#siamstr #btc #bitcoin
image มีทั้งบทความและเป็นคลิป ฝากด้วยนะครับ เงินน้อย ค้าขายเงียบ เศรษฐกิจแย่ ไม่มีทางออก นี่คือวิธีแก้ที่ผมคิดเอง ปี 2025 เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจไทยแย่อย่างชัดเจนในทุกด้าน การเมืองในระดับประเทศ ระดับโลกก็แย่ไม่แพ้กัน พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการตัวเล็กๆ สายป่านสั้น บ่นกันระนาวว่า ยอดขายตกเป็นเท่าตัว และที่สำคัญแย่กว่าตอนโควิดเสียอีก ส่วนตัวผมก็ประสบปัญหานี้อยู่ไม่ต่างจากทุกคน ค่าเช่าแสนแพง รายได้ลดลง วันนี้ผมมีวิธีแก้ไขเรื่องพวกนี้ ไอเดียนี้อาจจะใช้ไม่ได้กับทุกคน แต่ผู้อ่านน่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อย 1 ยอมรับความจริง ผมมองว่า ยังไงเศรษฐกิจก็จะแย่ลงไปเรื่อยๆ เคยได้ยินคำว่าปีนี้เผาหลอก ปีหน้าเผาจริง มั้ยครับ ประโยคนี้ผมได้ยินมาสักพัก และเห็นว่าสรุปทุกอย่างมันแย่ลงเรื่อยๆทุกปีเลย ดังนั้น การที่จะทำงานเหมือนเดิมแล้วคิดว่า สักพักมันก็จะดีขึ้นเอง และทุกอย่างจะผ่านไปเอง ยอมรับความจริงก่อนว่า วิธีนี้ไม่ได้ทำให้ทุกอย่างดีขึ้น เราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เชื่อมั้ยมนุษย์เราเก่งอยู่อย่างนึงนั่นก็คือการปรับตัวเพื่ออยู่รอด เราต้องอยู่ในสภาวะที่แย่ให้ได้ 2 ในเมื่อเงินใหม่หายาก แล้วเงินเก่าที่สะสมอยู่ ที่มีอยู่ จัดการมันถูกที่หรือไม่? เมื่อรู้ว่า เศรษฐกิจมันยังคงแย่ลงไปเรื่อยๆ หาเงินได้น้อย ต้องประหยัด ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดระบบชีวิต บริหารเงินใหม่ ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการลงทุน ในส่วนเงินใหม่หาได้น้อย ก็ต้องจัดสรรให้มันประหยัดที่สุด แล้วมาโฟกัส เงินออม เงินลงทุน ที่เราเคยสะสมมา จัดการให้มันอยู่ถูกที่ ผมว่าสิ่งนี้สำคัญไม่แพ้หาเงินใหม่เลย - กองทุน ltf หรือหุ้นไทยที่ขาดทุนยับๆ - เงินในบัญชีออมทรัพย์ ที่ทิ้งไว้เฉยๆ เกินความจำเป็น - เหรียญ shit coin ที่ขาดทุน หรือ ไม่มีอนาคต - ของเก่า ของใช้ ของสะสมในบ้าน ของพวกนี้เราเอามาขายเปลี่ยนเป็นเงินได้มั้ย สิ่งที่ไม่ได้จัดการพวกนี้นี่คือสาเหตุของผมที่ ทำงานเก็บเงินมา 10 ปี ก็ไม่รวยเพราะเก็บผิดที่ไงหล่ะ นอกจากนั้นหารายได้เพิ่ม แบบ passive เพราะเหนื่อยทีเดียว สร้างรายได้ยาวๆได้ (มองเกมยาวนะ ช่วงแรกๆรายได้ passive อาจจะน้อยหรือไม่มีเลย) 3 ต้นตอความเลวร้ายทุกอย่าง เกิดจากเงินเฟ้อ และมูลค่าเงิน fiat ที่เราถือเสื่อมลงทุกวัน สิ่งนี้แหละที่ทำให้ชีวิตคุณแย่ลง จนลงและจะเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะการพิมเงินจะไม่มีทางหยุด - บิทคอยคือสิ่งเดียวที่จะมาแก้ไขเรื่องนี้ เงินเก่าในข้อ 2 เอามาออมในบิทคอยแทน แต่ก่อนหน้านี้ เราต้องศึกษาให้เข้าใจ รวมถึงเก็บบิทคอยให้ปลอดภัยก่อน เท่านี้เงิน fiat ที่มูลค่าลดลงจากการพิมเงินก็จะกลายเป็น sound money ที่มูลค่าไม่ลดและเพิ่มขึ้นในอนาคต - ศึกษาบิทคอยสำคัญมาก ออมในนี้เท่าที่คุณมั่นใจก่อนก็ได้ ไม่ต้องออมหมดตั้งแต่แรก - เงินในออมในบิทคอยจะต้องเป็นเงินที่ในชาตินี้คุณจะต้องไปขายเด็ดขาด ถือไว้เฉยๆใน HW - มีการตั้งเป้าหมายว่า ภายในสิ้นปี จะออมให้ได้เท่าไหร่ เช่น 0.01 - 0.1 btc ยิ่งคุณศึกษาคุณจะยิ่งออมใน btc มากขึ้นเองโดยอัตโนมัติ - ส่วนรายได้ใหม่ทีน้อยลง จัดสรรมา DCA บิทคอยทุกเดือนอย่างเคร่งครัด ผมยอมลดคุณภาพชีวิตตัวเองเพื่อจะออมได้มากขึ้น สรุป 1 ชั่งหัวเศรษฐกิจ ยังไงมันก็จะแย่ลงเรื่อยๆ เงินก็เฟ้อจากการพิมเงิน เราคนตัวเล็กแก้อะไรแทบไม่ได้เลย 2 ปรับที่ตัวเอง เริ่มจากการศึกษาบิทคอย ประหยัด ทำรายรับรายจ่าย บันทึกการลงทุน เงินได้ใหม่ที่น้อยลงพยายามปรับให้ใช้ให้พอ หารายได้หลายทาง ถ้าให้ดีหาแบบ passive 3 สินทรัพย์ การลงทุนที่มีอยู่เดิม อะไรแย่ หรือไม่มีอนาคตเปลี่ยนเป็นบิทคอย โดยจะต้องห้ามขายบิทคอยนั้นเป็นอันขาด 4 เงินที่ได้ใหม่ที่น้อยลง ต้องจัดสรรมาออมใน บิทคอย ทุกเดือนอย่างเคร่งครัด 5 ตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าเราจะมีบิทคอยเท่าไหร่ แล้วต้องทำให้ได้ การที่ผมเชื่อมั่นใจบิทคอย ว่าในระยะยาวชีวิตผมจะดีขึ้น คิดว่าการอดทน ประหยัด ลำบากในวันนี้ เพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต ใช้ชีวิตแบบ low time preference ดูแลสุขภาพ รักตัวเอง ถ้าเราเชื่อว่าเดินมาถูกทาง จิตใจเราจะสงบและมั่นคงถึงแม้ว่าตอนนี้ทุกอย่างรอบตัวเรามันจะแย่มากๆ บิทคอยกลายเป็นสิ่งยืดเหนี่ยวในจิตใจของผมไปแล้ว #siamstr #btc #bitcoin #satsandsound
image บิทคอยรอบนี้มันจะไม่เหมือนเดิม จริงเหรอ? 4-Year Cycle เป็นสิ่งที่คนที่ศึกษาบิทคอยรู้ดีว่า เป็นวัฏจักรซ้ำๆที่เกิดขึ้น เราสามารถเรียนรู้ผ่านกราฟของราคาในภาพระยะยาว ตลอดเวลา 12 ปี หรือ 3 รอบที่ผ่านมา มันดูเป็นแบบนั้น แต่ทำไมครั้งนี้บางคนถึงอาจจะคิดว่ามันไม่เหมือนเดิมเนื่องจาก บิทคอยเป็นที่รู้จักและมีคนเห็นความสำคัญ และการเติบโตของราคาที่โดดเด่นกว่าสินทรัพย์อื่นๆ คนที่สนใจไม่ได้มีแค่รายย่อยอีกต่อไป ในเมื่อมีการปลดล็อค spot bitcoin etf ในปี 2024 จากนั้นกลุ่มทุนใหญ่ทั้งบริษัทเอกชน สถาบัน รัฐชาติต่างมีท่าทีสนใจและบางที่ก็ซื้อบิทคอยไปจำนวนมากแล้ว การเข้ามาของเงินทุนใหญ่นี่แหละที่ทำให้หลายๆคนถึงมีความคิดว่า บิทคอยรอบนี้อาจจะไม่เหมือนเดิม วันนี้ผมมี 3 สถานการณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นกับ บิทคอยในปี 2025-2026 1 สถานการณ์ปกติ เกิด 4-Year Cycle อย่างที่เคยเป็นมา ผมคิดว่าหลายคนคิดว่า น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด กล่าวคือ - การเพิ่มขึ้นของราคาหลัง Halving : ราคา Bitcoin จะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการ Halving ในปี 2024 - จุดสูงสุดของภาวะ Euphoria : ราคาอาจพุ่งทะยานไปถึง 120,000 ถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ - Crypto Winter : หลังจากพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง ราคาจะตกลงเข้าสู่ภาวะตลาดหมีที่รุนแรงอีกครั้ง แม้ Bitcoin จะมีการเติบโตและถูกนำไปใช้ในสถาบันมากขึ้น แต่พื้นฐานยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ความโลภจะเข้ามาครอบงำและนำไปสู่การปรับฐานของราคาในที่สุด ถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ผมก็ยังคง dca เหมือนเดิม ยิ่งช่วงหมี ยิ่งเพิ่มเงินเพราะ เราได้บิทคอยมากขึ้นมีเงินก้อนก็ค่อยล่ำซำ ตอนตลาดหมี 2 สถานการณ์กาวสุดปอด บิทคอยโตอย่างก้าวกระโดด เกิดเหตุการณ์ FOMO ทั่วโลกจาก game theory ที่รุนแรง ด้วยปัจจัยหนุนจากเงินทุนก้อนใหญ่มาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัท สถาบัน รัฐชาติ เข้ามา ความ Hype นี้ทำให้บิทคอยโตแบบก้าวกระโดด จากแรงหนุนหลายๆปัจจัย ยิ่งไฮฟ์ยิ่ง FOMO ทุกคนต่างเข้ามาถือบิตคอยอารมณ์เหมือน พวก NFT DAO เกม defi ช่วงโควิด ทุกคนหลับหูหลับตาเอาเงินยัดเข้ามาเต็มที่ สูดกาวเต็มปอด - ปัจจัยกระตุ้น คือ อาจจะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินที่ไม่คาดคิด สงคราม ความไม่เชื่อมั่นในสกุลเงิน Fiat ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก หรือเกิดบิทคอย adoption จากอเมริกา ให้เป็นทุนสำรองของประเทศ - สิ่งนี้คือ game theory ที่จะทำให้บิทคอย โดมหาศาล มันคือการรักษาผลประโยชน์ ถ้าคุณถือแล้วดี ฉันต้องถือด้วย ไม่มีไม่ได้ - คาดการณ์ราคา 500,000-1,000,000 ดอลล่า เหมือนกับที่หลายคนได้กาวไว้ - แต่การขึ้นเร็วขนาดนั้น จะเกิดการปรับฐานอย่างรวดเร็วแน่นอน การปรับฐานนี้จะเป็นการรีเซ็ตที่จำเป็น ก่อนที่ Bitcoin จะกลับมาเติบโตในระยะยาวอีกครั้ง ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ผมผ่านมาแล้วตอน defi แต่ด้วยความรู้ว่า บิทคอยในระยะยาวนั้น ไม่พังเหมือน ชิทคอย พวกนั้น สิ่งที่ผมจะทำคือ ใจต้องนิ่ง และอาจจะ dca ไปเพื่อสะสม ผมไม่ได้มองมูลค่าเป็น fiat แค่ดูว่าตอนนี้เราสะสมเพิ่มได้ กี่ sats แล้วเท่านั้น เหตุการณ์แบบนี้สำคัญที่สุดคือความรู้และสติ เดินทางสายกลาง อย่าโลภเพราะมันจะอาจจะทำให้ทุนของคุณหายไปในพริบตา 3 สถานการณ์ที่ไม่เกิดอะไรขึ้นเลย ปัจจัยต่างๆไม่ได้ส่งผลต่อราคาของบิทคอยมากนัก แต่เหตุการณ์นี้น่าจะถูกใจสำหรับคนที่ออมบิทคอยระยะยาว - มีการเติบโตที่มั่นคง 4-Year Cycle อาจจะส่งผลต่อราคาน้อยลงกว่าแต่ก่อน - เข้าสู่ช่วงของการเติบโตที่มั่นคง ค่อยเป็นค่อยไป และยั่งยืน การเคลื่อนไหวของราคาจะมีความผันผวนน้อยลง การปรับฐานจะไม่รุนแรง และมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว - พฤติกรรมนี้จะทำให้บิทคอยคล้ายกับทองคำ มีโอกาสเป็นไปได้นะ เพราะ ท่าทีของอเมกา ก็ยังอยากใช้ USD อยู่ - อาจจะฟังดูน่าเบื่อะถือแล้วสบายใจ และรู้สึกมั่นคง ไม่มีความผันผวนรุนแรง และให้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ถ้าผมเจอสถาการณ์แบบนี้ ก็ยังคง dca บิทคอยเหมือนเดิมครับ สิ่งนี้แหละที่วัดวินัยทางการออมได้เลย ใครมี time preference ต่ำๆ คิดถึงอนาคต อดทนรอได้มากกว่า ก็จะได้ผลตอบแทนมากกว่า กล่าวโดยสรุป ไม่ว่า สถาการณ์ของบิทคอยในปี 2025-2026 จะออกมาแบบไหน หรือ ไม่เป็นแบบไหนเลย ผมก็ยังคง dca เหมือนคำว่า stay humble and stack sats เพราะเรารู้แล้วว่านี่คือหนทางแห่งอนาคต ความมั่นใจ ความมั่นคงจะทำให้เราจิตใจสงบ และ ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเร้า สิ่งยั่วยุชั่วคราวที่อยู่ตรงหน้า ถ้าใครจะกลัวบิทคอย ผมว่าควรจะกลัวเงินเฟ้อที่ไม่มีใครคุมได้มากกว่า เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย #siamstr #btc #bitcoin
image เปิดผลสำรวจของ SET พบคนไทย 30% ไม่มีเงินเก็บ และอีก 60% มีเงินเก็บไม่ถึง 200,000 บาท เท่ากับมีคน 10% เท่านั้น ที่จะมีกินตอนแก่.. ถ้าเป็นสมัยก่อน ผมจะพยายามบอกว่า ก็คนพวกนั้นใช้จ่ายเงินเกินตัว และไม่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง ก่อภาระหนี้สินเอง วนเป็นลูปนรก ก็จะลืมตาอ้าปากได้ยากแบบนี้แหละ ถ้าหากเราขยัน ประหยัด ยังไงก็มีชีวิตที่ดีในอนาคตได้ ประสบการณ์จริง 10 ปีผ่านไป ผมที่คิดว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว ตั้งคำถามว่า ทำไมชีวิตเราไม่เห็นดีขึ้นเหมือนที่ฝันไว้เลย จนได้ลงหลุมกระต่าย พอคำถามเก่าๆแบบนี้กลับมา มุมมอง ความคิดและคำตอบของผมเปลี่ยนแปลงไป - บางคนมีภาระหนี้บังคับโดยตัวเองไม่ได้ก่อด้วยซ้ำ - บางคนหมดหนทางจากการผิดพลาดในอดีต - บางคนก็ใช้เงินเกินตัวจริงๆ ไม่มีวินัย ไม่มีความรู้จริงๆ และที่สำคัญที่คนที่กล่าวมา ไม่รู้ถึง 5% มั้ยที่รู้ว่า การพิมพ์เงินมหาศาลโดยเฉพาะหลังโควิด ทำให้ของทุกอย่างแพงขึ้นมาก การใช้จ่ายแบบเดิมจะต้องใช้เงินมากขึ้น นี่ยังไม่นับถึงคนที่เป็นหัวหน้าครอบครัว เดอะแบกของบ้าน ที่ดูแลรับผิดชอบครอบครัวหลายคน หลายๆคนต่างก้มหน้าก้มตา ทำงานหนักต่อไปเพื่อแลกกับเงินที่เสื่อมค่าลงทุกวัน ความเหนื่อย ความเครียด ภาระที่รอไม่ได้ มันอาจจะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาแม้แต่จะศึกษาเรื่องการเงิน ที่จะทำให้ชีวิตเขาและครอบครัวดีขึ้นด้วยซ้ำ โลกแห่งการพิมเงินมันโหดร้าย ถ้าใครรู้ช้า คนนั้นจะยิ่งลำบาก เพราะกลุ่มคนมีอำนาจเขาไม่อยากให้คนทั่วไปรู้ เพราะมันจะทำให้เขาควบคุมการเงินยากขึ้น ดูหนี้สหรัฐที่เพิ่มทุกวินาที ทำให้ผมคิดว่าพวกเขาคงหยุดพิมเงินไม่ได้ และจะพิมจำนวนมากขึ้นอีก บิคคอยมาแก้ปัญหา เงินเฟ้อที่เรื้อรัง และ ปัญหาชองเงินในอดีตที่ถูกควบคุมโดยรัฐบาลอีกด้วย บิทคอย ที่จะทำให้เงินของคุณไม่เสื่อมค่าลง ไม่ต้องเหนื่อยๆกับคุณภาพชีวิตที่คอยกังวลเรื่องเงินเฟ้อ และ อำนาจการใช้จ่ายลดลงไปเรื่อยๆ เวลามีค่า ศึกษาบิทคอย #siamstr #btc #bitcoin
image การจดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง สิ่งที่ไม่สำคัญแต่ทำแล้วใจฟู Proof of Work ผมได้ยินครั้งแรกก็จากการศึกษาบิทคอยนี่แหละ แต่ Proof of Work ในมุมมองของผมในวันนี้ หมายถึง ผลของการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างช้ำๆ และนานพอ จนมีความชำนาญ ส่งผลทำให้เราทำมันได้ดี เร็วขึ้นกว่าเดิม และพัฒนาต่อยอดได้ในอนาคต หลายๆคนอาจจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทำไมฉันไม่พัฒนาเลย ทำไมฉันย่ำอยู่กับที่ คนอื่นเขาไปไหนต่อไหนแล้ว สิ่งนี้ผมก็รู้สึกและพยายามพัฒนาตัวเอง แต่ก็ยังรู้สึกว่าเราไม่ไปไหนอยู่ดี บางทีก็สู้ บางทีก็ท้อ จนวันนึงผมมานั่งดูสมุดบันทึก Proof of Work ของตัวเอง ปีที่แล้วเราเคยเขียนเป้าหมาย แผนการ และผลอะไรไว้บ้างหรือการหาเงิน การบริหารเงิน เป้าหมายทางการเงิน สำเร็จหรือไม่สำเร็จยังไง ผมก็รู้สึกปลดล็อคว่า เออ จริงๆแล้ว ตัวเราเองในวันนี้ก็เป็นเวอร์ชั่นที่ดีกว่าปีที่แล้วนี่นา ถ้าหากใครยังรู้สึกว่าตัวเองตามคนอื่นไม่ทัน คุณภาพชีวิตแย่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ เราต้องศึกษาหาวิธีในการพัฒนาตัวเองในเรื่องนั้นๆ แล้ว "ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ" ยกตัวอย่างเช่น - การหารายได้เสริม เช่น ทำคลิป affiliate ลงคลิปสม่ำเสมอ - การออมเงินในบิทคอยอย่างน้อย 1k บาท ทุกเดือน ไม่ขายเด็ดขาด - มีเป้าหมายออมบิทคอยเพื่อเกษียณ - ทำบัญชีรายรับ รายจ่าย และ บันทึกการออม ทุกเดือน - ลดการกิน Ultra-process food - การออกกำลังกาย ตั้งเป้า cardio ให้ได้วีคละ 150 นาที - ใจดี พูดดี และไม่คิดลบกับตัวเอง และ ผู้อื่น (สุขภาพจิตสำคัญไม่แพ้สุขภาพกาย และ เงิน) - ศึกษาเพิ่มเติมและส่งต่อความรู้เกี่ยวกับการเงิน บิทคอย เงินเฟ้อ ให้กับคนรอบตัวที่สนใจ (บิทคอยศึกษาเรื่องเดียวคุ้มนะ เพราะมันจะเชื่อมโยงถึงปัญหาต่างๆในชีวิตเราในหลายๆมิติได้อีก) ลองค่อยๆพัฒนา ทำในสิ่งเล็กๆแค่วันละนิด พร้อมกับการจดบันทึกไปด้วย พอกลับมาดู เราสามารถเทียบได้ว่า ตัวเราวันนี้กับวันนั้นดีขึ้นอย่างไร พอทำไปสักพักสิ่งที่เคยยากในวันนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายในวันนี้ นี่แหละคือผลของ Proof of Work ที่เราตั้งใจทำมาอย่างสม่ำเสมอ พอมันวัดผมได้ ทำให้เรามีกำลังใจในการพัฒนา หรือ ทำต่อไป เมื่อก่อนผมชอบเทียบตัวเองกับคนอื่น แต่ตอนนี้ถึงบางครั้งจะยังคิดแบบนั้น แต่ผมพยายามเปลี่ยนวิธีคิดเป็นเทียบกับตัวเราเองในอดีตแทน ถ้ามันดีขึ้น ถือว่า สำเร็จ แล้วอาจจะค่อยขยับเป้า challenge ตัวเองไปด้วย สรุป 1 อยากพัฒนาอะไร ก็ต้องศึกษาและต้องเลือกทางเดินให้ถูกทาง 2 จากนั้นตั้งเป้าหมายให้วัดผลได้ และทำมันซ้ำๆจนชำนาญ (ข้อนี้สำคัญที่สุด) 3 บันทึก Proof of Work ที่เกิดขึ้น จะทำให้เราเทียบได้ง่ายขึ้นว่าเราพัฒนาขึ้นจริงมั้ย (ทำแล้วใจฟู) 4 ไม่ต้องเทียบกับคนอื่น เทียบกับตัวเราเองก็พอ #siamstr #btc #bitcoin