เวลาไปเจอคนในคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะมีตอัพ งานเสวนา หรือแค่นัดกินข้าวกันเฉย ๆ
ผมสังเกตว่ามันมีแรงดึงอยู่สองเส้นคอยฉุดใจเรา
เส้นแรกคืออยากเชื่อมต่อ อยากคุย อยากรู้จักกันจริง ๆ
อีกเส้นคือความเกรงใจ ความดูดี ความกลัวถูกมองแปลก ๆ
แล้วเราก็ยืนอยู่ตรงกลาง… ยิ้มสุภาพพอดีคำ พยักหน้าพอดีจังหวะ เลือกจะพูดประโยคปลอดภัยไว้ก่อน
มันก็ดีหมดเลยครับ แต่อยู่ไปนาน ๆ ใจจะเริ่มเหนื่อย เพราะเราต้องคอยคุมตัวเองเหมือนถือแก้วน้ำเต็ม ๆ แล้วเดินบนพื้นขรุขระ
ความเกรงใจมีคุณค่ามากนะ มันคือความอ่อนโยนของสังคมไทย
เพียงแต่บางที เกรงใจ แอบแปลงร่างเป็น เกรงภาพลักษณ์ อยู่เงียบ ๆ
เราจึงไม่กล้าพูดความจริงที่นุ่มนวล
ไม่กล้าขอพื้นที่ให้ตัวเอง
ไม่กล้ายอมรับว่า… บางช่วงเราก็ล้า บางมุมเราก็เขิน บางวันเราก็อยากนั่งเฉย ๆ มากกว่าออกแรงสนทนา
ในมุมของการสื่อสารแบบไม่ทำร้ายกัน เรื่องนี้ไม่ใช่การฝึกพูดให้คมขึ้นหรอก มันเป็นการฝึก ซื่อสัตย์แบบสุภาพ
พูดให้คนฟังรู้ว่าเรายังให้เกียรติเขา ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง
ประโยคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้ มักไม่ได้หวือหวาเลย แต่ก็มีแรงตรงที่มันจริง
เช่นเวลาเริ่มล้าแต่ยังอยากอยู่ด้วย
“ขอพักหายใจแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวกลับมาคุยต่อ”
“ตอนนี้หัวเริ่มเต็มละ ขอไปเดินเล่นสักรอบนะ”
“ดีใจที่ได้เจอ ขอคุยสั้น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยต่อยาว ๆ วันหลังละกันนะครับ”
คำพูดแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราดูแย่ มันกลับทำให้คนอื่นไว้ใจมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าเราตรง และเรารู้ขอบเขตตัวเอง
อีกอย่างที่ผมชอบคือการประกาศความรู้สึกแบบไม่โยนใส่ใคร แทนที่จะเก็บไว้แล้วฝืนยิ้ม เราพูดออกมานิ่ม ๆ ได้
“ผมเขินนิดหน่อยนะ คนเยอะอะ”
“ผมยังใหม่กับวงนี้ครับ ขอเวลาปรับตัวนิดหนึ่ง”
“คุยเรื่องนี้แล้วตื่นเต้นมาก ขอเรียบเรียงก่อนตอบนะครับ”
มันมีเสน่ห์นะ… เสน่ห์ของคนที่ไม่พยายามดูดี
แต่ดูจริง
แล้วถ้ากลัวว่าหากพูดไปจะเสียมารยาท ลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่า เรากำลังรักษามารยาท หรือกำลังรักษาหน้ากาก
มารยาทน่ะพาให้คนสบายใจ แต่หน้ากากมันพาให้เราเหนื่อย
การพบปะที่อบอุ่นที่สุดในคอมมูนิตี้ ไม่ได้เกิดจากคนพูดเก่ง เพราะมันมักเกิดจากคนที่อยู่ตรงนั้นแบบเข้าถึงได้ มีพื้นที่ให้คนอื่น มีพื้นที่ให้ตัวเอง
พูดเท่าที่จริง ฟังเท่าที่ไหว ยิ้มเท่าที่ใจอยาก
สุดท้ายแล้ว... คนเราจำกันจากบรรยากาศที่เราเป็น มากกว่าประโยคที่เราพูด
และบรรยากาศที่ดีที่สุด มักเริ่มจากประโยคง่าย ๆ ประโยคหนึ่ง…
“วันนี้ขอเป็นตัวเองได้ไหม แบบที่ยังให้เกียรติกันอยู่เหมือนเดิม”
#JakkDiary #Siamstr
เส้นแรกคืออยากเชื่อมต่อ อยากคุย อยากรู้จักกันจริง ๆ
อีกเส้นคือความเกรงใจ ความดูดี ความกลัวถูกมองแปลก ๆ
แล้วเราก็ยืนอยู่ตรงกลาง… ยิ้มสุภาพพอดีคำ พยักหน้าพอดีจังหวะ เลือกจะพูดประโยคปลอดภัยไว้ก่อน
มันก็ดีหมดเลยครับ แต่อยู่ไปนาน ๆ ใจจะเริ่มเหนื่อย เพราะเราต้องคอยคุมตัวเองเหมือนถือแก้วน้ำเต็ม ๆ แล้วเดินบนพื้นขรุขระ
ความเกรงใจมีคุณค่ามากนะ มันคือความอ่อนโยนของสังคมไทย
เพียงแต่บางที เกรงใจ แอบแปลงร่างเป็น เกรงภาพลักษณ์ อยู่เงียบ ๆ
เราจึงไม่กล้าพูดความจริงที่นุ่มนวล
ไม่กล้าขอพื้นที่ให้ตัวเอง
ไม่กล้ายอมรับว่า… บางช่วงเราก็ล้า บางมุมเราก็เขิน บางวันเราก็อยากนั่งเฉย ๆ มากกว่าออกแรงสนทนา
ในมุมของการสื่อสารแบบไม่ทำร้ายกัน เรื่องนี้ไม่ใช่การฝึกพูดให้คมขึ้นหรอก มันเป็นการฝึก ซื่อสัตย์แบบสุภาพ
พูดให้คนฟังรู้ว่าเรายังให้เกียรติเขา ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งตัวเองไว้ข้างหลัง
ประโยคเล็ก ๆ ที่ช่วยได้ มักไม่ได้หวือหวาเลย แต่ก็มีแรงตรงที่มันจริง
เช่นเวลาเริ่มล้าแต่ยังอยากอยู่ด้วย
“ขอพักหายใจแป๊บหนึ่งนะครับ เดี๋ยวกลับมาคุยต่อ”
“ตอนนี้หัวเริ่มเต็มละ ขอไปเดินเล่นสักรอบนะ”
“ดีใจที่ได้เจอ ขอคุยสั้น ๆ ก่อนนะ เดี๋ยวค่อยต่อยาว ๆ วันหลังละกันนะครับ”
คำพูดแบบนี้ไม่ได้ทำให้เราดูแย่ มันกลับทำให้คนอื่นไว้ใจมากขึ้น เพราะเขาเห็นว่าเราตรง และเรารู้ขอบเขตตัวเอง
อีกอย่างที่ผมชอบคือการประกาศความรู้สึกแบบไม่โยนใส่ใคร แทนที่จะเก็บไว้แล้วฝืนยิ้ม เราพูดออกมานิ่ม ๆ ได้
“ผมเขินนิดหน่อยนะ คนเยอะอะ”
“ผมยังใหม่กับวงนี้ครับ ขอเวลาปรับตัวนิดหนึ่ง”
“คุยเรื่องนี้แล้วตื่นเต้นมาก ขอเรียบเรียงก่อนตอบนะครับ”
มันมีเสน่ห์นะ… เสน่ห์ของคนที่ไม่พยายามดูดี
แต่ดูจริง
แล้วถ้ากลัวว่าหากพูดไปจะเสียมารยาท ลองถามใจตัวเองเบา ๆ ว่า เรากำลังรักษามารยาท หรือกำลังรักษาหน้ากาก
มารยาทน่ะพาให้คนสบายใจ แต่หน้ากากมันพาให้เราเหนื่อย
การพบปะที่อบอุ่นที่สุดในคอมมูนิตี้ ไม่ได้เกิดจากคนพูดเก่ง เพราะมันมักเกิดจากคนที่อยู่ตรงนั้นแบบเข้าถึงได้ มีพื้นที่ให้คนอื่น มีพื้นที่ให้ตัวเอง
พูดเท่าที่จริง ฟังเท่าที่ไหว ยิ้มเท่าที่ใจอยาก
สุดท้ายแล้ว... คนเราจำกันจากบรรยากาศที่เราเป็น มากกว่าประโยคที่เราพูด
และบรรยากาศที่ดีที่สุด มักเริ่มจากประโยคง่าย ๆ ประโยคหนึ่ง…
“วันนี้ขอเป็นตัวเองได้ไหม แบบที่ยังให้เกียรติกันอยู่เหมือนเดิม”
#JakkDiary #Siamstr
พวกเราจอดรถข้างทาง แล้วหยุดที่สันเขื่อนกันเป็นแถว ไม่มีใครพูดอะไรเยอะนัก ทุกคนยืนหันหน้าไปทางเดียวกัน มองไกลสุดลูกหูลูกตา
ภูเขาหลายลูกซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ น้ำในห้วยวางตัวนิ่งเหมือนกำลังเก็บความลับของฤดูฝนไว้ทั้งปี
สันเขื่อนแปลกดี... มันไม่ได้สวยแบบฉูดฉาด มันอยู่ของมันแบบนั้น ยาว หนักแน่น ทำหน้าที่เดียวซ้ำ ๆ ในทุกวัน คือกั้นน้ำไว้ให้บ้านข้างล่างไม่ต้องลุ้นทุกหน้าฝน
บางทีอุดมการณ์ก็คล้ายกัน ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ดัง แค่วางใจให้ตรง แล้วยืนอยู่กับสิ่งที่เชื่อให้ได้นานพอ
อ่างเก็บน้ำก็ไม่ได้เต็มจากฝนก้อนเดียว มันมาจากฝนหลายฤดู หยดแล้วหยดอีก สะสมเงียบ ๆ จนวันหนึ่งกลายเป็นความอุ่นใจของคนทั้งชุมชน
ความร่วมมือในฐานะกลุ่มก้อนก็แบบนั้นเหมือนกัน
คำพูดมีไว้เริ่มต้น แต่ความไว้ใจต้องใช้เวลาเติมทีละนิด งานใหญ่บางงานสำเร็จได้เพราะคนหลายคนยอมทำเรื่องเล็กให้มั่นคงก่อน
ตรงนี้เองที่ผมนึกถึงคำว่า low time preference แบบที่ไม่ต้องพูดเป็นศัพท์ก็เข้าใจได้...
ใจที่ไม่รีบ ใจที่ยอมแลกความหวือหวาวันนี้กับความมั่นคงของวันหน้า
เรามองไกล เพราะอยากไปไกล และการไปไกลมักเริ่มจากการรู้จักยืนให้เป็นก่อน
แปลกนะ… แค่ยืนดูน้ำกับภูเขา ใจก็เหมือนได้ตั้งเข็มทิศใหม่อีกครั้ง
“คนที่ไปไกล ไม่ได้เดินเร็วกว่าใคร เขาแค่ไม่ยอมขายอนาคตทิ้งให้ความเร่งรีบ”
#JakkDiary #Siamstr
#ห้วยผึ้งไม่มีอะไร #ีอีสานบิตคอยน์เด้อ