image เวลาที่เราส่งข้อความไปหาใครสักคน มันเป็นเรื่องปกติมากๆเลยครับที่เราจะคาดหวังให้เขาตอบข้อความของเรา . แต่ถ้าเขาไม่ตอบข้อความของเราสักทีล่ะ? . เรารอ รอ และก็รอ…แต่เขาก็ยังไม่ตอบข้อความของเราสักที . ตอนนั้นเองที่ในใจเราอาจจะเริ่มมีคำถามขึ้นมาว่า… . “ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่านะ?” “เขาไม่สนใจฉันแล้วใช่ไหม?” “เขาไม่พอใจอะไรฉันหรือเปล่า?” . แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่เขาไม่ตอบข้อความของเรา…มันอาจจะไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเราเลยก็ได้ครับ . ยกตัวอย่างเช่น . เขาอาจจะเปิดข้อความของเรามาอ่าน ตั้งใจที่จะตอบข้อความของเรา แต่ก็มีบางอย่างในชีวิตมาดึงความสนใจเขาไปก็ได้ เขาอาจจะกำลังเครียดกับเรื่องบางอย่างในชีวิตของเขาอยู่ ส่งผลให้เขายังไม่พร้อมที่จะตอบข้อความของเราก็ได้ เขาอาจจะแคร์เรามากๆจนทำให้เขาหลีกเลี่ยงการตอบข้อความของเรา (เพราะเขาไม่ชัวร์ว่าจะตอบเรายังไงดี) ก็ได้ . เป็นต้น . มันโอเคมากๆเลยครับที่เราจะรู้สึกเจ็บปวดเมื่ออีกฝ่ายมีพฤติกรรมที่ “เพิกเฉย” ต่อข้อความของเรา . อย่างไรก็ตาม เราอย่าปล่อยให้ความเงียบนั้นนำมาสู่การ “ฟันธงตัวเอง” ว่าเรา “ดีไม่พอ” หรือ “ไม่มีค่า” เด็ดขาด . เพราะนั่น…ไม่เป็นความจริงครับ . อ้างอิง http://dx.doi.org/10.1037/1089-2680.5.4.323 https://doi.org/10.1016/S0065-2601(08)60357-3 https://doi.org/10.1037/0022-3514.70.6.1327 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนโหยหาอิสรภาพ . เราอยากเป็นอิสระจากอดีต เราอยากเป็นอิสระจากความกลัว (ว่าคนอื่นจะมองเรายังไง) เราอยากเป็นอิสระจากเสียงในใจเราที่คอยตอกย้ำว่าเรา “ดีไม่พอ” . ข่าวดีก็คือ เราสามารถเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ได้ครับ . แต่ข่าวร้ายก็คือ อิสรภาพที่เราจะได้มานั้น เราจะไม่ได้มันมาแบบฟรีๆ . เราต้องเอา “ความกล้าหาญ” ไปแลกมันมาครับ . เราต้องกล้าที่จะสัมผัสกับความรู้สึกในใจ (ที่เราอาจจะหลีกเลี่ยงมันมานานหลายปี) เราต้องกล้าที่จะพูดความจริง (แม้จะมีบางคนที่ฟังและเดินออกไปจากชีวิตเราก็ตาม) เราต้องกล้าที่จะก้าวออกไปข้างหน้า (แม้ความกลัวในใจจะคอยกระซิบว่า “ฉันไม่ไหวหรอก” เป็นระยะๆ) . “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องสูญเสียความสะดวกสบาย “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน “ความกล้าหาญ” อาจทำให้เราต้อง “ลอกคราบ” ตัวเองเวอร์ชั่นเก่าที่เราคุ้นเคย . มันอาจจะทำให้เราเกิดความลังเลในใจว่า “ฉันตัดสินใจถูกแล้วใช่ไหม? หรือว่าฉันจะกลับไปเป็นเหมือนดีกว่า?” . ความลังเลนี้เป็นเรื่องที่ปกติมากๆเลยครับ . อย่างไรก็ตาม ต่อให้เสียงของความลังเลจะดังขึ้นมาในใจของเราขนาดไหน แต่ตราบใดที่เรายังคงเลือกที่จะกล้าหาญต่อไปในทุกๆวัน สุดท้ายแล้ว อิสรภาพก็จะมาอยู่ในกำมือของเราแน่นอนครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/2012-00755-000 https://doi.org/10.1016/j.cpr.2010.03.001 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327965pli1501_01 May, R. (1981). The Courage to Create. Norton & Company. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราทำงานบางอย่าง (เช่น เขียนหนังสือ นำเสนองานกับลูกค้า วาดรูป) พวกเราหลายคนจะตั้งใจกับมัน . อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเราใช่ว่าจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดี” เสมอไป . เพราะอะไร? . สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า ความตั้งใจของเราแต่ละคนมี “รากฐาน” ที่แตกต่างกัน . ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนความกลัว . ยกตัวอย่างเช่น “ถ้าฉันทำงานนี้ได้ไม่เป๊ะ แสดงว่าฉันล้มเหลว” “ฉันต้องห้ามพลาดเด็ดขาด” “ถ้าฉันไม่ชนะ ทุกอย่างที่ฉันทำมาก็จะไร้ค่าทันที” เป็นต้น . ในขณะเดียวกัน ความตั้งใจของบางคนมี “รากฐาน” อยู่บนการเติบโต . ยกตัวอย่างเช่น “การที่ฉันทำงานนี้ไม่เป๊ะ ไม่ได้แปลว่าฉันล้มเหลว – มันแปลว่าฉันยังพัฒนาได้อีก” “ฉันสามารถผิดพลาด (และเรียนรู้) ระหว่างทำงานได้” “ไม่ว่าฉันจะชนะหรือแพ้ ฉันก็มีคุณค่าเสมอ” เป็นต้น . หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัว ความกลัวนั้นจะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราดึงศักยภาพของตัวเองออกมาใช้งานได้เต็มที่ . ส่งผลให้ “ผลลัพธ์” การทำงานออกมาแย่ลง (แทนที่จะดีขึ้น) . ในทางกลับกัน หากเราตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโต มันอาจจะไม่สามารถการันตีได้ว่า “ผลลัพธ์” การทำงานจะออกมา 100% ก็จริง . แต่อย่างน้อยที่สุด การตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของการเติบโตจะนำมาสู่ “ผลลัพธ์ที่ดีกว่า” เมื่อเทียบกับการตั้งใจทำงานบน “รากฐาน” ของความกลัวแน่นอนครับ . อ้างอิง https://www.jstor.org/stable/40064185 https://doi.org/10.1080/02640410601040093 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/10458-000 https://psycnet.apa.org/doi/10.1207/s15327957pspr1004_2 #จิตวิทยา #siamstr
image “ทุกวันนี้ เศรษฐกิจไม่ค่อยสู้ดีนัก” . นี่คือประโยคที่เราได้ยินตามข่าว และได้อ่านตาม comment ใน social media . แต่สำหรับหลายๆคน ประโยคข้างต้นไม่ได้เป็นแค่คำพูดหรือตัวอักษร แต่มันได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่พวกเขารู้จักในที่ทำงาน . เพราะอยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาก็เดินเข้ามาในที่ทำงาน มองไปรอบๆ และเห็นว่าเพื่อนร่วมงานบางคนที่เคยนั่งอยู่ใกล้ๆ ที่เคยพูดคุยด้วย ที่เคยไปกินข้าวด้วยกัน… . …ตอนนี้ เพื่อนร่วมงานคนนั้นไม่อยู่แล้ว . มันเป็นความรู้สึกที่แย่ไม่น้อยเลยครับ . แต่ในหลายๆกรณี การสูญเสียเพื่อนร่วมงานไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด . สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นคือความเงียบที่เกิดขึ้นหลังจากที่เพื่อนร่วมงานออกไปแล้ว . เพราะความเงียบสร้างบรรยากาศความกลัวในที่ทำงาน (เช่น “ทำไมเขาถึงออกล่ะ? เขาทำอะไรผิดไปหรือ? แล้วฉันจะโดนเป็นคนต่อไปหรือเปล่า?”) . เพราะความเงียบสร้างความรู้สึก “ไร้ค่า” ในสายตาของคนที่ยังอยู่ (เช่น “ที่นี่เขาไล่คนออกกันได้ง่ายๆโดยที่ไม่มีใครพูดอะไรสักแอะเลยหรือ?”) . เพราะความเงียบคือการปฏิเสธพื้นที่ให้คนที่ยังอยู่ได้มีโอกาสรู้สึกเสียใจกับการสูญเสียที่เพิ่งเกิดขึ้น . ทั้งหมดนี้สามารถทำให้คนที่ยังอยู่บางคนเริ่มคิดขึ้นมาในใจว่า “ฉันไม่อยากทำงานอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว ฉันเริ่มต้นมองหางานอื่นดีกว่า” . และถ้าพวกเขาสามารถ “หางานใหม่” ได้สำเร็จและพวกเขาลาออกไป และบรรยากาศในที่ทำงานยังเต็มไปด้วยความเงียบอยู่ มันก็จะยิ่งกระตุ้นให้คนบางส่วนเริ่ม “หางานใหม่” ต่อไปอีก . มันจะกลายเป็นวังวนที่ไม่จบไม่สิ้น (จนกระทั่งองค์กรไปต่อไม่ได้และต้องปิดตัวลง) . ด้วยเหตุนี้ การสื่อสารกับคนที่ยังทำงานอยู่ (เวลาที่มีใครสักคนออก) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ . …สื่อสารว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ออกไป (ไม่ต้องบอกหมดก็ได้นะครับ บอกเท่าที่บอกได้) เพื่อเป็นการสยบข่าวลือและสร้างความไว้วางใจ …สื่อสารว่าทางองค์กรเข้าใจว่าการที่คนๆนั้นออกไปอาจจะทำให้คนที่ยังอยู่รู้สึกอย่างไรบ้าง (เช่น “ผมเข้าใจว่าหลายคนในทีมสนิทกับแนน การออกของแนนคงจะทำให้หลายคนรู้สึกใจหายอยู่ไม่น้อย”) …สื่อสารว่าทางองค์กรยินดีเปิดโอกาสให้คนที่ยังอยู่สามารถสอบถามหรือพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ …สื่อสารให้คนที่ยังอยู่รับรู้ว่า แม้ภายในองค์กรจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น (เช่น มีการเชิญคนๆหนึ่งออกเพราะปัญหาทุจริต) แต่หลายๆอย่างในองค์กรก็ยังคงเหมือนเดิม (เช่น องค์กรยังไม่มีแผนที่จะลดจำนวนพนักงาน) . การสื่อสารที่เกิดขึ้นนั้น…ไม่จำเป็นต้อง “เยอะ” หรือ “ใหญ่” . แต่มันจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น หากองค์กรไม่ต้องการให้เกิดวังวน “มีคนออก => เงียบ => บรรยากาศการทำงานแย่ => มีคนออกเพิ่มเติม => เงียบต่อ => บรรยากาศยิ่งกว่า” ครับ . อ้างอิง https://doi.org/10.2307/2666999 https://doi.org/10.2307/41166691 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/11503-000 https://doi.org/10.1177/0149206311436079 https://psycnet.apa.org/record/1993-98656-000 #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราเห็นคนใกล้ตัว (เช่น ลูก น้อง แฟน เพื่อนสนิท) ทุกข์ใจ . หลายครั้ง เราจะพยายาม “กระตุ้น” ให้พวกเขาออกจากความทุกข์เร็วๆ (เช่น “มองโลกในแง่ดีสิ” “สู้หน่อยน่า”) . การ “กระตุ้น” ลักษณะนี้อาจจะได้ผลในบางกรณีนะครับ . แต่สำหรับหลายๆกรณี เรามักจะพบว่า ต่อให้เราจะออกแรง “กระตุ้น” ขนาดไหน เจ้าตัวเขาก็ยังจมอยู่กับความทุกข์ใจนั้นอยู่ดี . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . เพราะเวลาที่เราพยายาม “กระตุ้น” คนที่กำลังทุกข์ใจ… . …มันเหมือนกับว่าเรากำลัง “ปฏิเสธ” ความทุกข์ที่เจ้าทุกข์เขากำลังประสบอยู่ …มันเหมือนกับว่าเรากำลังพยายาม “ควบคุม” เขา (เช่น ควบคุมให้เขามองโลกในแง่ดี) …มันอาจทำให้เจ้าทุกข์เขารู้สึกอับอายที่ตัวเองทุกข์ใจ (เช่น “ทำไมฉันถึงไม่สามารถสู้แบบที่คนอื่นบอกได้? หรือว่าฉันอ่อนแอใช่ไหม?”) . และที่สำคัญก็คือ ความพยายาม “กระตุ้น” ของเรานั้น มันอาจไม่ใช่สิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการ ณ เวลานั้นมากที่สุด . เพราะสิ่งที่เจ้าทุกข์กำลังต้องการมากที่สุด ณ ขณะนั้นอาจเป็นการมีใครสักคนที่พร้อมจะรับฟัง เข้าใจ ไม่ตัดสิน . เพราะมันจะช่วยให้เจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย . และเมื่อเจ้าทุกข์รู้สึกปลอดภัย เขาก็จะอยู่ในจุดที่ “พร้อม” สำหรับการเปลี่ยนแปลง (ที่จะนำพาออกมาจากความทุกข์ใจ) ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0045357 https://psycnet.apa.org/doi/10.1606/1044-3894.3483 https://doi.org/10.1207/S15327965PLI1104_01 https://psycnet.apa.org/doi/10.1521/jscp.2011.30.2.163 Brehm, S. S., & Brehm, J. W. (1981). Psychological reactance: A theory of freedom and control. New York: Academic Press. #จิตวิทยา #siamstr
image ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกท่านที่อ่านบทความในเพจนี้อาจจะเข้าใจว่าผมเป็นนักจิตวิทยา . แต่ในความเป็นจริงนั้น นอกจากผมจะเป็นนักจิตวิทยาแล้ว ผมยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (ต่อให้จะเป็นคนที่ผมไม่เคยรู้จักมาก่อน) อีกด้วย! . สิ่งที่ผมเขียนมานี้…ฟังดูเหมือนผมกำลัง “ขี้โม้” เลยใช่ไหมครับ? . ถ้าเช่นนั้น ผมขอพิสูจน์ตัวเองด้วยการ “อ่านนิสัย” ของท่านผู้อ่านดังนี้ครับ . “ท่านผู้อ่านเป็นคนที่มีความอ่อนโยนอยู่ในตัว แต่หลายๆครั้ง เวลาที่ท่านแสดงออก คนอื่นจะมองเห็นเฉพาะความเข้มแข็งของท่านเป็นหลัก นอกจากนี้ ท่านยังเป็นคนที่มีศักยภาพอยู่ในตัวสูง แต่ความไม่มั่นใจในตัวเองของท่านก็ส่งผลให้ท่านไม่สามารถแสดงศักยภาพออกมาเต็มที่ในบางครั้งได้” . ท่านรู้สึกว่าสิ่งที่ผมเขียนมานั้น…มัน “ใช่” “ตรง” “แม่น” ไหมครับ? . ผมเดาว่า สำหรับท่านผู้อ่านจำนวนไม่น้อย สิ่งที่ผมเขียนไว้ในข้างต้นมันรู้สึก “ใช่” อย่างแรง . ซึ่งผมขอสารภาพเลยครับว่า ในความเป็นจริงแล้ว ผมไม่ได้มีพลังพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่นอย่างที่ผมได้ “ขี้โม้” ไว้ในข้างต้นหรอกครับ . ผมเพียงแค่อาศัยสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า Barnum effect ในการเขียนข้อความข้างต้นเท่านั้น . กล่าวคือ หากผมเขียนข้อความดังกล่าวให้มีเนื้อหาที่กว้างๆและคลุมเครือสักหน่อย สมองของเราก็มีแนวโน้มที่จะตีความว่าข้อความเหล่านั้นกำลังพูดถึงตัวเราโดยเฉพาะ . ด้วยเหตุนี้ ผมจึงสามารถ “โม้” ว่าผมมีความสามารถพิเศษในการ “อ่านนิสัย” คนอื่น (และฟังดู “มีมูล”) นั่นเอง . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/h0059240 https://doi.org/10.2466/pr0.1985.57.2.367 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเราหลายคนอยากที่จะเห็นตัวเองมีวินัยมากกว่านี้ – ไม่ว่าจะเป็นวินัยในการทำงาน (เช่น ทำงานเสร็จก่อน deadline) วินัยในการดูแลสุขภาพ (เช่น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ) วินัยในการสื่อสารกับคนอื่น (เช่น ไม่ตวาดใส่ลูกเพราะเครียดจากที่ทำงานมาก่อนหน้านี้) . แต่ไม่ว่าพวกเราจะพยายามขนาดไหน มันก็จะมีบางวันที่เราพลาด . บางวัน เราจะทำงานเสร็จไม่ทัน deadline บางวัน เราจะไม่ได้ออกกำลังกาย บางวัน เราจะตวาดใส่ลูก . ในวันที่เราพลาดนั้น เรามีท่าทีต่อตัวเองอย่างไร? . หลายคนจะต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง . พวกเขามองว่า ยิ่งพวกเขาต่อว่าตัวเองรุนแรงแค่ไหน มันจะช่วยให้พวกเขา “เจ็บและจำ” มีวินัยมากขึ้นในอนาคต และไม่เกิดข้อผิดพลาดขึ้นอีก . อย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาค้นพบว่า การต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงไม่ใช่วิธีที่ดีขนาดนั้นครับ . จริงอยู่ครับว่า ความรู้สึกอับอายและความรู้สึกโทษตัวเอง (ที่มาจากการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) สามารถทำหน้าที่เป็น “เชื้อเพลิง” ที่ผลักดันเราไปข้างหน้าได้ . แต่มันถือเป็น “เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ” ครับ . เพราะแม้ว่าความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองจะช่วยผลักดันให้เราขยับไปในข้างหน้า แต่ในขณะเดียวกัน ความอับอายและความรู้สึกโทษตัวเองก็ทำหน้าที่เป็นเหมือนเบรกที่ทำให้เราหมดแรงใจที่จะพยายามมีวินัยต่อไปเช่นกัน . มันเหมือนเวลาที่เรารู้สึกกระหายน้ำและเราหยิบน้ำหวานมาดื่มเลยครับ . น้ำหวานมันช่วยดับกระหายได้ก็จริง แต่มันมาพร้อมกับ “ผลข้างเคียงทางลบ” (เช่น น้ำตาล) ที่ทำลายสุขภาพร่างกายของเราเช่นกัน . ในทางกลับกัน หากเราเลือกที่จะไม่ดื่มน้ำหวาน หากเราเลือกที่จะไม่ต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรงเวลาที่เราผิดพลาด หากเราเลือกที่จะพูดกับตัวเองว่า “ใช่ ครั้งนี้ฉันพลาด แต่ฉันอยากที่จะมีวินัยกับเรื่องนี้ให้ได้ มีอะไรที่ฉันทำได้เพื่อที่จะให้ตัวเองไม่พลาดแบบนี้ในอนาคตไหม?” แทน . มันจะเปรียบได้กับการที่เราดื่มน้ำเปล่าดับกระหาย . มันคือการที่เราใช้ “เชื้อเพลิงคุณภาพสูง” ในการผลักดันให้ตัวเองไปข้างหน้า โดยไม่มี “ผลข้างเคียงทางลบ” ที่คอยบั่นทอนกำลังใจของเรา (เหมือนกรณีที่ต่อว่าตัวเองรุนแรง) . เรียกได้ว่า… . นอกจากการใจดีกับตัวเอง (เวลาที่เราพลาด) จะรู้สึกดีกว่า (เมื่อเทียบกับการต่อว่าตัวเองอย่างรุนแรง) มันยัง “ได้ผล” มากกว่าอีกด้วยครับ! . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1080/15298860309032 https://psycnet.apa.org/doi/10.4135/9781412950664.n388 https://psycnet.apa.org/doi/10.1037/0022-3514.92.5.887 https://psycnet.apa.org/doi/10.1177/0146167212445599 #จิตวิทยา #siamstr
image พวกเรารู้ดีว่า เราไม่ควรผิดสัญญากับคนอื่น (เช่น สัญญากับลูกว่าจะพาไปเที่ยวแต่ไม่ได้พาไป สัญญากับแฟนว่าจะเจอกันบ่ายโมงแต่มาเจอกันจริงๆตอนบ่ายสาม สัญญากับหัวหน้าว่าจะส่งงานให้ภายในวันนี้แต่ส่งงานจริงๆในอีกสามวันถัดไป) . เพราะเวลาที่เราให้คำสัญญากับคนอื่น คนอื่นเขาก็จะเกิดความคาดหวัง (ว่าเราจะทำตามสัญญา) . และเมื่อความจริงมันไม่สอดคล้องกับความคาดหวัง มันก็จะทำให้คนอื่นรู้สึกผิดหวัง . นอกจากนี้แล้ว ในหลายๆครั้ง คนอื่นเขาก็ยอมเสียสละบางอย่างในชีวิตเพราะเขาเชื่อมั่นในคำสัญญาของเรา (เช่น ลูกค้าไม่ซื้อสินค้ากับคู่แข่งทางธุรกิจ (ที่อาจจะมีราคาถูกกว่าของเรา) เพราะเชื่อในคำสัญญาของเราที่จะส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้) . ดังนั้น พอเราผิดสัญญาขึ้นมา มันก็ทำให้การเสียสละของคนอื่นมัน “เสียเปล่า” หรือเกิด “ความเสียหาย” ได้ (เช่น พอเราผิดสัญญากับลูกค้าด้วยการไม่สามารถส่งสินค้าให้ลูกค้าภายในเดือนนี้ได้ ลูกค้าก็กลับไปติดต่อซื้อสินค้ากับคู่แข่งอีกรอบและพบว่าสินค้าของคู่แข่งขายหมดไปแล้ว) . แต่ในทางกลับกัน พอเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการผิดสัญญากับคนอื่น พอเราพูดถึงการผิดสัญญากับตัวเอง หลายคนจะมองว่าการผิดสัญญากับตัวเองมันเป็นเรื่องที่ “ไม่เป็นปัญหา” . อย่างไรก็ตาม นั่นอาจจะไม่ใช่ความจริงครับ . เพราะทุกครั้งที่เราสัญญากับตัวเอง และเราไม่ทำตามสัญญานั้น (เช่น สัญญากับตัวเองว่าจะออกกำลังกายวันนี้ 30 นาที แต่พอถึงเวลาจริงๆ เราไม่ได้ลงมือออกกำลังกายตามที่ได้สัญญากับตัวเองไว้) มันคือการตอกย้ำกับตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” . ตอนแรกๆ มันอาจจะ “ไม่เป็นปัญหา” มากนักหรอกครับ . แต่พอวันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเราถูกตอกย้ำว่า “ฉันเป็นคนที่พึ่งพาไม่ได้” ไปเรื่อยๆ ความมั่นใจในตัวเองของเราก็จะค่อยๆร่อยหรอลง . และเมื่อความมั่นใจในตัวเองของเราถูกบั่นทอนจนถึงจุดหนึ่ง… . มันก็จะทำให้เรารู้สึกหมดหวังกับตัวเอง มันจะทำให้เรามองว่า “ฉันเป็นคนที่ไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหรอก” มันจะทำให้เราไม่อยากที่จะลุกขึ้นมาทำอะไรกับชีวิตตัวเอง มันจะทำให้เราเพียงแค่มีชีวิตแต่ไร้ชีวา . และหากเราถึงจุดนั้นจริงๆ ชีวิตของเราในแต่ละวันจะทรมานราวกับว่าเรากำลังตกอยู่ในนรกเลยทีเดียวครับ . แต่ข่าวดีก็คือ ต่อให้ตอนนี้เราจะอยู่ที่ “ก้นเหวนรก” แต่หากเราเริ่มต้นสัญญากับตัวเอง (เริ่มตั้งแต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น “ฉันจะเก็บที่นอนทันทีที่ฉันตื่นนอน” หรือ “ฉันจะพาตัวเองไปเดินออกกำลังกายวันนี้ 5 นาที”) และเริ่มต้นรักษาคำสัญญากับตัวเองได้ . เราก็จะค่อยๆพาตัวเองขึ้นจาก “ก้นเหวนรก” ได้เช่นกันครับ #จิตวิทยา #siamstr
image หลายคนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและการเรียกร้องจากอีกฝ่าย . และที่สำคัญก็คือ ต่อให้พวกเขาจะทำตามข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังเหล่านั้นได้สำเร็จ อีกฝ่ายก็จะมีข้อเรียกร้องหรือความคาดหวังใหม่ๆตามมา . ยกตัวอย่างเช่น . บางคนมีพ่อแม่ที่คาดหวังให้เขาเรียนให้ดีตอนเด็กๆ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาโตขึ้นไปและทำงานกับองค์กรชั้นนำ ต่อมาก็คาดหวังให้เขาแต่งงานมีลูก . บางคนมีแฟนที่บอกให้เขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัว ต่อมาก็บอกให้เขาหยุดใช้เวลากับเพื่อนๆ (เพื่อจะได้ใช้เวลากับแฟนมากขึ้น) ต่อมาก็บอกให้เขาหยุด “ฟูมฟาย” เวลาที่เขาเสียใจกับบางสิ่งที่แฟนพูด . เป็นต้น . หลายคนตัดสินใจที่จะ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ . เพราะพวกเขามีความหวังอยู่ในใจว่า หากพวกเขาสามารถบรรลุความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้มากพอ อีกฝ่ายก็จะหยุดคาดหวังหรือเรียกร้องในที่สุด . แต่ความจริงที่หลายคนอาจไม่อยากได้ยินก็คือ โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะไม่หยุดครับ . เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ “สอน” อีกฝ่ายว่า “ถ้าฉันต้องการอะไรสักอย่าง ขอเพียงแค่ฉันแสดงความต้องการฉันออกมา ก็จะมีคนมาตอบสนองความต้องการของฉันเสมอ” . เรียกได้ว่า รูปแบบความสัมพันธ์ที่ผ่านมามันทำให้อีกฝ่าย “สมหวัง” มาตลอด . มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยครับที่อีกฝ่าย (ซึ่ง “สมหวัง” มาตลอด) มักจะไม่ได้อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงในรูปแบบความสัมพันธ์ที่เป็นอยู่ . พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ การ “ก้มหน้าก้มตา” ทำตามความคาดหวังหรือข้อเรียกร้องของอีกฝ่าย โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะหยุดไปเองในท้ายที่สุดนั้น…มักจะจบลงด้วยการ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ครับ! . โดยส่วนใหญ่แล้ว อีกฝ่ายจะหยุดก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ “ตามใจ” มาโดยตลอดเริ่มที่จะหยุด “ตามใจ” เท่านั้น . “ฉันเข้าใจนะว่าเธอต้องการให้ฉันทำ xxx และที่ผ่านมา ฉันก็ตามใจเธอมาตลอด แต่นับจากนี้ไป ฉันจะไม่ตอบตกลงกับทุกๆความคาดหวังและข้อเรียกร้องของเธออีกแล้ว - ฉันขอเริ่มต้นดูแลใจฉันบ้างนะ” . ยิ่งฝ่ายที่ “ตามใจ” สามารถพูดประโยคข้างต้นได้เร็วเท่าไหร่ การ “เหนื่อยฟรีอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ก็จะเริ่มสิ้นสุดลงเร็วเท่านั้นครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/record/1975-21547-000 https://doi.org/10.1111/j.0022-3506.2004.00256.x https://doi.org/10.1016/S0005-7894(84)80046-5 https://psycnet.apa.org/record/1954-05139-000 Gilbert, P. (2009). The Compassionate Mind: A New Approach to Life Challenges. London: Constable and Robinson Ltd. Cloud, H., & Townsend, J. (1992). Boundaries: When to Say Yes, How to Say No. Bowen, M. (1978). Family Therapy in Clinical Practice. #จิตวิทยา #siamstr
image เวลาที่เราต่อว่าใครสักคนในชีวิต (เช่น ต่อว่าน้องเพราะเข้าใจว่าน้องเอารถเราไปขับและเฉี่ยวชนจนมีรอยขีดข่วน) และเราพบว่าเราเข้าใจผิด (เช่น จริงๆแล้ว รอยขีดข่วนนั้นมีอยู่ตั้งแต่ก่อนที่น้องจะเอารถไปขับ) . สิ่งหนึ่งที่เรามักจะทำคือการกล่าวขอโทษกับคนๆนั้น . อย่างไรก็ตาม หากเรามองดูในโลกออนไลน์ เราจะเห็นหลายๆกรณีที่มีการต่อว่าใครสักคนอย่างรุนแรง (หรือแม้กระทั่งหยาบคาย) แต่พอความจริงเฉลยออกมาว่า การต่อว่านั้นเกิดจาก “ความเข้าใจผิด” . เราแทบจะไม่เห็นการออกมากล่าวขอโทษเลย . ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น? . . . # 1 เพราะเราไม่เห็นน้ำตา . ในโลกออฟไลน์ ตอนที่เราต่อว่าใครสักคน เราจะเห็นความเจ็บปวดที่ถูกแสดงออกมาผ่านสีหน้าท่าทางของคนที่เราต่อว่าอย่างชัดเจน (เช่น ร้องไห้) . ฉะนั้น เมื่อเรารู้ว่าเราเข้าใจผิดในเวลาต่อมา เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษกับคนๆนั้นมากขึ้น (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เรามองเห็นก่อนหน้านี้) . แต่ในทางกลับกัน สำหรับกรณีโลกออนไลน์นั้น เวลาที่เราต่อว่าใครสักคน สิ่งที่เราเห็นมีเพียงแค่ข้อความ มีเพียงแค่ชื่อ username . เรามองไม่เห็นความเจ็บปวดของคนที่เราต่อว่าได้ชัดเจนเท่ากับกรณีของโลกออฟไลน์ . ด้วยเหตุนี้ เราจึงมีแรงจูงใจที่จะกล่าวคำขอโทษ (เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดจากความเข้าใจผิด) น้อยกว่ากรณีของโลกออฟไลน์นั่นเองครับ . # 2 เพราะการขอโทษในโลกออฟไลน์มักจะมีความเป็นส่วนตัว . กล่าวคือ เรากล่าวขอโทษคนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเพียงคนเดียว . ฉะนั้น ในกรณีของโลกออฟไลน์ หากเราจะรู้สึก “เสียหน้า” มันก็จะเป็นการ “เสียหน้า” ที่มีแค่คน 1 คนรับรู้ . แต่ในทางกลับกัน หากเราพิมพ์ comment ต่อว่าใครสักคนในโพสต์โซเชียลมีเดีย และในเวลาต่อมา เราพิมพ์ comment ขอโทษ . คนที่จะมองเห็นคำขอโทษของเราจะไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เราต่อว่าไปด้วยความเข้าใจผิดเท่านั้น . คนอื่นๆในโซเชียลมีเดียก็จะมองเห็นคำขอโทษของเราด้วย . มันจะเป็นความรู้สึก “เสียหน้า” ที่มีหลายคนรับรู้ (และบางคนที่รับรู้ก็อาจจะพิมพ์ข้อความ “ต่อว่า” หรือ “ซ้ำเติม” เราอีกด้วย) . # 3 เพราะเรากลัวที่จะรับรู้ว่าตัวเองผิด . หลังจากต่อว่าใครสักคนหนึ่งไปแล้ว หลายคนจะไม่เปิดรับข้อมูลใหม่ๆทั้งสิ้น . เพราะการที่เราเปิดรับข้อมูลใหม่อยู่เรื่อยๆ มันคือการ “เปิดช่อง” ความเป็นไปได้ว่า สิ่งที่เราเข้าใจในอดีตนั้น มันอาจจะผิดก็ได้ . เราไม่อยากเผชิญกับความรู้สึกแย่ที่ตัวเองเข้าใจผิดและออกตัวแรงต่อว่าคนอื่นไปแบบผิดๆ . เราจึงพยายาม “ปิดหูปิดตา” ตัวเองจากข้อมูลใหม่ๆเหล่านั้น . ด้วยเหตุนี้ ต่อให้มันจะมีข้อมูลใหม่ออกมา (ที่สะท้อนให้เห็นว่าเราเข้าใจผิด) . แต่ในเมื่อเราไม่ได้รับรู้ถึงข้อมูลใหม่นั้นแล้ว เราก็ไม่ต้องรู้สึกแย่กับตัวเอง (และก็ไม่ต้องคิดที่จะขอโทษเช่นกัน) . . . เหล่านี้คือเหตุผล (บางส่วน) ที่ทำให้เราไม่ค่อยพบเห็นการกล่าวคำขอโทษในโลกออนไลน์ครับ . อ้างอิง https://psycnet.apa.org/doi/10.1089/1094931041291295 https://doi.org/10.1177/1088868310377395 https://psycnet.apa.org/record/2007-07067-000 Goffman, E. (1967). Interaction Ritual: Essays on Face to Face Behavior. New York: Anchor Books. #จิตวิทยา #siamstr