เทรดเดอร์ นักเก็งกำไร ไม่ได้สร้างประโยชน์อะไรให้โลกเลย จริงเหรอ? - sats and sound EP21
เป็นคำถาม สงสัยจากกลุ่ม bitcoin community ที่หลายๆคนอาจจะมีความอินกับเศรษฐศาสตร์ออสเตียน หรือ การสร้าง Productivityจริงๆ
ถึงจะเป็นคําถามดูแรง สะท้อนความสงสัยของหลายคน และนำไปสู่การถกเถียงที่น่าสนใจถึงบทบาทของนักลงทุนในระบบเศรษฐกิจ ผมได้รวบรวมประเด็นแยกเป็นมุมมองต่างๆของคนในคอมมูนิตี้ มาให้ฟังกันครับ
คำถามที่ว่า "เทรดเดอร์ (นักเก็งกำไร) สร้าง Productivity ให้กับโลกใบนี้ยังไงเหรอครับ? ส่วนตัวผมมองว่าไม่ได้สร้างประโยชน์ให้กับโลกตรงไหนเลย"
มุมมองที่ 1: "นักเทรดไม่ได้สร้าง Productivity โดยตรง" (แต่นั่นอาจไม่ใช่ปัญหา)
ก่อนอื่น หลายคนยอมรับว่าในมุมมองดั้งเดิมของการผลิตสินค้าหรือบริการ เทรดเดอร์อาจไม่ได้ "สร้าง" ผลผลิตทางกายภาพโดยตรง (เช่น ไม่ได้สร้างบ้าน ไม่ได้ผลิตอาหาร)
1 เน้นการแลกเปลี่ยน: บางความเห็นชี้ว่าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม โลกนี้มีแต่การ "แลกเปลี่ยน" (Exchange) ไม่ใช่แค่การผลิต ทุกคนล้วนมีการแลกเปลี่ยนสินค้า สกุลเงิน แรงงาน หรือทักษะ การค้าขายก็เป็นการแลกเปลี่ยนรูปแบบหนึ่งที่ตอบสนองความต้องการที่ต่างกัน และราคาก็ขึ้นลงตาม Demand-Supply
นิยามของ Productivity: คำว่า Productivity มักถูกใช้ในเชิงเชิดชูการทำงานผลิต แต่ในความเป็นจริงมันเป็นตัวชี้วัดภายหลังการแลกเปลี่ยน หากยึดติดกับ Productivity มากเกินไปโดยไม่เข้าใจหัวใจของการแลกเปลี่ยน อาจนำไปสู่ความคิดแบบสังคมนิยม ซึ่งประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าประเทศที่เชิดชู Productivity สุดโต่ง (เช่น คอมมิวนิสต์) กลับมีปัญหาเรื่อง Over-Supply และไม่สามารถพัฒนาได้เท่าที่ควรหากปราศจากการแลกเปลี่ยนที่เสรี
มมองที่ 2: เทรดเดอร์มีบทบาทสำคัญในการสร้าง "สภาพคล่อง" (Liquidity)
นี่คือประเด็นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดและถือเป็นประโยชน์หลักของนักเทรด
1 สร้างสภาพคล่องในตลาด: เทรดเดอร์คือผู้ที่สร้าง สภาพคล่อง (Liquidity) ในตลาด การมีนักซื้อและนักขายจำนวนมาก ทำให้ราคาเสนอซื้อ (Bid) และราคาเสนอขาย (Ask) อยู่ใกล้กัน
2 ลดช่องว่างราคา: หากไม่มีนักเทรด ราคาซื้อขายจะห่างกันมาก ทำให้การทำธุรกรรมหรือการดำเนินธุรกิจเป็นเรื่องยากขึ้น
3 อำนวยความสะดวกการลงทุน: หากไม่มีตลาดรอง (Secondary Market) ที่มีสภาพคล่องสูง นักลงทุนคงไม่มีใครอยากลงทุนในตลาดแรก (Primary Market) เพราะไม่รู้จะถอนเงินออกอย่างไร การมีเทรดเดอร์ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินระดับพันล้าน หมื่นล้านทำได้ง่ายขึ้น ทำให้ Network ของตลาดทุน (รวมถึง Bitcoin) ใหญ่ขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น
4 พ่อค้าคนกลางในระบบทุนนิยม: นักเทรดก็เหมือนพ่อค้าคนกลาง ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการไหลเวียนของสินค้าและบริการในระบบทุนนิยม และช่วยให้คนทำงานสร้าง Productivity สามารถเข้าถึงสินทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
มุมมองที่ 3: กระตุ้นการหมุนเวียนของเงินและการเติบโตของตลาด
นอกจากสภาพคล่องแล้ว เทรดเดอร์ยังมีบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการเติบโตของตลาดทุน:
1 การหมุนเวียนเงิน: เทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้ก็จะนำเงินไปใช้จ่าย สร้างกระแสเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ เทรดเดอร์ไม่ได้อิ่มทิพย์ พวกเขาก็ใช้จ่ายในห่วงโซ่อุปทานเหมือนคนทั่วไป
2 การอัดฉีดเงินสู่ตลาด (โดยไม่ตั้งใจ): ความเห็นที่น่าสนใจคือ "เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ขาดทุน" เงินที่เทรดเดอร์ที่ขาดทุนเสียไป ก็เหมือนการเติมเงินให้กับตลาด ทำให้ผู้ที่คู่ควร (เช่น บริษัทที่เข้มแข็ง หรือโปรเจกต์ที่น่าลงทุน) มีเงินทุนนำไปสร้างประโยชน์ต่อ
3 ขยาย Market Cap: ในตลาดคริปโตเคอร์เรนซี โดยเฉพาะ Bitcoin การมีเทรดเดอร์และผู้ถือ (Holder) ช่วยขยาย Market Cap ของสินทรัพย์ ทำให้ Network ของ Bitcoin ใหญ่ขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น
มุมมองที่ 4: นักเทรดเปรียบเสมือน "เสียงของตลาด"
ตลาดคือสถานที่ที่ผู้คนใช้เงินสื่อสารกัน ยิ่งโวลลุ่ม (ปริมาณการซื้อขาย) เยอะ เสียงพูดในตลาดก็ยิ่งดัง ซึ่งสะท้อนถึงข้อมูลและความเชื่อของผู้คนในตลาดนั้นๆ
บทสรุป
เทรดเดอร์ เป็นบทบาทที่ซับซ้อนและจำเป็นในระบบทุนนิยม แม้ว่านักเทรดและนักเก็งกำไรอาจไม่ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นรูปธรรมโดยตรง แต่บทบาทของพวกเขาในระบบเศรษฐกิจนั้นซับซ้อนและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในการ "สร้างสภาพคล่อง" ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ตลาดทุนและตลาดสินค้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
#siamstr #btc #bitcoin #เกร็งกำไร #เทรดเดอร์
นักเทรดเปรียบเสมือน "ผึ้งที่ช่วยผสมเกสรดอกไม้" ทำให้ตลาดทุนมีชีวิตชีวา ดึงดูดเงินทุนให้เข้ามารวมกัน และขับเคลื่อนการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น แม้ความตั้งใจแรกของเทรดเดอร์อาจเป็นเพียงการทำกำไรส่วนตัว แต่โดยกลไกของตลาด บทบาทของพวกเขากลับสร้างประโยชน์และ Productivity ในมิติที่แตกต่างออกไปจากที่หลายคนเคยเข้าใจ
0.01 BTC เป้าขั้นต่ำที่อยากทุกคนมีไว้ เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในวันหน้า - Sats and Sound EP 20
คลิปนี้ไม่ใช่การอวย แต่เป็นการคิดไปถึงอนาคต จากสถานะการณ์ปัจจุบัน ทั้งเศรษฐกิจ สภาพสังคมที่แย่ลงจากเงินเฟียตที่เสื่อมค่า จากการพิมเงินมหาศาล
วงจรนรกที่แย่ต่อคนส่วนใหญ่ แต่ความตลกร้ายคือมันจะยังดําเนินต่อไปแบบนี้โดยไม่มีใครหยุดได้
นับตั้งแต่ปี 1971 ที่มีการใช้ระบบ Fiat Standard เงินกระดาษมูลค่าของมันก็ลดลงไปแล้วกว่า 99%
นี่แหละคือสาเหตุที่ของทุกอย่างแพงขึ้นตามเวลา โดยที่พวกเราโดนปลูกฝังว่า มันเป็นเรื่องปกตินะ เงินก็ต้องเฟ้อขึ้นแต่ที่จริงมันไม่ใช่โว้ยย พวกเราถูกทําให้เชื่อแบบนี้เพราะมันมีกลุ่มคนที่ได้ประโยชน์จากการพิมเงินไง
ถ้าศึกษาเทียบไปในยุค Gold Standard ที่โลกยังเทียบมูลค่ากับทองคํา ยุคนั้นเงินกระดาษคือตั๋วใช้แลกทองคําได้นั้น ราคาสินค้าหรือแม้แต่บ้าน จะมีมูลค่าคงที่หรือไม่ได้เพิ่มขึ้นจนซื้อบ้านกันไม่ได้เหมือนตอนนี้
ลองคิดง่ายๆดู 10 ปีก่อน บอกว่ามีเงิน 10 ล้านบาทเกษียณได้
แต่ตอนนี้ปี 2025 เป้าหมายบางคนคือ 50 ล้านบาทกันแล้ว ก็เพราะเงินเฟ้อไงหล่ะ
คนที่ตระหนักถึงภัยเงียบอย่างเงินเฟ้อ จะพยายามหาทางออกโดยการเปลี่ยนเงินเฟียตที่เสื่อมค่าของตัวเองให้เป็นสินทรัพย์ที่ต้านเงินเฟ้อ ซึ่งมีหลายอย่างและมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยดังนี้
1 พันธบัตรรัฐบาล 1-3% ต่อปี
2 หุ้น 7-10% ต่อปี
3 อสังหาฯ 3-10% ต่อปี
4 ทองคํา 6-10% ต่อปี
5 บิทคอย 80-100% ต่อปี
บิทคอยดูดีสุดแต่ต้องบอกก่อนว่า บิทคอยผันผวนมากที่สุด เพราะเพิ่งเป็นสินทรัพย์ใหม่
และในระยะยาวผลตอบแทนจะน้อยลงเรื่อยๆ
นี่คือเหตุผลแรกที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย
อีกอย่างที่สําคัญเหมือนกันคือ อัตราเงินเฟ้อ ที่ตัวเลขบอกว่า ไม่เกิน 2-3% ต่อปี “เป็นเรื่องไม่จริง”
ถ้าอัตราเงินเฟ้อเท่านี้จริง ทําไมของต่างๆ ราคาบ้านแพงขึ้นเกือบ 50-80% ใน 10 ปีหล่ะ
คําตอบคือเพราะเงินมันเฟ้อมากกว่า นั้นไง
ถ้าไปดูปริมาณเงินในระบบที่เรียกว่า M2 ทั้งในโลก หรือในไทย จะพบว่ามันเฟ้อขึ้น 7-8% ต่อปี ดังนั้นสินทรัพย์ที่เราต้องถือเพื่อต้านเงินเฟ้อ มันต้องให้ผลตอบแทนมากกว่า 7-8%
ไม่งั้นเงินเราจะเสื่อมค่าถูกมั้ย
นี่คือเหตุผลที่สองที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย แล้วการออมในบิทคอยเราไม่ต้องเล่นท่ายากอะไรเลย แค่ออมสม่ำเสมอและเก็บอย่างปลอดภัยใน HW เอาเวลา พลังชีวิตเราไปทําอย่างอื่นที่สนใจได้อีก
อย่างที่บอกว่าวงจรนรกของการพิมเงินในโลกนี้ ไม่มีใครหยุดมันได้ ดังนั้น เราจะอยู่ในโลกที่ของแพงขึ้นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
โดยบางคนคิดแค่ว่าตัวเองไม่เก่ง หาเงินไม่มากพอ ก็เลยลําบาก รู้สึกไม่มั่นคงสักที คุณภาพชีวิตแย่ แต่ที่จริงมันมีสาเหตุจากเงินเฟ้อที่ไม่คนไม่อยากให้คนส่วนใหญ่อย่างเรารู้
คนที่เจอคําตอบไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป หรือ แม้แต่บริษัท เขารู้ไงว่าบิทคอยคือทางออก
ทําให้พวกเขาเก็บสะสมบิทคอยจนทําให้ทุกวันนี้ บิทคอย 1 บิทคอยมีมูลค่าประมาณ 3.5ล้านบาท
ในอนาคตบิทคอยจะมีมูลค่ามากกว่านี้อีก ไม่ว่าจะมาจากการพิมเงิน การแย่งกันสะสมจากคนทั้งโลก นี่คือเหตุผลที่สามที่ทําไมผมถึงแนะนําให้ทุกคนควรมีบิทคอย 0.01 BTC
ใครยังรู้สึกว่าตัวเองช้า อย่ามัวแต่ท้อครับ แนะนําว่าให้ศึกษา และเริ่มจัดสรรเงินมาออมในบิทคอยตั้งแต่วันนี้
แล้วทําไมผมถึงแนะนํา จํานวน 0.01 BTC หรือ 1ล้าน Sats
- ผมคิดว่า นี่คือจํานวนที่ทุกคนควรมีไว้ 0.01BTC ในวันนี้มูลค่าประมาณ 35,000 บาท
มันไม่ได้ทําให้คุณรวยในวันนี้ แต่จะเป็นสิ่งที่ทําให้คุณศึกษาบิทคอยมากขึ้น ซึ่งมันจะทําให้คุณได้ทบทวนและปรับปรุงทักษะทางการเงิน พัฒนาคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- Bitcoin จะมีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้นในโลก ผลิตเพิ่มไม่ได้ แล้วสูญหายหรืออยู่ในกระเป๋าที่เก็บยาวหรือไม่เคลี่ยนไหวอีก 4 ล้านเท่ากับว่าตอนนี้ทุกคนต้องแย่งกันสะสม 17 ล้านเหรียญที่เหลือ
- การเป็นเจ้าของ 0.01 BTC เท่ากับว่า คุณอยู่ในกลุ่มประมาณ 2% แรกของประชากรโลกที่มีศักยภาพในการถือครอง Bitcoin
- ที่สำคัญกว่านั้นถ้าคุณได้ตามข่าวบริษัทที่เก็บบิทคอยกันแบบ ซื้อทุกราคา ซื้อกระหน่ำ การถือบิทคอยไม่ใช่แค่ทางรอดของคนทุนใหญ่อย่างเดียว มันก็เป็นทางรอดสําหรับพวกเราคนตัวเล็กๆเหมือนกัน
สรุป
1 บิทคอยคือทางรอดที่ make sense ที่สุดแล้วในโลกที่เงินเฟ้อมากขึ้นตลอดเวลาแบบนี้
2 ปริมาณ 0.01 BTC ที่แนะนําให้ทุกคนถือนั้น อาจจะดูเหมือนไม่มากในวันนี้ แต่ก็เป็นก้าวสําคัญในการศึกษาระบบการเงิน ปรับปรุงและพัฒนาตัวเราเองให้รอดจากสถานการณ์โหดร้ายจากเงินเฟียตที่กัดกินเราไปเรื่อยๆไม่สิ้นสุด
3 ในอนาคตเมื่อผู้คนตื่นรู้เรื่องเงินเฟ้อมากขึ้น บิทคอยจะยิ่งหายากขึ้นและมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ 0.01 BTC ในอนาคต ทําให้ชีวิตคุณหลุดพ้นจากวงจรเฟียตที่น่ากลัวได้
4 ถ้าใครสะสมบิทคอยจะเข้าใจดีว่า มีเท่าไหร่มันก็ไม่พอ แต่ถ้าไม่เริ่มต้น เราก็จะไม่มีสักที
วันที่ดีที่สุดในการออมบิทคอยก็คือวันนี้
5 อย่าติดกับดับราคาว่า บิทคอยแพงแล้ว ให้มองถึงการรักษามูลค่าว่าเงินที่เราซื้อไป มันจะไม่เสื่อมลงต่างจากการเก็บไว้ในเงินเฟียต
“คนที่รู้ช้าซื้อแพงกว่าเสมอ”
#siamstr #btc #bitcoin
หนี้โลก 300ล้านล้าน USD วงจร นรก ที่ไม่มีใครหยุดได้ ถ้าเข้าใจมัน เราจะรอด - sats and sound EP19
โลกที่เราอาศัยอยู่ขับเคลื่อนด้วยระบบที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "หนี้"
หนี้ทั่วโลกที่สูงถึงกว่า 300 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่า 3 เท่าของมูลค่าเศรษฐกิจโลกที่ผลิตได้ในหนึ่งปี
นี่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นวงจรนรกที่หมุนเวียนไปมาอย่างไม่สิ้นสุด และเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจที่เราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย
วิวัฒนาการของหนี้
- หนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ว่ากันว่า ตัวอักษร ภาษาเขียน มนุษย์คิดค้นมาเพื่อ ทวงหนี้นี่แหละ
- ไม่ว่าจะเป็นหนี้บุคคล หรือ ระดับภาครัฐ ก็มีมาตั้งแต่ก่อนธนาคารและเงินตราแล้ว
- รัฐบาลในอดีตใช้หนี้เพื่อระดมทุนสร้างปราสาท กองทัพ และอาณาจักร เช่น อังกฤษในศตวรรษที่ 17 ที่ขายพันธบัตรให้ประชาชนเพื่อทำสงคราม
- จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังปี 1944 ด้วยข้อตกลง Bretton Woods ที่ทำให้เงินดอลลาร์สหรัฐเป็นศูนย์กลางระบบการเงินโลก
- ยิ่งไปกว่านั้นคือในปี 1971 เมื่อสหรัฐฯ ยกเลิกการผูกค่าเงินกับทองคำ เข้าสู่ยุคของ "เงินกระดาษ" (Fiat Currency) ซึ่งทำให้การกู้ยืมง่ายขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรหนี้ขนาดใหญ่ที่เราเห็นในปัจจุบัน ลูปนรกเริ่มในยุคเงินเฟียต
วงจรหนี้ในปัจจุบัน โลกที่ผูกพันกันด้วยหนี้
- ในปัจจุบัน ทุกประเทศต่างกู้เงินและปล่อยกู้ ทำให้ระบบหนี้เติบโตแบบทวีคูณ การกู้เงินถูกใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
- โลกกลายเป็นเครือข่ายหนี้ที่โยงใยกันอย่างซับซ้อน เช่น เงินออมของญี่ปุ่นกลายเป็นเงินกู้ให้เยอรมนี และไหลกลับสู่อเมริกาในรูปของการซื้อพันธบัตร
- แม้แต่หนี้ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีหนี้มากที่สุดในโลก
70% ของหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นหนี้ต่างชาติ แต่เป็นหนี้ของชาวอเมริกันเอง เช่น ธนาคาร กองทุนบำเหน็จบำนาญ และบริษัทประกันที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล เมื่อรัฐบาลจ่ายดอกเบี้ย เงินจะไหลกลับเข้าระบบและถูกนำไปซื้อพันธบัตรอีกครั้ง เป็นวงจรหมุนเวียนที่ไม่สิ้นสุด
ฟังดูวุ่นวายขนาดนี้ บางคนอาจมีคําถามว่า ทำไมถึงหยุดกู้สร้างหนี้เพิ่มไม่ได้?
- ถ้าพูดตรงๆคือ มันเป็นวงจรนรก ที่มาไกลเกินกว่าจะหยุดได้แล้ว การกู้เป็นส่วนหนึ่งของวัตจักรของเศรษฐกิจที่แยกไม่ได้
เศรษฐศาสตร์แบบเคนเชี่ยนที่ใช้กันตอนนี้เชื่อว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต มีความสําคัญมาก การอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบจะช่วยแก้ปัญหาภาพรวมของเศรษฐกิจได้ ถ้ารัฐหยุดกู้ เกิดเงินฝืดทุกอย่างจบ
สิ่งที่รัฐทําคือพิมเงินเข้ามาเรื่อยๆ จนทําให้เกิดเงินเฟ้อมากมาย เรื่องนี้ส่งผลเสียต่อคนที่ไม่ได้อยู่ใกล้แหล่งพิมเงินที่กว่าจะรู้ตัว ข้าวของ สินค้าต่างๆก็แพงขึ้นไปแล้ว เคสที่เลวร้ายก็มีให้เห็นเช่น เวเนซุเอลา เอาเงินไปหลายกิโลเพื่อซื้อไข่ ลูกเดียว
- วงจรนรกที่เกิดจากการกู้ การพิมเงิน และบริหารหนี้ ผมว่าแบ้งชาติเราเก่ง มีความสามารถในการจัดการได้ดีในระดับหนึ่งในการปรับสมดุลการเงิน
แต่การที่แบงชาติเก่งแบบนี้ก็ทําให้คนไทยหลายๆคน ไม่ได้ตระหนักถึงภัยเงียบอย่างเงินเฟ้อและการพิมพ์เงินเลย ไม่ใช่คิดว่าโชคดีจังที่อยู่ไทยไม่มีปัญหา ปัญหาเงินเฟ้อเจอกันหมด อยู่ที่จะเจอมากเจอน้อย
คลิปนี้ที่ออกมาพูด เพราะคิดว่าเป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเข้าใจและรีบหาทางออก เพราะสิ่งนี้เป็นเรื่องสําคัญและเกี่ยวข้องกับทุกคน
แล้วเราจะต้องทํายังไงหล่ะ
- ลดการสร้างภาระหนี้ส่วนบุคคล ลดการใช้จ่ายที่ฟุ่มเฟือย ลดสร้างหนี้โดยไม่จําเป็น หนี้บริโภค หนี้บัตรเครดิต
- ในคลิปเราจะพูดถึงหนี้ในภาพระดับประเทศและระดับโลก จะเห็นว่ามันซับซ้อน พัวพัน วุ่นวาย เป็นวงจรนรกไม่จบไม่สิ้น
สิ่งนี้กระทบต่อทุกคนแน่นอน
-เงินที่เสื่อมค่าลงทุกวันจากการพิมเงิน มากระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ มาใช้หนี้ของรัฐ ในมือของเรา
ต้องไปเก็บในที่ที่รักษามูลค่าได้ ไม่ว่าจะเป็นทองคํา หรือ บิทคอย
สรุปว่า โลกไม่ได้เป็นหนี้ใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหนี้ซึ่งกันและกันผ่านเครือข่ายที่ซับซ้อน
โลกก็จะหมุนต่อไปด้วยวงจรนรกนี้ เงินก็จะถูกพิมเพิ่มจนเฟ้อมากขึ้นเรื่อยๆ
ทางรอดของเราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ก็ต้องใช้จ่ายเท่าที่จําเป็น ลดสร้างหนี้ฟุ่มเฟือย และ บริหารเงินที่มีโดยเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสื่อมมูลค่า และต่อต้านเงินเฟ้อ อย่างทองคํา และบิทคอย
#siamstr #เงินเฟ้อ #การเงินส่วนบุคคล #btc #bitcoin #การเงิน
ความจริงที่เจ็บปวด ถ้าไม่มีเงินมากพอ ดอกเบี้ยทบต้นก็ไม่ได้ผล - sats and sound EP18
มีคลิปและบทความ
หลายคนถูกสอนมาว่า "ดอกเบี้ยทบต้นคือสิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" และเชื่อว่าแค่เริ่มต้นลงทุนเร็วๆ ด้วยเงินจำนวนน้อยๆ ก็จะสามารถสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาว
สิ่งนี้เป็นการปลูกฝังการออม ฝึกฝนวินัยที่ดี แต่เมื่อเรา deep down หรือค่อยๆสะสมไปสักพักจะเริ่มพบความจริงที่เจ็บปวดว่า
ดอกเบี้ยทบต้น จะไม่ได้ผล หรือ เห็นผลช้ามากเพราะเงินต้นคุณน้อย หรือไม่มีเงินก้อนใหญ่ ยิ่งลงทุนผิดทาง ไม่สม่ำเสมอยิ่งพัง
ความจริงแรก
เวลาและความอดทนอย่างเดียวไม่พอ
การเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อยกับการหยดนํ้า 1 หยดลงในแทมโพลีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเวลาและความอดทนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
หากไม่มี "น้ำหนัก" หรือเงินทุนก้อนใหญ่พอที่จะสร้างโมเมนตัม
ดอกเบี้ยทบต้นทำงานด้วยหลักฟิสิกส์ ไม่ใช่จิตวิทยา ถ้าเปลี่ยนจากหยดนํ้า 1 หยด เป็นก้อนหิน 20 กิโลกรัมดู นั่นแหละคือการสร้างโมเม้นตั้มที่เห็นผล
-วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มซื้อหุ้นตั้งแต่อายุ 11 ปี แต่ความมั่งคั่ง 99% ของเขากลับเกิดขึ้นหลังอายุ 50 ปี เพราะตอนนั้นเงินต้นของเขามีขนาดใหญ่พอแล้วที่จะทำให้ดอกเบี้ยทบต้นทำงานได้อย่างเต็มที่
ความจริงที่สอง
ผู้คนส่วนใหญ่ เริ่มต้นน้อย คาดหวังมาก
คนทั่วไปมักเริ่มต้นด้วยเงินจำนวนน้อย (เช่น หลักร้อยหลักพัน บาทต่อเดือน) และคาดหวังผลตอบแทนก้อนใหญ่เกินจริงในระยะยาว
ถึงมันจะเป็นวิธีคิดที่ถูกต้อง แต่ต้องยอมรับก่อนว่า มันจะต้องใช้วินัย และเวลามากจริงๆ เราเพราะเงินเราน้อย ยิ่งเวลาผ่านไป อายุเรามากขึ้น เงินเฟ้อสูงขึ้น ความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลต่อการออม การลงทุน และการรักษาความมั่งคั่งของเราด้วย
ตัดไปที่ที่คนรวยไม่ได้สร้างเงินก้อนจากการออมเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มต้นด้วยเงินก้อนใหญ่ที่มาจากกำไรธุรกิจ โบนัส มรดก หรือเงินคืนภาษี นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ
ความจริงที่สาม
ไม่มีทางลัด นอกจากต้องหาเงินมาเพิ่มทุน เพื่อทําให้ดอกเบี้ยทบต้นทํางาน
คลิปนี้ต้องการแสดงความจริงให้เห็นว่า เรามีวินัยการออม ประหยัด อดทน มันสุดยอดและดีกว่าไม่มีวินัยแน่นอน
แต่มันจะดีขึ้นไปอีกถ้าเราสามารถหากเงินเพิ่มได้อีก เพราะ ถ้าเราฝันถึงดอกเบี้ยทบต้นที่เห็นผล ยังไงเราก็ต้องมีทุนระดับหนึ่งก่อน
ที่อยากให้ทุกคนมองมุมเดียวกับผมเพราะ คลิปสอนการเงินทุกวันนี้ เขาจะพูดระยะเวลายาวมาก เช่น 30-50 ปี กว่าจะได้เห็นผลของดอกเบี้ยทบต้นที่เราทํามา
แล้วเราจะหาเงินมากๆยังไงหล่ะ??
คําตอบคงขึ้นอยู่กับตัวบุคคลเลยครับว่าเราถนัดสิ่งไหน มีช่องทางไหนบ้าง
ผมก็มีวิธีที่ผมใช้จริงในการหาเงินให้มากขึ้นมาให้ดูครับ
ผมไม่ได้เป็นคนเก่ง top1% ดังนั้นวิธีของผม
เน้นเป้าหมายให้ถูกต้องทั้งการหาเงินและการเก็บเงิน จากนั้นก็ใช้วินัย และเวลาพอสมควรเพื่อสร้างระบบมาให้เรา
หลักการที่ผมใช้คือ Work Smart and Save Smart
1 Work Smart
หาเงินอย่างฉลาด
- การค้นหาทักษะ ความถนัดของตัวเอง
- ศึกษาหาความรู้ในด้านต่างๆที่เราทําได้ดีกว่าคนอื่นหรือเป็นสิ่งที่เราทําได้นาน
เพื่อสร้างเครื่องพิมพ์เงินของตัวเอง
- ผมจะเน้นงาน Passive หรืองานที่ทําครั้งเดียวแล้วสร้างรายได้ให้เราตลอดโดยสิ่งนี้ต้องไม่กระทบงานหลัก หรือ ทําพร้อมๆกับงานประจําได้ เช่น การทําวิดีโอยูทูป หรือ ทํา affiliate
จากประสบการณ์ตัวเอง หลักการ work smart ที่ทํามาช่วงแรกแทบจะไม่เห็นผลเลย แต่เราต้องรักษาวินัยทํามันอย่างต่อเนื่อง
ถ้าเดินมาถูกทาง มันจะเริ่มสร้างรายได้ให้เราถึงจะไม่ได้มากมายแต่ได้ต่อเนื่อง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
2 Save Smart
เก็บเงินอย่างฉลาด
- เงินที่หามาได้นั้น จะต้องเก็บรักษามันให้ถูกที่ด้วย
- จากประสบการณ์ตรง ออมเงิน ลงทุนผิดที่ 10 ปีก็ไม่รวย ดอกเบี้ยทบต้นทํางานไม่เต็มที่
แชร์ให้ฟังแบบไม่อายเลยครับ ผมจะรวยได้ไงคิดดูนะ ซื้อหุ้นตามใจ ออมลงทุนตามอารมณ์ ปันผลไม่ reinvest
พอเห็นช่องทางใหม่ก็จะขายหุ้นเก่าขาดทุนมาซื้อหุ้นใหม่ที่เขาว่าดีกว่า ผมใช้ชีวิตแบบนี้มา 10 ปีกว่าจะรู้ตัวเงินเสื่อมค่าไปเกินครึ่งแล้ว
- จนผมได้มาศึกษาบิทคอย ทําให้รู้ว่าที่ตัวเองลําบาก เกิดจากนิสัยผิดของตัวเอง รวมกับ การพิมพ์เงินมหาศาล เงินเฟ้อที่น่ากลัวนี่แหละ คือหนึ่งสาเหตุที่ทุกคนต้องพยายามหา ผลตอบแทนที่มากๆจากดอกเบี้ยทบต้น ตัวผมเองเมื่อก่อนเงินก็หาไม่ได้มากไม่มีวินัย เห็นยังว่าจะรวยกี่โมง
- ผมปรับตัวเองใหม่ ทำบันทึกรายรับรายจ่าย บันทึกการออม ติดตามผลสม่ำเสมอ โดยผมจะออมในบิทคอยเป็นหลักเลย จัดระบบการเงินส่วนบุคคลใหม่
- แยกการออม ออกจากการลงทุน โดยตอนนี้ผมไม่ได้ลงทุนในหุ้นแล้ว สินทรัพย์แย่ๆไม่มีอนาคตผมเปลี่ยนเป็นบิทคอยทั้งหมดแล้วเก็บอย่างปลอดภัยไว้ใน HW
สรุป
1 ดอกเบี้ยทบต้นจะไม่เห็นผลเลย ถ้าเงินทุนหรือเงินต้นเราน้อย หรือต้องอาศัยระยะเวลาออม สร้างวินัยที่นานมาก
2 มันไม่มีวิธีลัดที่จะทําให้เรารวยเร็วจากดอกเบี้ยทบต้นที่มากเกินพอ นอกจากหาเงินต้นมาเพิ่มทุน
3 Work Smart ผมใช้วิธีหารายได้เพิ่มขึ้นหลายทางโดยการทํางานลดลง
4 Save Smart เงินที่หามาได้ก็ต้องจัดการให้มันอยู่ถูกที่
#siamstr #การเงินส่วนบุคคล #ดอกเบี้ยทบต้น #btc #bitcoin
Bitcoin vs. อสังหาฯปล่อยเช่า สำหรับผม ทําไม บิทคอย ชนะขาด? - Sats and Sound EP 18
disclaimer อันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวเท่านั้น
คนที่เลือกอสังหาปล่อยเช่า แล้วทําได้ดีมีเยอะ
อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดและความชอบของแต่ละคน
การปล่อยบ้าน ปล่อยคอนโด อสังหาฯให้เช่า ถือว่าเป็นหนึ่งในการหารายได้ที่ได้รับการยอมรับมานานว่าสบาย มั่นคง ในระยะยาว
ถือว่าเป็นหนึ่งใน Passive Income ที่หลายคนเข้าใจ และ รู้จักเคยได้ยินมั้ยมีคนบอกว่า ลุงคนนั้นแกรวยมากนะ มีบ้านเช่าเป็น 10 หลัง แค่เก็บค่าเช่ากินก็สบายไปทั้งชาติ
ส่วนตัวผมมองแตกต่างนะครับ การปล่อยเช่านั้นไม่ใช่ Passive Income ที่แท้จริง
น่าจะเรียก กึ่ง Passive Income มากกว่าเพราะการปล่อยเช่าอสังหาฯ ให้ใครก็ไม่รู้มาใช้ประโยชน์พื้นที่ของตัวเอง มันจะต้องมีการเข้าไปจัดการหลายอย่างครับ
นอกจากเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิกแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงแฝงอีกมากมายเลย
ผมจะเอาแต่ละข้อมาเทียบกันให้เห็นชัดเจนไปเลยครับว่าระหว่าง บิทคอย VS อสังหาฯปล่อยเช่า ส่วนตัวคิดว่า ทําไมบิทคอยถึงชนะขาด
1 ผลตอบแทน
อสังหาฯ มีความไม่แน่นอนสูง ขึ้นอยู่กับคุณภาพ และชนิดของอสังหาฯนั้น ถ้าเทียบยีลก็ได้ไม่มากเท่าไหร่
และที่สําคัญอสังหาฯไม่สามารถแบ่งซื้อเป็นหน่วยย่อยได้ ด่างจากบิทคอย คุณมี 50-100 บาทก็ทะยอยออมได้แล้ว
สมมุติ คอนโด 1.8 ล้าน
ห้องของนายเอ ที่ผ่อนหมดแล้ว พอใจตั้งราคาเช่าแค่ 8,000 บาท
ห้องของนายบี ที่กู้ซื้อมาเพื่อปล่อยเช่า สมมุติต้องผ่อนแบ้ง 11,000 บาท
การที่นายบีตั้งค่าเช่าเท่านายเอ
เขาก็เข้าเนื้อทุกเดือน หรือถ้าตั้งค่าเช่าแพง คนก็เช่ายากอีก เป็นต้น มันต้องอาศัยหลายๆอย่างเพื่อคํานวณผลตอบแทน ไหนจะมีคู่แข่งมากมายที่ทุนเยอะกว่าเรา พร้อมตั้งค่าเช่าแบบตัดราคาเพื่อแย่งคนเช่า
ต้องใช้ทุน พลังงาน ความสามารถสูงกว่าในการสร้างผลตอบ
ข้อดีของมันคือมีกระแสเงินสด
บิทคอย ชนะชาดลอยในเรื่องนี้ ไม่ได้กาวแต่ถ้ากลับไปดู ไม่มีทรัพย์ใดในโลกนี้ในช่วง 16 ปี ดีกว่าบิทคอยอีกแล้ว
สมมุติเงิน 1.8 ล้านเท่ากัน ถ้าซื้อบิทคอยในปี 2024 ตอนบิทคอย 50,000 เหรียญ
ตอนนี้พอร์ตราคาขึ้น 1 เท่าตัว มีเงิน 3.6 ล้านโดยที่ถือไว้เฉยๆ ไม่ต้องทําอะไรเลย แต่ต้องบอกตามตรงว่า บิทคอยไม่ได้ขึ้นตลอด มันมีสิทธิ์ร่วง
50 เปอร์เซนเหมือนกัน แต่ในระยะยาว ยังไงมูลค่าก็เพิ่มขึ้น และผมว่าเร็วและคุ้มค่ากว่าอสังหาฯปล่อยเช่า และไม่ต้องการกระแสเงินสด
2 การดูแลรักษา
ปล่อยเช่าอสังหาฯ เต็มไปด้วยปัญหาจุกจิกจาก อสังหาฯเอง หรือ จากผู้เช่า ท่อนํ้ารั่ว ไฟดับกระทันหัน ทํากุญแจหายไม่มีสํารอง ห้องมีปัญหา โดนโทรปลุกตอนตีสี่ และอีกสารพัด ซึ่งเจ้าของห้องต้องไปจัดการเอง หรือ ประสานงานทีมช่าง
ซึ่งปัญหาพวกนี้หาทางป้องกันได้ยาก และไม่มีว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน ยังไม่นับความเสี่ยงที่เกิดจากผู้เช่าหนี ไม่จ่าย หรือ ค้างค่าเช่านานอีกนะ เสียเวลาไปติดตาม แจ้งตํารวจอีก
มีคนบอก ก็จ้างคนช่วยดูแลสิ ลองจ้างดู เจ้าของเขาไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินที่จะจ่ายจ้างคนนะ แต่ปัญหาคือหาคนทำงานดีๆและซื่อสัตย์ อยู่นานๆได้ยาก แค่ข้อนี้ก็จะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยความเหนื่อยใจและความเครียดแล้ว
บิทคอยแค่ซื้อแล้วก็ถือไว้เฉยๆ ไม่ต้องไปวุ่นวายอะไรกับมันทั้งนั้น สิ่งที่ต้องโฟกัสมีแค่ 2 อย่างคือ ออมอย่างสม่ำเสมอและเก็บไว้ใน HW อย่างปลอดภัย
3 ต้นทุนแฝง
อสังหาฯ เต็มไปด้วยต้นทุนแฝงจากค่าเสื่อม และ ค่าบํารุงดูแลรักษามากมายที่ยิ่งมากขึ้นตามกาลเวลา ค่าจ้างคนมาดูแลรวมไปถึง ภาระทางภาษีที่ต้องจ่ายทุกปี
บิทคอย ไม่มีต้นทุนแฝงใดๆ ในบางประเทศอาจจะมีภาษี capital gain นะ
4 ความเสี่ยงในการถือครองสินทรัพย์
อสังหาฯ ถ้าดูแลไม่ทั่วถึงอาจจะมีโอกาสเสียหาย รกร้าง สินทรัพย์เสียหายจากการถูกแอบเข้าไปอยู่อาศัย ขโมยต้องอาศัยความรู้และประสบการณ์เฉพาะตัวของอสังหาแต่ละที่
บิทคอย ต้องมีความรู้เกี่ยวกับบิทคอย และการเก็บบิทคอยที่ปลอดภัย ถ้าโดนหลอก หรือ seed หลุด บิทคอยทั้งหมดของคุณจะหายไปในพริบตาทันดีเหมือนกัน
ทั้งสองสินทรัพย์ต่างก็มีความเสี่ยงนะครับ อยู่ที่ใครถนัดสิ่งไหน มากกว่า ทําอะไรได้ดีกว่า
5 สภาพคล่องและการเปลี่ยนมือ
อสังหาฯแย่กว่าบิทคอยมาก ถ้ายิ่งบ้านที่ขายยากๆหรืออสังหาทําเลดี แต่แพงมากเกินไป ก็ขายไม่ออก
การขายอสังหาฯให้คนอื่นต่อ ไหนจะต้องติดต่อเอเจ้นซี่ ตัวแทนขายบ้าน
ลูกค้าบางคนไม่ซื้อสดต้องไปกู้แบงค์
มีค่าดำเนินการ ทําเอกสาร กระบวนการกว่าจะได้โอนบ้าน ผมว่ามี 1-2 เดือน ซ้ำร้ายถ้าที่ไม่ได้ดีมาก ร้างเป็นปีๆก็ขายไม่ออก ถ้าอยากขายเร็วก็ต้องลงทุนปรับปรุง ก็เป็นค่าใช้จ่ายอีก
บิทคอย มีสภาพคล่องและสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือ เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตลอดเวลา ผ่าน exchange และที่สำคัญสามารถซื้อหรือขายแค่บางส่วนที่ต้องการได้ เพราะมันแบ่งเป็นหน่วยย่อยๆอย่าง sats ได้นั่นเอง
คุณสามารถขายบิทคอยให้ทุกคนที่ต้องมัน โดยไม่จําเป็นต้องดําเนินการอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องทําเอกสาร แค่ขายในกระดานเทรด และจ่ายค่าธรรมเนียมเล็กน้อยเท่านั้น ทุกอย่างเสร็จภายใน 5 นาที
6 การเก็บรักษามูลค่า
ตัวที่ดินยังถือว่าเก็บรักษามูลค่าได้ แต่ตัวสิ่งปลูกสร้างอย่างบ้าน คอนโด อ่ะมีค่าเสื่อม
ยิ่งเป็นอสังหาฯปล่อยเช่า เจ้าของห้องรู้ดีว่า ผู้เช่าบางคนก็ไม่ได้ถนอมทรัพย์สินในห้องมากเท่าไหร่ เช่ายาวๆออกทีนึง ซ่อมกันหลายหมื่น หลายแสนบาทก็มี ใครทําบ้านเช่า คอนโด น่าจะเข้าใจ แล้วยีลค่าเช่าที่ได้แต่ละเดือน มันก็ไม่ได้มากด้วย นับว่าเป็นคอนโดหรือบ้านธรรมดานะ
บ้านคอนโด ถึงจะมีค่าเสื่อม แต่มูลค่ามันไม่ลด แต่ก็เพิ่มไม่เร็ว และคาดเดาได้ยากกว่า
บิทคอย จากสถิติ บิทคอยทําได้ดีกว่าอย่างมาก เพราะรัฐบาลโลกมีการพิมพ์เงินมหาศาล เมื่อเงินเฟ้อสูงขึ้น มูลค่าของบิทคอยก็สูงขึ้นเพราะมีคนฉลาดบางส่วน เอาเงินเฟียตที่เสื่อมค่ามาเปลียนเป็น บิทคอยที่ไม่เสื่อมค่า
7 การเป็นเจ้าของที่แท้จริง
การมีโฉนดอาจจะเหมือนเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่คุณก็ยังจะต้องรักษาและใช้สิ่งนี้อ้างสิทธิ์ ถ้าหากเกิดปัญหาอะไรขึ้น แถมภาครัฐก็ยังกฏหมายมากมายที่คุณต้องศึกษาเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ในอสังหาฯที่มีโฉนดของคุณ
นี่ยังไม่นับเคสกู้แบ้งมาผ่อนแล้วปล่อยเช่านะ อันนี้ลองขาดส่งดูสิ แบงยึดขายทอดตลาดนะ
บิทคอย เราจะเป็นเจ้าของมันเพียงผู้เดียว โดยเราจะครอบครอง seed 12 -24 คํา
แค่รู้สิ่งนี้เท่ากับว่าเราสามารถใช้บิทคอยของเราได้ทุกที่ ต่างจากอสังหาฯที่มีขั้นตอนและใช้เวลามากมายในการอ้างสิทธิ์
รวมถึงการขายเปลี่ยนมือเหมือนที่พูดไปในข้อบนๆ ขายออกมาได้เงินเฟียตอีก ถ้าหนีไปประเทศอื่นอสังหาฯต้องทําใจว่าต้องทิ้งมันไปเลย แต่บิทคอยเราเอาไปด้วยได้ทุกที
สรุป
จากความคิดเห็นส่วนตัวทำไมผมถึงเลือกบิทคอยแทนที่จะเลือกอสังหาฯปล่อยเช่า
1 การออมในบิทคอย ไม่ต้องดูแลอะไรเลย แค่เก็บเอาไว้ในที่ปลอดภัย ต่างจากอสังหาฯปล่อยเช่าที่ต้องดูแลตลอด แถมมีความเสี่ยงและต้นทุนแฝงที่ควบคุมไม่ได้มากมาย ใช้เวลา เงิน และพลังงานมากกว่า
2 บิทคอยมีสภาพคล่องและรักษามูลค่าได้ดีกว่า
3 บิทคอยคือการเป็นเจ้าของสินทรัพย์ที่แท้จริง
ในเมื่อออมบิทคอยเฉยๆ แทบไม่ต้องดูหรือทําอะไรเลย ผลตอบแทนและเก็บมูลค่าได้ดีกว่า
สภาพคล่องดีกว่า แถมเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง
ดังนั้นในความเห็นส่วนตัว การออมบิทคอย ดีกว่า อสังหาฯปลอ่ยเช่า
ผมเป็นคนที่ไม่ชอบดีลหรือยุ่งกับคนอื่นมากๆ มันเหนื่อยและเปลืองพลังงาน ดังนั้นอสังหาฯปล่อยเช่าจึงไม่เหมาะกับผมเท่าไหร่
#siamstr #btc #bitcoin #อสังหา #ปล่อยเช่า
ทำไม Bitcoin ถึงไม่พุ่ง ทั้งที่รายใหญ่ซื้อเยอะ หรือนี่จะเป็นภาพลวงตา ? - Sats and Sound EP 17 มีทั้งบทความและคลิปนะครับ
ปี 2025 ถือว่าเป็นปีที่มีจุดเปลี่ยนเกี่ยวกับการเข้ามาของทุนใหญ่ ที่ชัดเจนมากขึ้น หลังจากการอนุมัติ spot BTC ETF ในปี 2024
ตอนนี้ทุนใหญ่มากๆแห่กันเก็บบิทคอยไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ รัฐชาติ หรือ บริษัทเอกชนใหญ่ๆ เช่น Strategy หรือ Metaplanet ซื้อกันบ่อย ครั้งนึงหลายร้อยหรือหลายพันล้านบาท แล้วบริษัทแบบนี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ
หลายคนก็เลยสงสัยว่า ในเมื่อเม็ดเงินมหาศาลเข้ามาแถมมีแต่ข่าวที่ดี แต่ทำไมราคาบิทคอยถึงยังนิ่งๆ ไม่หวือหวา หรือนี่จะเป็นภาพลวงตาที่ซ่อนอะไรอยู่ หรือบิทคอยตายแล้ว
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า Bitcoin ตายไม่ตาย แต่เป็นเพราะกลยุทธ์การซื้อของเหล่านักลงทุนสถาบัน
เบื้องหลังราคา Bitcoin ที่นิ่ง เพราะทุนใหญ่เหล่านี้เขาเข้าซื้อแบบ "เงียบๆ" ช่องทาง "OTC หรือ Over-The-Counter"
OTC คือการทำธุรกรรมซื้อขายโดยตรงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยมีโบรกเกอร์เป็นคนกลาง ไม่ได้ผ่านกระดานเทรด
ถ้าภาษาชาวบ้านคือ เขาซื้อขายกันนอกตลาด เป็นดีลใหญ่ นั่นเอง ยกตัวอย่าง OTC เช่น Coinbase Primeเป็นต้น
เขาไม่ได้ซื้อใน exchange เหมือนกับพวกเรารายย่อยทำกันนะครับ แน่แหละสาเหตุที่ราคาบนกระดานเทรดไม่ได้ขึ้นตามข่าวขนาดนั้น ราคาดูเหมือนไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งที่มีการซื้อขายกันจริง
การสะสม Bitcoin อย่างเงียบๆ แบบนี้เป็นกลยุทธ์ของบริษัทหรือรัฐชาติที่มีเงินทุนจำนวนมากเพื่อใช้ สะสมสินทรัพย์ที่ป้องกันเงินเฟ้อ และ มีจำนวนจำกัดอย่างบิทคอย
- บริษัทอย่าง Strategy ได้ถือครอง Bitcoin ไปแล้วมากกว่า 3% ของ supply ทั้งหมด นี่คือการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอนาคตของ Bitcoin
- ผู้เล่นรายใหญ่เหล่านี้มีเป้าหมายและต้องการครอบครอง supply Bitcoin ให้ได้มากที่สุด ก่อนที่นักลงทุนรายย่อยจะตระหนักถึงมูลค่าที่แท้จริงและเข้ามาในตลาดอย่างเต็มตัว ทฤษฏีเกมเริ่มทํางานแล้ว
รายย่อยอย่างเราจะทําอะไรได้บ้าง
- คิดง่ายๆเลย ถ้าบิทคอยไม่ดี ไม่มีอนาคต บริษัทใหญ่ รัฐชาติ จะทุ่มเงินมหาศาลมาเพื่อครอบครองมันเพื่ออะไร
จํานวนเงินที่มากขนาดนี้ต้องผ่านกระบวนการคิดอย่างถี่ถ้วน ตัดสินใจมาดีมากๆแล้ว ถึงจะกล้าทำ พอมันมี pioneer อย่าง Strategy ทําแล้วเวิร์ค บริษัทอื่นๆ ก็ทําตามอีกหลายที่และผมคิดว่า มันจะเริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
- อย่างที่ทุกคนรู้บิทคอยมี supply อยู่ 21 ล้านเหรียญ อยู่ในกระเป๋าที่ไม่ขายไม่เคลื่อนไหว หรือ หายไปแล้วอีก 3-4 ล้านเหรียญ จํานวนบิทคอยที่เหลืออยู่น้อยลงทุกวัน ถ้าทุนใหญ่กระหน่ำซื้อแบบนี้วันนึง ใน OTC ก็ต้องเหลือน้อย
สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการ conner หรือ รายใหญ่ทุนเยอะ จะมาไล่ซื้อในกระดาษเทรด ทีนี้แหละครับ ราคาบิทคอยก็จะพุ่งอย่างที่ใครหลายคนอยากให้เป็น
- ถ้าไปดูข้อมูล on chain ปริมาณบิทคอยที่เหลืออยู่ในกระดานเทรด ก็มีแนวโน้มลดลงตลอดเวลาด้วยนะ นี่แหละเป็นข้อมูลที่บอกว่า ถ้ายังรอ ต่อไป มีเงินก็อาจจะซื้อไม่ได้ หรือ ซื้อได้ในราคาที่สูงมากๆ
- รายย่อยอย่างเราจะรออะไรอยู่ครับ โอกาสน้อยลง เงินก็น้อยกว่าทุนใหญ่ สิ่งที่เราทําได้คือการสะสมบิทคอยให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ พร้อมกับศึกษาการเก็บอย่างปลอดภัย รวมถึงรักษาสุขภาพเราให้ยืนยาวด้วย
- รายย่อยหลายๆคนยังมองว่าบิทคอย คือสินทรัพย์เสี่ยง ใช้ทํากําไร ซื้อถูกขายแพง แต่สําหรับผม บิทคอยคือทางออกเดียวในตอนนี้ที่จะทําให้เรา หลีกเลี่ยงระบบการเงินที่กำลังเสื่อมถอย ไปสู่อิสระที่แท้จริง เป็นความมั่นคงและความสุขทางการเงินที่เราจะหาไม่ได้ถ้ายังติดอยู่ใน matrix ของเงินเฟียต
ในอนาคต ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องมี Bitcoin ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และผู้ที่สะสม Bitcoin ตั้งแต่ตอนนี้เมื่อเวลา bitcoin adoption มาถึง คุณจะมีคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางการเงินที่ได้เปรียบคนทั่วไปที่อยู่ในระบบ fiat
สรุป
1 กลุ่มทุนใหญ่มากๆ เขาซื้อบิทคอยผ่านโบรกเกอร์นอกตลาด ส่งผลให้ถึงพวกเขาจะซื้อกันเยอะ แต่ราคาบิทคอยอาจจะไม่ขยับ
หรือหวือหวามากนัก
2 กลยุทธ์นี้ส่งผลดีต่อรายย่อยเหมือนกัน เพราะเรายังมีเวลาเก็บบิทคอยได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไปนัก
3 แต่เวลาเก็บของก็มีไม่นานนะ เพราะในเมื่อกลุ่มทุนใหญ่เข้ามาเก็บบิทคอย ซื้อกันทุกราคา มีคนต้องการมันมากขึ้นเรื่อยๆ
สักวันเมื่อ supply ใน OTC หมดพวกเขาก็จะมาไล่ซื้อในกระดานเทรน ถึงวันนั้นแหละ บิทคอยจะราคาสูงขึ้นมากๆ
ผมกาวว่าสิ่งนี้อาจจะเกิดใน 3-5 ปี แต่บางคนก็คิดว่า 10 ปี
4 การถือบิทคอยระยะยาวเป็นการปลดปล่อยตัวเองจากอิสระจากกับดับเงินเฟียตที่เสื่อมค่า ทำง่ายๆแค่ถือไว้ไม่ขายและเก็บในที่ปลอดภัย เท่านี้ชีวิตคุณก็จะดีขึ้น
5 ไม่ว่าบิทคอยจะกลายเป็นเงิน หรือ เป็นสินค้า commodity ที่ใช้ back เงินเฟียตในอนาคตก็ตาม จะทําให้ผู้คนจะถูกบังคับให้ต้องมี บิทคอยไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
6 ในอนาคตมีเงินก็อาจจะซื้อบิทคอยไม่ได้ หรือซื้อได้น้อยลงมากๆ กลุ่มทุนใหญ่เขาทุ่มเงินขนาดนี้ ไม่มีเหตุผลเลยที่เราจะไม่เก็บบิทคอยบ้าง
stack sats and stay humble
เป้าหมายง่ายๆที่ผมไปหามาเลยคือต้องมีคนละอย่างน้อย 0.01- 0.1 BTC
#siamstr #btc #bitcoin
อยากยิ้มให้กับตัวเองในวันที่แย่ ต้องแก้ให้ถูกจุด
เป็นประสบการณ์ของผมเองที่เคยเป็นและตอนนี้ผมผ่านจุดนั้นมาได้แล้ว
เคยไหมครับ? วันที่รู้สึกแย่จนไม่อยากทำอะไรต่อ รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาตรงหน้า
หลายครั้งเราพยายามหลีกหนีความรู้สึกนี้ด้วยวิธีต่างๆ นานา แต่สุดท้ายปัญหาก็ยังคงอยู่ และความรู้สึกแย่ๆ ก็กลับมาซ้ำเติมอีกครั้ง หากคุณอยากจะ "ยิ้มให้กับตัวเองได้ในวันที่แย่" อย่างแท้จริง กุญแจสำคัญคือการ "แก้ให้ถูกจุด"
สิ่งสำคัญอย่างแรกคือ เราต้องเข้าใจปัญหาที่เจอและไม่หลอกตัวเอง
เมื่อปัญหา สิ่งแรกที่เรามักจะทำคือการปฏิเสธ หลีกเลี่ยง หรือแม้กระทั่งพยายามบอกตัวเองว่า "ไม่เป็นไรหรอก" ทั้งที่ในใจลึกๆ เรารู้สึกแย่มากๆ การไม่เผชิญหน้ากับความจริงคือหลุมพรางที่อันตรายที่สุด เพราะมันทำให้เรามองไม่เห็นต้นตอที่แท้จริงของปัญหา
ลองถามตัวเองดูครับว่า:
- อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่จริงๆ? ไม่ใช่แค่ปลายเหตุ แต่คือรากของปัญหา
- คุณกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือเปล่า? บางครั้งเราสร้างเรื่องราวปลอบใจตัวเองขึ้นมา เพื่อให้รู้สึกดีขึ้นชั่วคราว แต่ปัญหาไม่ได้ถูกแก้ไข
- คุณยอมรับความจริงได้มากแค่ไหน? การยอมรับว่ามีปัญหาเกิดขึ้น และมันส่งผลกระทบต่อเรา คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
การเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งและไม่หลอกตัวเองนี่แหละครับ คือรากฐานที่จะนำไปสู่การแก้ไขที่ยั่งยืน เพราะถ้าเรายังไม่รู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง เราก็จะเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาผิดจุด หรือแก้เพียงผิวเผิน
หาสิ่งที่แก้มันได้จริงๆ
เมื่อคุณซื่อสัตย์กับตัวเองและระบุปัญหาที่แท้จริงได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการหาวิธีแก้ปัญหาที่ "ทำได้จริง" ไม่ใช่แค่ความหวังลมๆ แล้งๆ หรือวิธีที่ใครๆ บอกว่าดีแต่ไม่เหมาะกับคุณ หาสิ่งนี้เจอแล้วคุณจะยิ้มได้
ยกตัวอย่างเช่น
ผมเองที่ทำงานมาเป็น 10 ปีแล้วแต่ยังรู้สึกว่าตัวเองลำบาก ไม่มั่นคงเลย ทั้งๆที่เราขยัน ประหยัด อดทน อดออม ลงทุน
คิดว่าสิ่งที่เราทำก็ถูกแล้วแต่ทำไมยังรู้สึกไม่ปลอดภัย
วิธีแก้คือ ผมไปทำการศึกษาการเงิน วางแผนการเงิน การออม เศรฐษศาสตร์ และระบบการเงินโลก เพิ่มเติม
จนทำให้ผมพบปัญหาของตัวเองหลายข้อ
เช่น
- เรามีวินัยไม่มากพอในการออมเงิน หรือ ลงทุนอย่างสมํ่าเสมอ ออมบ้าง ลงทุนบ้าง ไม่แน่นอนไม่เป็นระบบ และไม่มีการติดตามผล
- ความรู้ทางการเงินน้อย ส่งผลให้พอผมเจอสิ่งใหม่ๆที่คิดว่าได้ผลตอบแทนเยอะกว่า ก็จะหน้ามืด ขายสินทรัพย์เก่าทั้งๆที่ยังขาดทุนมาซื้อของใหม่ สุดท้ายก็ไม่เป็นดังหวัง
- ความรู้ทางการเงินผิดๆน่ากลัวพอๆกับความไม่รู้
- ไม่รู้ถึงผลกระทบของเงินเฟ้อ และ การพิมเงินมหาศาล สิ่งนี้ทำให้มูลค่าเงินเฟียตเสื่อมค่าลงครึ่งหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป 7-10 ปี
อันนี้ผมประสบด้วยตัวเองเลย บ้านแพงขึ้นเกือบ 2 เท่าใน 7 ปี
- การไม่เข้าใจในสินทรัพย์ที่ลงทุน ทำให้เราซื้อแพงขายถูกอยู่ตลอดเวลา
- ไม่แยกการออม ออกจากการลงทุน จัดการการเงินมั่วไปหมด
- ชอบไปเทียบความสำเร็จของคนอื่น ทำให้ยิ่งรู้สึกด้อยค่าตัวเองไปเรื่อยๆ
หลังจากผมได้คำตอบใหม่ว่า บิตคอย แก้ปัญหาให้ผมได้อย่างยั่งยืน ผมใช้เวลาศึกษาบิทคอย 1 ปี กว่าจะเริ่มเข้าใจมันจริงๆ
ผมก็เริ่มออมในบิทคอย และ ทยอยเปลี่ยนสินทรัพย์เดิมที่มีมาเป็นบิทคอย เพราะเชื่อว่า มูลค่าสินทรัพย์ของเราในหน่อยบิทคอยหรือ sat จะไม่เสื่อมค่าลง ไม่เหมือนหน่วย fiat
เมื่อเรามั่นใจว่าพบสิ่งแก้ปัญหา เราจะยิ้มให้กับตัวเองในวันที่แย่ได้
นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดครับ เมื่อคุณผ่านกระบวนการทำความเข้าใจปัญหาอย่างซื่อสัตย์ และได้ค้นพบวิธีการแก้ไขที่ทำได้จริง ความรู้สึกในใจของคุณจะเปลี่ยนไป เหมือนกับบิตคอยที่ผมรู้สึกว่ามันแก้ปัญหาที่ค้างในใจผมได้ได้ โดยที่ไม่ได้เกิดจากการหลอกตัวเองให้สบายใจชั่วคราวเท่านั้น
แม้ปัญหาจะยังไม่ถูกแก้ไขทั้งหมด แต่การที่คุณ "รู้" ว่ามันคืออะไร และ "รู้" ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ได้ ไม่ใช่เป็นเหยื่อของปัญหาอีกต่อไป
ความมั่นใจนี้ไม่ได้มาจากการหลอกตัวเองว่าทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แต่มาจากการที่สมองและหัวใจของคุณประมวลผลแล้วว่า "นี่คือทางออก" คุณมีแผน มีทิศทาง และพร้อมที่จะลงมือทำ
เหมือนตอนนี้ ถึงคุณภาพชีวิตและเงินของผมจะได้น้อยลงกว่าตอนที่เครียด แต่เรารู้ว่าเดินมาถูกทาง ทำให้จิตใจเราสงบ แน่วแน
ความรู้สึกติดค้างในใจเรื่องความไม่มั่นคงได้หายไปแล้ว
ในวันที่ยากลำบากนั้นเอง คุณจะสามารถมองเข้าไปในกระจก แล้วเห็นรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า รอยยิ้มนี้ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุขที่ปราศจากปัญหา แต่มันคือ รอยยิ้มแห่งความเข้าใจ ความยอมรับ และความเชื่อมั่นในตัวเอง ว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า กำลังแก้ไขสิ่งที่ถูกต้อง และกำลังพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ยากลำบากนั้นไปได้
จำไว้ว่า การที่เราได้ยิ้มในวันที่แย่ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีปัญหา แต่หมายความว่าเรามีสติ เราเข้าใจ เรากำลังแก้ไข และเราเชื่อมั่นในกระบวนการของตัวเองนั่นเอง
#siamstr #พัฒนาตัวเอง #สุขภาพจิต
จัดการเรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน
คีย์สำคัญที่ทำให้ชีวิตคุณชิลมาก
คำพูดสุดฮิตในโซเชียลที่ว่า "หนึ่งวันพันกว่าเรื่อง" อาจจะเป็นคำพูดติดตลก และ แฝงไปด้วยการเล่าประเด็นว่าในแต่ละวัน
คนเรามักพบกับปัญหาที่รุมเร้าอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่าง ลืมของ ข้าวเที่ยงไม่อร่อย หรือ เรื่องใหญ่ๆเช่น
ภาระงาน ติดหนี้บัตรเครดิต ปัญหาสุขภาพ เงินไม่พอใช้
ปัญหาพวกนี้เมื่อพอกพูนขึ้นเรื่อยๆ มันก็ทำให้เรามีความเครียดสะสม และรู้สึกว่าเวลาไม่เคยพอ ปัญหาเก่ายังแก้ไม่ได้
เรื่องใหม่มาอีกแล้ว เหนื่อยมาก จัดการอะไรไม่ได้เลย
จากประสบการณ์ตัวเองและเพื่อนๆ ผมเคยเจอเพื่อนประเภทที่ มีปัญหากับทุกอย่าง มรสุมชีวิต เครียดมาก และเพื่อนอีกกลุ่มที่เจอปัญหาเหมือนกัน แต่จัดการได้อย่างดี มันก็เลยทำให้ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เราสามารถจัดการและลดความเสี่ยงไม่ให้มันเกิดขึ้นได้นะ
พอลองเข้าไปดูชีวิตเพื่อนคนที่วันๆมีแต่ปัญหา เขาจะใช้ชีวิตแบบจัดลำดับความสำคัญไม่ค่อยเป็นเน้น "แก้ปัญหาเฉพาะหน้า" ตลอดเวลา มองภาพทุกอย่างเป็นระยะสั้นๆกับทุกอย่าง
โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ "สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน" พูดแบบ เว่อไปป่ะ เออๆ เรื่องเล็ก ค่อยแก้ๆ
ยกตัวอย่างง่าย
- ท่อน้ำซึมเล็กๆ ปล่อยไปก่อน จนวันหนึ่งท่อน้ำแตก น้ำท่วมบ้าน
- ค้าขายเงินเริ่มไม่พอใช้ เดือนชนเดือน แต่ไม่คิดที่จะบริหารเงิน ตัดสิ่งไม่จำเป็นและหารายได้เพิ่ม สุดท้ายถ้าเงินหมดแล้วต้องไปกู้เงินมาใช้จ่าย ลำบากในระยะยาวอีก
- ไม่ดูแลสุขภาพเท่าที่ควร ไม่ออกกำลังกาย เมื่อละเลยไปนานวัน ปัญหาสุขภาพเช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน ก็แก้ยากแล้ว
คนกลุ่มที่มีปัญหาชีวิตรุมเร้า ไม่ได้มาจากเรื่องใหญ่โตที่ไม่คาดฝันเสมอไป แต่มาจากการละเลย "เรื่องสำคัญที่ไม่เร่งด่วน" ซ้ำๆ จนมันกลายเป็นปัญหาเร่งด่วนและใหญ่โตในที่สุด
ส่วนเพื่อนกลุ่มที่จัดการปัญหาพวกนี้ได้ดี เขาจะเป็นพวกมองภาพระยะยาว จัดการปัญหาแต่เนิ่นๆ เหมือนคำว่ากันไว้ดีกว่าแก้นั่นเอง
การจัดการชีวิตให้มีประสิทธิภาพ
แบ่ง เรื่องเร่งด่วน 4 แบบ โดยพิจารณาจาก "ความสำคัญ" และ "ความเร่งด่วน"
1. สำคัญและเร่งด่วน (Urgent & Important)
2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Important)
3. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent & Not Important)
4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Not Important)
1. สำคัญและเร่งด่วน (Urgent & Important)
เป็นเรื่องวิกฤตที่ต้องจัดการทันที มีผลกระทบสูงหากไม่ทำ เช่น ไฟไหม้บ้าน งานด่วนที่ส่งผลต่ออนาคตอาชีพ ปัญหาสุขภาพฉุกเฉิน พอต้องลงมือทำทันที ก็เป็นสิ่งที่ยาก เครียดและส่งผลต่อชีวิตเราที่สุด
สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องลด เรื่องประเภทนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กลุ่มคนที่มีปัญหาเยอะๆจะเป็นกลุ่มที่จัดการเรื่องสำคัญได้แย่ ละเลย ปล่อยสะสม จนต้อง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า อยู่ตลอดเวลา
2. สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Important)
นี่คือสิ่งที่เป็นคีย์สำคัญสู่ชีวิตที่ "ชิล" ที่มีความสำคัญต่อเป้าหมายระยะยาวของเรา แต่ไม่ได้มีเส้นตายที่กดดัน
เราต้องจัดสรรเวลาให้ทำเป็นประจำ เรื่อง"สำคัญแต่ไม่ด่วน" คือการ "ป้องกัน" ไม่ให้ปัญหากลายเป็นเรื่อง "สำคัญและเร่งด่วน" ในอนาคต การให้เวลากับสิ่งเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเครียด สร้างโอกาส และนำไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
ยกตัวอย่าง สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วนที่ผมทำในชีวิตจริง
1 สุขภาพกายและสุขภาพจิต
- ออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมาย cardio สัปดาห์ละ 150 นาที
- ลดอาหารกลุ่ม ultra processed food กินอาหารอย่างสมดุล ไม่ได้คลีน 100% เพราะเคยทำแล้ว ทำได้ไม่นานเพราะไม่มีความสุขในการกินเลย
- คิดดี พูดดี กับตัวเองและคนอื่น ผมพบว่า การสร้างรอยยิ้ม หรือ พลังงานบวก ส่งต่อไปให้คนอื่นได้นั้น มันมีความสุขมากนะ
- ฝึกจิตใจให้มั่นคง เมื่อเรานิ่ง เราจะคิดก่อนทำ โกรธยากขึ้นมาก
2 การเงิน
- ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการเงิน หาวิธีที่เหมาะสมกับเรา ให้ความสำคัญกับข้อนี้ให้มาก ถ้ามาถูกทาง เราจะสบายในระยะยาว
- วางแผนการเงิน ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการออม อย่างสม่ำเสมอ เมื่อทำประจำนอกจากสร้างวินัยแล้ว ยังวัดผลได้ง่ายด้วย
- หารายได้เสริม หางานที่เราทำครั้งเดียว สร้างเงินได้เรื่อยๆ แน่นอนงานพวกนี้ก็ต้องใช้เวลาสะสม proof of work กว่าจะเห็นผลลัพท์
3 พัฒนาตัวเอง
- ศึกษาเรื่องต่างๆที่สนใจเพื่อพัฒนาตัวเอง
- ลดการเสพคอนเท้นดราม่าที่ไม่มีประโยชน์
- เรียนรู้ทักษะหรือประสบการณ์ใหม่ๆ ตามโอกาส
4 การสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
- คุยและให้ความสำคัญกับคนในครอบครัว เพื่อนและคนที่เรารัก
สิ่งเหล่านี้ ผมก็ทำเพื่อให้ตัวเองมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาวในหลายๆด้าน
ถ้าใครยังรู้สึกว่าไม่ค่อยเก็ต ไม่เห็นภาพมากพอ
ผมมีตัวอย่างการงานสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ แบบระยะสั้นมาให้ดู
ผมจะมีลิส ว่า มีอะไรบ้างที่เราจะต้องทำภายในวันไหน
- การจ่ายบิลต่างๆ ค่าเช่าบ้าน น้ำ ไฟ อินเทอร์เน็ต ประกัน
(การมีระบบจัดการค่าใช้จ่าย ทําให้เรามีโอกาศลืมโอน น้อยมากครับ)
สิ่งที่ทำคือ
- เงินในบัญชีใช้จ่ายผมจะมีอยู่ 2 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือนเป็น buffer เสมอ เผื่อฉุกเฉินได้จ่ายบิลทันที
- บิลที่ตัดบัญชีอัตโนมัติได้ผมเลือกทำเลยเพราะลดการลืมจ่ายไปได้
- ส่วนอะไรที่ต้องโอนมือ ผมจะเลือกตั้งเวลาโอนก่อนเช่น ค่าเช่าบ้านจ่ายไม่เกินทุกวันที่ 5 ผมก็จะจัดการโอนล่วงหน้าไว้ตั้งแต่เดือนก่อน เพื่อลดการลืมโอน หรือ แอฟมีปัญหาในช่วงต้นเดือน
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆที่ต้องจ่ายรายปี เช่น ต้องจ่ายปีละ 12000 บาท ผมก็จะใช้ระบบโอนอัตโนมัติเดือนละ 1000 บาท เข้าไปในบัญชีแยก พอครบกำหนด ผมก็จะตั้งโอนล่วงหน้าหรือโอนมืออีกที
- บิลอื่นๆเช่น ภาษี หรืออะไรที่จ่ายครั้งเดียว ผมจะจ่ายทันที เมื่อมีบิล หรือ อีเมลล์แจ้งมา ป้องกันการลืมจ่าย
- อะไรที่ทำเสร็จได้ภายใน 5 นาที เราทำเลย จะได้ไม่ลืม
สิ่งที่ไม่ต้องรีบทำอื่นๆ
- ตัวอย่างอีก 1 สัปดาห์ผมต้องไป ทำธุระที่ห้างหรือพื้นที่ใกล้เคียง ผมก็จะลิสก่อนว่า มีอะไรที่ทำที่ห้างนั้นได้บ้าง
เราก็จัดลำดับความสำคัญ และ เอาไปจัดการได้
- ยกเลิกบัตรเดบิทที่ไม่ได้ใช้มานาน เปลี่ยนหน้าสมุดบช
- ไปล้างรถ
- ไปตัดผม
- ถ่ายเอกสาร
- ซื้อของที่ขาด เล็กๆน้อยๆ เพราะส่วนใหญ่ถ้าซื้อเยอะ ผมซื้อออนไลน์หมดแล้ว
- ไปกินข้าวร้านที่เราชอบ
แล้วจัดลำดับความสำคัญเช่น อะไรสำคัญสุด รอนาน ทำก่อน เช่น กดบัตรคิวแบงค์ ล้างรถ คิวตัดผม อะไรชิลๆได้ ก็ค่อยทำทีหลัง จะเห็นได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญ เราทำได้กับทุกเรื่องเลย เพื่อใช้เวลาเราให้คุ้มค่าขึ้นอีก
3. ไม่สำคัญแต่เร่งด่วน (Urgent & Not Important)
เป็นงานที่ต้องทำทันที แต่ผลกระทบต่อเป้าหมายหลักของเราไม่สูงนัก มักจะเป็นงานที่ผู้อื่นโยนมาให้ หรือเป็นสิ่งรบกวน เช่น การตอบอีเมลที่ไม่สำคัญ โทรศัพท์ที่ไม่จำเป็น การประชุมที่ไม่มีสาระ การจัดการธุระเล็กน้อย
ถ้าเป็นสิ่งง่ายๆเร็วๆก็ทำให้เสร็จ หรือ ถ้ายากก็แบ่งงานเป็นส่วนๆหรือให้คนอื่นช่วยๆถ้าทำได้
รีบทำให้เสร็จจะได้มีเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญของเรา
4. ไม่สำคัญและไม่เร่งด่วน (Not Urgent & Not Important)
คือสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีผลกระทบ และไม่จำเป็นต้องทำ เช่น การไถโซเชียลมีเดียอย่างไร้จุดหมาย เสพคอนเท้นไม่สร้างสรรค์ สร้างพลังงานลบ หรือ การทะเลาะกับคนอื่นทั้งโลกจริง โลกออนไลน์
ลดให้น้อยที่สุด งานกลุ่มนี้คือตัวฉกเวลาและพลังงานของคุณไปอย่างสิ้นเปลือง
สรุป
1. จัดการ สิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน ไม่ว่าเรื่องเล็ก หรือ เรื่องใหญ่ในชีวิตให้เป็น ลดความเสี่ยงในการปัญหาในระยะยาว คุณภาพชีวิตคุณจะดีขึ้น
2.ฝึกจัดการชีวิตอย่างมีระบบ จัดลำดับความสำคัญในชีวิตได้ดี เราก็จะชิลมากครับ
บางคนอาจจะคิดว่าเครียดเกิน แต่ลองคิดดูว่า อยากจะเครียดแล้วชิล หรือ ชิลแล้วเครียดสะสมไม่จบกันแน่
#siamstr #พัฒนาตัวเอง #จัดการชีวิต #จัดการเงิน #บริหารเงิน
กำลังใจที่มาจากตัวเราเอง
สำคัญที่สุดในโลก
สังคมตอนนี้ มีแต่ความวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นการเมืองระดับชาติ ระดับโลก สภาพสังคมและเศรษฐกิจก็แย่มากๆ
ความแย่ระดับนี้ หลายๆคนคอนเฟิร์มว่า แย่กว่าโควิดอีก สังคมไทยในตอนนี้ผมว่า ทุกคนมีความเครียด และความสุขน้อยลง
ไม่ว่าจะเกิดจากปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก ทำให้คำว่า กำลังใจเป็นสิ่งที่ใครหลายคนต้องการและใฝ่หา
เพื่อมาเติมพลังชีวิตในการเดินหน้าในวันที่ยากขึ้นเรื่อยๆแบบนี้
ดิสเคลมเมอร์ก่อนว่า สิ่งที่เขียนเป็นความคิดเห็นของผมเท่านั้นนะครับ
ทำไมผมถึงบอกว่ากำลังใจจากตัวเราเองนั้นสำคัญที่สุดในโลก
มันมาจากความรู้สึก และ สิ่งที่ผมพบเจอมาเอง
มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่ทุก ไม่สุขอยู่นาน จนไปเจอจดเปลี่ยนชีวิต
ที่ทำให้เรา รู้สึกไม่มั่นคงเลย ทั้งความรู้สึก สถานะการเงิน ความสัมพัน
โดยเฉพาะความไม่มั่นคงทางการเงิน ผมน่าจะรู้สึกมา 2-3 ปี หลังโควิด
ความรู้สึกนี้มันติดอยู่ในใจ ที่เรายังหาทางแก้ไม่ได้
ตัวผมเองก็เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อน และ ครอบครัวฟัง สิ่งที่เขาทำคือก็ การให้กำลังใจ
ซึ่งกำลังใจจากคนรอบตัวแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีมากๆนะครับ ไม่ใช่ว่ามันเป็นสิ่งไม่มีค่า มันมีค่าที่สุดและทำให้ผมคิดอยู่เสมอว่า
เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ แม่บอกตลอดว่า ทุกปัญหามีทางออกนะ เพื่อนผมบอกตลอดว่า ปัญหามันเยอะ มึงเครียดได้
แต่มึงต้องแบ่งปัญหาแล้วแก้ทีละขั้นไปจนหมด
ผมก็จำและเอามาใช้ตลอด แต่ยังไงก็ตามในใจลึกๆผมมันก็ รู้สึกว่า เรายังไม่มันคง อยู่ดี
คิดว่าเราไม่เก่งพอที่จะหาเงินมาให้ได้มากพอ เพื่อนที่เขาเก่งพอ เขาสบายขึ้นเรือยๆ แต่เราอยู่ที่เดิม เราทำทุกอย่าง
เราขยัน เราประหยัด แต่เราก็ยังลำบาก
จนวันที่ผม ได้เข้ามาศึกษาบิทคอย และ ได้รับคำตอบแล้ว่า ความรู้สึกที่ผมเจอเรื่องความไม่มั่นคง ไม่ใช่แค่เราหาเงินไม่ได้มากพอ แต่ส่วนสำคัญคือ เงินที่เรามีมันเสื่อมค่า
อำนาจการจับจ่ายเรามันลดลงอยู่ตลอด โดยการพิมเงินและเงินเฟ้อ สิ่งนี้มีคนพยายามไม่บอกให้คนทั่วไปรู้
ทำให้หลายๆคนรวมถึงผม ยังคงติดอยู่ใน วงเวียนหนูถีบจักร ที่จะเหนื่อยๆต่อไปเรื่อยๆ และจะหนักมากขึ้นกว่าเดิม
เพราะการพิมเงินมันมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาเรื่องเงินเสื่อมค่ามันโยงกลับไปได้หลายๆอย่างในชีวิตเอาเป็นว่าตั้งแต่เกิดจนตาย
เราเหมือนถูกควบคุมทุกอย่างไว้แล้ว
พอเข้าใจคำตอบ และเห็นหนทางในการแก้ไข เรื่องความไม่มั่นคงทางการเงิน
ผมเหมือนปลดล็อคตัวเองเลยครับ ผมเริ่มให้กำลังใจตัวเอง พูดกับตัวเองทุกวัน
ผมเริ่มศึกษาบิทคอยมากขึ้น ผมทยอยแปลงสินทรัพย์ที่มีมาเป็นบิทคอย
ผมมีเป้าหมายในการออมบิทคอย และ เป้าหมายเกษียณด้วยบิทคอย
ผมเริ่มดูคอนเท้นพัฒนาตัวเอง ทั้งความคิด การพูดจาดีกับตัวเอง และผู้อื่น ออกกำลังกาย ทุกเป้าหมายมีการบันทึกและติดตามผล proof of work
ในท้ายที่สุด กำลังใจจากตัวเอง มันบอกผมว่า ปัญหาในอดีตของผมกำลังถูกแก้ไข
ผมกำลังเดินทางมาถูกทางแล้ว ที่เหลือ แค่ทำตามระบบ ชีวิตเราจะดีขึ้นในระยะยาว
จัดการสิ่งที่เราทำได้ไปหมดแล้ว โดยไม่สนใจอดีต เราจะมองไปข้างหน้าเท่านั้น
กำลังใจที่ผมได้จากตัวเอง ทำให้ผมมีจิตใจที่มั่นคง จิตใจที่สงบและไม่หวั่นไหวต่อสิ่งรบกวนชั่วคราว
ในความจริง ตอนนี้ผมได้เงินน้อยลง คุณภาพชีวิตแย่กว่าตอนที่เครียดอีก
แต่ผมไม่มีความกังวลเรื่องความไม่มั่นคงแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว จากกำลังใจที่ผมให้ตัวเอง
ซึ่งกำลังใจนี้เกิดจาก บิทคอยที่เป็นคำตอบของผม มันเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจผมไปแล้ว
ใครจะคิดว่าผมกวา ผมเพ้อฝัน ก็คิดได้แต่ผมรู้สึกแบบนั้นจริงๆ
#btc #bitcoin #siamstr #nostr
อีก 10 ปีเกษียณมี 1 BTC พอไหม? คำนวณเคสจริงให้ดู - Sats and Sound มีคลิปและบทความเลยครับ
อีก 10 ปีเกษียณมี 1 BTC พอไหม?
บิทคอยกับการเกษียณเป็นหนึ่งในหัวข้อยอดฮิตที่มีผู้คนสนใจ
คำถามที่สะท้อนความคาดหวังและความกังวลของนักลงทุนยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี
คำถามนี้ผมเอามาจากกลุ่ม Bitcoin Thai Community และได้เอาคำตอบที่น่าสนใจมา
มาวิเคราะห์และสรุปประเด็นสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้ฉุกคิดและเป็นหนึ่งในไอเดียการวางแผนอนาคตทางการเงินของตัวเอง
ภาพรวมคำตอบ คือไม่มีคำตอบตายตัว และมีหลากหลายมุมมอง สรุปคือเน้นที่ "จะเกษียณได้มั้ยอยู่ที่ตัวคุณ"
มันก็ตอบยากนะว่า "พอ" หรือ "ไม่พอ" ถึงจะมีข้อมูลให้มา แต่แต่ละคนก็มีความแตกต่างกัน
- บางคนมองโลกในแง่ดีว่าอีก 10 ปี Bitcoin น่าจะราคาสูงพอ น่าจะทัน
- บางคนก็มองว่าเกษียณได้ แต่ลำบากหน่อย อย่างน้อยวันนี้ต้องมีสัก 5 BTC
- แต่บางคนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนการเงินรอบด้าน และการไม่ยึดติดกับสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งมากเกินไป
เก็บในหลายๆอย่างรวมกันไป เพื่อความคล่องตัว
ประเด็นหลักที่ จะตอบได้ว่าเกษียณได้มั้ยมี 3 ข้อคือ
1. เรื่องปัจเจกบุคคล การใช้เงินหลังเกษียณ ไลฟ์สไตล์
2. ศักยภาพของ Bitcoin ในอนาคต ราคาจะโตไปเท่าไหร่
3. วิธีการใช้ Bitcoin ในการเกษียณ
1. เรื่องปัจเจกบุคคล การใช้เงินหลังเกษียณ ไลฟ์สไตล์
- Lifestyle และค่าใช้จ่าย: คุณต้องการใช้เงินเท่าไหร่ต่อเดือนหลังเกษียณ? ไลฟ์สไตล์เรียบง่าย หรือฟุ้งเฟ้อ?
อยู่จังหวัดไหน บางคน 10ล้านพอ บางคน 50ก็ไม่พอ
- อายุขัยที่คาดการณ์: อย่าลืมว่าคนยุคนี้อายุยืนขึ้น การวางแผนแค่ 10 ปีอาจไม่พอ ต้องเผื่อถึง 85 ปีหรือมากกว่านั้น
อันนี้จริงมากเพราะคนอายุยืนขึ้นจากการพัฒนาการทางการแพทย์และดูแลสุขภาพกันมากขึ้น
ความน่ากลัวกว่าคือเงินหมดก่อนตาย
- Cashflow : BTC มันดูมั่นคงในระยะยาว แต่มันไม่มียีล คุณต้องมีแผนการสร้างกระแสเงินสด (Cashflow) ในรูปเงิน Fiat (เงินกระดาษ) เพราะปัจจุบัน BTC ยังไม่ได้ใช้จ่ายสะดวกขนาดนั้น
2. ศักยภาพของ Bitcoin ในอนาคต
หลายคนมองโลกในแง่ดีต่อราคา Bitcoin ที่จะพุ่งสูงขึ้น
- เป็นสินทรัพย์ต้านเงินเฟ้อ : BTC ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์แห่งการออมและต้านทานเงินเฟ้อที่ดีกว่าทองคำหรือหุ้นในปัจจุบัน ออมในบิทคอยน่าจะเกษียณได้ง่ายที่สุด
- บางคนเชื่อว่าในอีก 8 ปี ราคา BTC อาจไปถึง 10 ล้านดอลลาร์ หรือ 33 ล้านบาทไทย
- จากสถิติ 10 กว่าปีที่ผ่านมาที่ขึ้นมา 500 กว่าเท่า (เฉลี่ยปีละ 47 เท่า) หากหลังจากนี้โตเฉลี่ยแค่ปีละ 4-5 เท่า ก็ยังดีกว่าสินทรัพย์อื่นที่ลดค่าจากเงินเฟ้อ
- บางคนมองว่า 1 BTC เทียบเท่ากับการทำงาน 30 ปี ซึ่งสะท้อนมูลค่าที่สูง
3. การใช้ Bitcoin ในการเกษียณ คำนวณจริงให้ดู
เครื่องมือที่ผมใช้คือ Bitcoin retirement calculator ค้นหาทำตามได้เองเลย
- คำนวณก่อนว่าตอนเกษียณเราจะต้องใช้เงินต่อปีเท่าไหร่ และ มีเงินทั้งหมดเท่าไหร่ ใครจะคำนวณเป็นเฟียต หรือ คำนวณเป็นบิทคอยก็ได้
- ผมใส่ค่าของพี่ที่ถามเลย อายุ 50 ปี จะใช้ชีวิตไปถึง 86 ปี ตอนนี้มีอยู่ 1 บิทคอย จะไม่ซื้อบิทคอยเพิ่มอีกหลังเกษียณ
อัตราเติบโตทบต้นของบิทคอยคือ 30 เปอร์เซน เงินเฟ้อโตปีละ 8 เปอร์เซน ต่อปีต้องการใช้เงิน 50,000เหรียญ เท่ากับประมาณ 1.6 ล้านบาทไทย เดือนนึง 130,000 บาทไทย ก็น่าจะโอเค
- พอคำนวณออกมา ในเรทนี้ เขาเกษียณได้ทันนะ 1 BTC เพียงพอ ตอนอายุ 56
- นี้เป็นเพียงหนึ่งเครื่องมือใช้คาดการณ์อนาคตเป็นไอเดียนะ อาจจะถูกหรือผิดก็ได้
- สมมติรู้แล้วว่าพอ แล้วยังไงต่อ เราก็แค่ทยอยขายบิทคอย รายปีตามแผนครับ เอาเงินมาใช้จ่าย
- เมื่อเวลาผ่านไปมูลค่าของบิทคอยจะมากขึ้นเท่ากับว่า เราจะใช้บิทคอยหรือsat น้อยลงทุกๆปีในการใช้จ่ายเท่าเดิม
- ถ้าคำนวณดีๆ ตอนเราเสียชีวิตก็จะเหลือบิทคอยน้อยมากๆ ประมาณนี้เลยครับ
ข้อดีคือง่าย จัดการได้เอง ไม่เสี่ยง
ข้อเสียคือบิทคอยเราจะลดลงไปเรื่อยๆเพราะต้องขายออก และในช่วงบิทคอยราคาตกก็ต้องระวังให้มากด้วย
- นอกจากนั้นยังมีอีกวิธี เพราะบางคนไม่ได้อยากขายบิทคอยออกไป ต้องการเก็บไว้ให้ลูกหลาน ดังนั้น วิธีที่จะได้แคชโฟวก็คือ การใช้ BTC เป็นหลักค้ำประกันเพื่อกู้เงิน Fiat มาใช้จ่าย โดยพยายามรักษา LTV (Loan-to-Value) ไม่ให้สูงเกินไป
- ไอเดียคร่าวๆคือการเอาบิทคอยเช่น 10%-20%ของที่มี ไปปล่อยกู้ เอาเงินเฟียตนั้นออกมาใช้จ่าย และจ่ายดอกเบี้ยรายปี
แล้วกู้วนไปเรื่อยๆทุกปี
ข้อดีของวิธีนี้คือ ถ้าเราจ่ายดอกเบี้ยและบริหารเงินได้ดี เราจะไม่ต้องขายบิทคอยเลย สามารถเก็บไว้เป็นมรดกได้
ข้อเสีย ซับซ้อนและเสี่ยงกว่าวิธีแรกเราต้องมีความรู้ความเข้าใจ รวมถึงหาแหล่งค้ำประกันบิทคอยที่น่าเชื่อถือในปัจจุบันยังมีน้อยมาก ไม่งั้นเอาไปฝากเขา บริษัทเจ๊งบิทคอยหาย ซวยอีก
ถ้าให้ผมสรุปเคสพี่คนนี้ สามารถเกษียณได้ด้วย 1 BTC ครับ แต่ด้วยระยะเวลาแค่ 10 ปี ถ้าพี่เขาไม่มีกระแสเงินสดจากทางอื่นเลย การขายบิทคอยรายปีมาใช้ก็ยังมีความเสี่ยงเรื่องราคาเหมือนกัน อาจจะเกษียณแบบไม่ได้สบายมากนัก
และถ้าจะใช้วิธีค้ำประกันบิทคอยเอาเฟียตมาใช้ ถ้าไม่มีความรู้ ไม่แนะนำให้ทำครับเสี่ยงกว่าวิธีแรกมากๆ จ่ายดอกไม่หมด หมุนเงินไม่ทัน เขายืดบิทคอยไปนะ
ข้อควรระวัง
- Bitcoin เป็นเพียงหนึ่งในทางเลือกเท่านั้น : ควรมีแผนสำรอง (แผน 2, 3, 4) เพราะไม่มีอะไรรับประกันว่า Bitcoin จะรักษามูลค่าไว้ได้เสมอไป
- ย้ำว่าไม่มีใครสามารถคาดการณ์อนาคตได้ 100%
- ควรใช้ความคิดของตัวเอง หาข้อมูล และพิสูจน์ด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครสามารถช่วยคุณได้หากเกิดข้อผิดพลาด
บทสรุป: กุญแจสำคัญคือ "แผนของคุณ"
คำตอบ ผม ชี้ให้เห็นว่า 1 BTC เคสนี้ อาจเพียงพอต่อการเกษียณได้ หากมี "แผนการที่ชัดเจน" และ "ความเข้าใจที่ถ่องแท้" ไม่ใช่แค่การคาดหวังราคาที่พุ่งสูงลิ่วเพียงอย่างเดียว มันต้องมีการจัดการหลังเกษียณที่ถูกต้องด้วย
คนที่ดูสามารถใช้ข้อมูลในคลิป ไปหาคำตอบของตัวเองได้ ว่า สำหรับคุณ 1 BTC พอสำหรับเกษียณมั้ย?
#siamstr #btc #bitcoin