เข้มแข็ง” มีแนวโน้มที่จะ “ยึดตัวเองเป็นหลัก” และ “ไม่ฟังใคร” สูง…ซึ่งอาจทำให้การบริหารงานเกิดข้อผิดพลาดได้ . # 4 พวกเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เป็น “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือกมาเป็น “ผู้นำ” . บ่อยครั้ง เวลาที่เราเลือกคนมาเป็น “ผู้นำ” เราจะมีบางสิ่งที่เราชื่นชอบในตัวคนที่เราเลือก (เช่น นักการเมืองคนนี้มีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ) . ความชื่นชอบดังกล่าวสามารถกลายเป็น “ม่านหมอก” ที่บังตาเราจาก “สัญญาณอันตราย” ในตัวคนที่เราเลือก (เช่น แม้นักการเมืองคนนี้จะมีนโยบายทางเศรษฐกิจที่เราชื่นชอบ แต่นักการเมืองคนนี้ก็มีพฤติกรรมที่เข้าข่าย “ทุจริต” เช่นกัน) . มันทำให้เราเดินหน้าสนับสนุนคนที่เราเลือก (มากกว่าที่จะ “เหยียบเบรก”) นั่นเองครับ . . . ด้วยเหตุนี้ หากเราต้องการ “ผู้นำ” ที่ดีจริงๆ การ “ตั้งคำถามกับตัวเอง” ด้วยประเด็นที่ผมนำเสนอในวันนี้ (เช่น “ฉันกำลังเลือกคุณ xxx เป็นผู้ใหญ่บ้านเพราะเขาเหมาะกับการเป็นผู้ใหญ่บ้าน…หรือเพียงเพราะเขาเป็นคนที่พูดจาดูมั่นใจอย่างเดียวกันแน่?”) ก็ถือเป็นสิ่งเล็กๆที่สามารถให้ผลลัพธ์ที่ “ไม่เล็ก” ได้เลยครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/a0029395 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0021-9010.87.4.765 https://doi.org/10.1073/pnas.1617711114 https://psycnet.apa.org/record/1991-06436-001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0003-066X.49.6.493 https://doi.org/10.5465/amj.2010.0441 #จิตวิทยา #siamstr