เขาไง.. จะใครล่ะ? #Siamstr image
นิยามคำว่า "งาน" ในใจผม... เปลี่ยนไปจากเดิมนานแล้วครับ image จากที่เคยมองว่าเป็นเพียงภารกิจที่ต้องทำให้เสร็จสิ้นไปวันๆ กลับกลายเป็นเรื่องของพลังงาน และตัวตนที่เราพกพาไปยืนอยู่เบื้องหน้าผู้คน สำหรับผม การสวมบทบาทเป็น Jakk Goodday นี่แหละคืองานหลัก และเชื่อไหมครับว่า โจทย์ที่หินที่สุดบ่อยครั้งไม่ใช่การลุกขึ้นมาทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่มันกลับเป็นการกล้าที่จะนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ท่ามกลางผู้คน โดยไม่พยายามตะเกียกตะกายทำอะไรให้ใครจดจำ เพราะเสียงกระซิบจากความเคยชินเดิมๆ มักจะคอยเร่งเร้าว่า "ต้องพูดอะไรหน่อยสิ ต้องโชว์ของบ้างสิ ไม่งั้นจะคุ้มค่าที่มาเหรอ" ระยะหลังมานี้... ผมจึงเริ่มวางใจกับนิยามใหม่ของตัวเอง เปลี่ยนจากการทำงานด้วยการกระทำ มาเป็นการทำงานด้วยการดำรงอยู่ อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยเซตฉาก อยู่อย่างไร... ให้ไม่ต้องคอยชูป้ายบอกใครต่อใครว่าเราสำคัญแค่ไหน ขอแค่ได้ยืนหยัดอยู่ตรงนั้นด้วยความสัตย์จริง ให้ทั้งกายและใจอยู่ครบถ้วนกับคนตรงหน้า... เพียงเท่านี้ก็พอ ใครอาจมองว่าการออกไปเจอผู้คนเป็นเรื่องง่ายดาย แต่ผมรู้ดีว่า การรักษาคุณภาพใจในขณะที่อยู่ท่ามกลางคลื่นความรู้สึกนั้น ไม่ง่ายเลย เพราะมันหมายถึงการที่เราต้องกล้าปล่อยมือจากบทบาทหัวโขนที่เคยสวมใส่ แล้วหลอมรวมความเป็นพี่ตั้ม และ Jakk Goodday ให้กลายเป็นเนื้อเดียวกันอย่างสนิทใจ ผมเลิกเหนื่อยกับการสร้างตัวตนหลายเวอร์ชันเพื่อแยกใช้ต่างวาระต่างสถานที่ แต่มุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานให้น้อยลง เพื่อเป็นคนคนเดียว ที่สามารถเดินไปได้ทุกที่อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ความอ่อนโยนในหัวใจยังคงเดิม... หากวันไหนโชคชะตาพาให้เรามาเจอกัน ผมคงไม่มีของกำนัลวิเศษอะไรติดไม้ติดมือไปฝาก นอกจากรอยยิ้มที่ไม่ได้ปั้นแต่ง กับอ้อมกอดอุ่นๆ... ที่ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความหมายใดๆ อีกแล้ว "งานของใครบางคน... อาจคือการสร้างผลงานที่โลกต้องจารึก แต่งานของผม... คือการดำรงอยู่ให้จริงที่สุด เพียงเพื่อให้ใครสักคนตรงหน้า... ได้กลับมาหายใจอย่างสบายใจอีกครั้ง" #JakkDiary #Siamstr
ราชสีห์จะไม่คำรามใส่แมวที่กำลังจิกกัด แต่มันจะมองด้วยสายตาที่ว่างเปล่าแล้วเดินจากไป... GM ครับ #Siamstr image
"ชีวิตอาจล็อกประตูขวางหน้าเพื่อคัดกรองความอ่อนแอ แต่จะเปิดกว้างต้อนรับเสมอสำหรับคนที่กล้าเอาชนะใจตัวเองให้ได้กลับบ้าน... พร้อมหัวใจดวงใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม" บางทีชีวิตก็เปรียบเหมือนการเดินทางไกลที่ไร้แผนที่ เดินเพลินๆ อยู่ดีๆ ประตูบานหนึ่งก็อาจปรากฏขึ้นขวางหน้า โดยไม่มีป้ายบอกเตือนระดับความยากง่าย มีเพียงความเงียบงันที่ท้าทายให้เราตัดสินใจว่า... จะกล้าเปิดเข้าไปหรือเปล่า สมัยก่อน ผมมักมองว่าประตูอุปสรรคเหล่านี้คือสิ่งกีดขวางที่น่ารำคาญ แต่พอได้เผชิญหน้ากันบ่อยเข้า มุมมองก็เริ่มเปลี่ยนไป ผมเริ่มเห็นความจริงว่า หลังบานประตูที่ดูน่ากลัวเหล่านั้น มักมีตัวเราคนใหม่ที่เข้มแข็งกว่าเดิมซ่อนอยู่เสมอ เหมือนชีวิตตั้งรหัสผ่านเอาไว้ว่า... ต้องก้าวผ่านความกลัวไปให้ได้ก่อน ถึงจะได้รางวัลล้ำค่านั้นมาครอบครอง หากเราเลือกที่จะถอยหลัง เราก็จะวนกลับไปอยู่ที่เดิม ด้วยหัวใจดวงเดิมที่ยังคงตื่นกลัวกับเรื่องเดิมๆ แต่หากเรากลั้นใจก้าวข้ามไป แม้ท่าทางจะดูโซเซ หรือยังไม่สมบูรณ์แบบนัก นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เกิดจากโลกที่ใจดีกับเรามากขึ้นหรอกครับ มันเกิดจากพื้นที่ภายในใจของเราที่ขยายกว้างขึ้นต่างหาก เราจะเริ่มรับมือกับความกังวลได้นิ่งขึ้น อ่านความรู้สึกคนรอบข้างได้ดีกว่าเดิม และที่สำคัญ... เรารู้จักวิธีวางของหนักลงจากบ่า ก่อนที่ขาจะทรุดลงไป บททดสอบหลังประตูแต่ละบานมีรสชาติไม่เหมือนกัน บางครั้งมันก็มาในรูปแบบของการสูญเสีย บางครั้งเป็นความอึดอัดที่ยาวนาน หรือบางทีก็เป็นความผิดพลาดที่ทำเอาเราอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน มันเปรียบเสมือนครูจอมเฮี้ยบที่ไม่ค่อยพูดพร่ำทำเพลง แต่จะสอนบทเรียนที่ตรงจุดและเจ็บลึกที่สุดเสมอ ผมชอบคิดเสียว่า ด่านเคราะห์เหล่านี้มันเกิดขึ้นเพื่อวัดทักษะชีวิตที่เราอาจหลงลืมฝึกฝน ทั้งความอดทน สติ และความซื่อสัตย์ต่อตัวเอง พอผ่านมันไปได้ สิ่งที่เราได้ติดมือมาคือขุมพลังในใจที่จะพาเราไปต่อในด่านถัดไปได้อย่างมั่นคง ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าเอาไว้คุยโว ท้ายที่สุดแล้ว ตัวตนที่เก่งกล้าขึ้นมันเกิดจากวินาทีนั้น... วินาทีที่เรายืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไป... ทั้งที่ขายังสั่นอยู่นั่นแหละครับ #JakkDiary #Siamstr