🎥ศิลปะแห่งความไม่อธิบาย: โครงสร้างการทำหนังและการแต่งบทของ David Lynch
กับเหตุผลที่โลกภาพยนตร์ยกย่อง แม้เรตติ้งมวลชนจะไม่ตาม
⸻
บทนำ: เมื่อภาพยนตร์ไม่ใช่ “เรื่องเล่า” แต่คือ “สนามพลังของประสบการณ์”
ในระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัย เราคุ้นเคยกับบทที่มี โครงสร้างชัดเจน, ตัวละครมี แรงจูงใจอธิบายได้, และตอนจบที่ให้ คำตอบ
แต่ผลงานของ David Lynch เลือกเดินสวนทาง—เขาสร้างภาพยนตร์ในฐานะ ประสบการณ์ภายใน มากกว่า การสื่อสารเชิงเหตุผล (Lynch, interviews on filmmaking).
บทความนี้จะลงลึกตั้งแต่
• วิธีคิดเชิงบท (screenwriting without exposition)
• การออกแบบภาพ–เสียง–จังหวะ (audiovisual affect)
• บทบาทของความฝันและจิตใต้สำนึก
• ไปจนถึงอิทธิพลที่ผู้กำกับร่วมสมัยอย่าง Christopher Nolan ยอมรับอย่างชัดเจน
⸻
1) การแต่งบทแบบ “ไม่แปลความ”: Script as Score
บทของ Lynch ไม่ได้ทำหน้าที่ “อธิบายโลก” แต่ทำหน้าที่เหมือน สกอร์ดนตรี
• บทบอก จังหวะอารมณ์ มากกว่า เหตุผลของการกระทำ
• เหตุการณ์อาจไม่เชื่อมกันเชิงตรรกะ แต่เชื่อมกันเชิง อารมณ์ และ สัญลักษณ์ (Lynch, Catching the Big Fish).
ตัวอย่างเชิงหลักการ
• ตัด exposition ที่อธิบายที่มา → ให้ผู้ชม “รู้สึก” ก่อน “เข้าใจ”
• วางฉากซ้ำ/สะท้อน (mirroring) เพื่อสร้างความรู้สึก déjà vu (เชิงฝัน)
บทของ Lynch คือ “คำใบ้” ไม่ใช่ “คำตอบ” (Lynch, director’s statements)
⸻
2) โครงสร้างไม่เชิงเส้น: Dream Logic แทน Classical Plot
โครงสร้างคลาสสิก (สามองก์) อาศัยเหตุ–ผล
Lynch อาศัย Dream Logic
• เวลาแตก (temporal dislocation)
• ตัวตนซ้อน (split identity)
• เหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องคลี่คลาย
ใน Mulholland Drive ความสัมพันธ์ของตัวละครทำหน้าที่เป็น สัญลักษณ์ของความปรารถนา/ความผิด/การแตกของอัตตา มากกว่าเป็น “พล็อต” (academic film analysis).
⸻
3) การกำกับภาพ: ภาพไม่สวยเพื่อความสวย แต่เพื่อ “กดจิต”
ภาพของ Lynch มัก
• แสงแข็ง/เงาดำจัด
• องค์ประกอบอึดอัด
• เฟรมคงค้างนานเกินสบายใจ
สิ่งเหล่านี้ทำงานกับ ระบบประสาทของผู้ชม
ไม่ใช่เพียงกับความคิด (neurocinema perspective)
ภาพไม่ได้บอกว่า “เกิดอะไร”
แต่บอกว่า “คุณควรรู้สึกอย่างไร”
⸻
4) เสียง: อาวุธลับที่เรตติ้งไม่เคยวัด
เสียงในหนัง Lynch คือ ตัวละคร
• เสียงฮัมต่ำ (low-frequency hum)
• เสียงเครื่องจักร/ไฟฟ้า
• ความเงียบที่ยาวผิดปกติ
เสียงเหล่านี้กระตุ้น ความไม่มั่นคงภายใน โดยไม่ต้องมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น (sound design studies).
⸻
5) การแสดง: Acting as Presence ไม่ใช่ Psychology
นักแสดงในหนัง Lynch
• ไม่จำเป็นต้อง “เหมือนคนจริง”
• แต่ต้อง “เหมือนภาพในฝัน”
การแสดงจึงดู แข็ง, ผิดธรรมชาติ, หลอน
เพราะ Lynch ไม่ต้องการ realism แต่ต้องการ symbolic presence (actor interviews).
⸻
6) ทำไมผู้ชมทั่วไปให้เรตต่ำ
เรตติ้งมวลชนอิง
• ความเข้าใจง่าย
• ความพึงพอใจหลังดูจบ
• การ “ปิดเรื่อง”
หนัง Lynch
• ไม่ปิด
• ไม่อธิบาย
• ไม่ยืนยันว่าผู้ชมเข้าใจถูก
ผลคือ cognitive discomfort → คะแนนต่ำ (audience psychology).
⸻
7) แล้วทำไม Nolan ถึงยกย่อง
Christopher Nolan รับอิทธิพลสำคัญ 3 ประการ
1. ความกล้าที่ปล่อยคำถามค้าง
2. โครงสร้างเวลาแตก
3. การเชื่อว่าผู้ชม “ฉลาดพอจะอยู่กับความไม่แน่นอน”
ต่างกันตรงที่
• Nolan แปลงความฝัน → โครงสร้างเหตุผล
• Lynch ปล่อยความฝัน → เป็นความฝัน (Nolan interviews).
⸻
8)ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
Lynch ทำให้ภาพยนตร์
• หลุดจากการเป็น “เรื่องเล่า”
• กลายเป็น “สภาวะประสบการณ์”
อิทธิพลของเขาปรากฏใน
• ผู้กำกับ
• ศิลปะวิดีโอ
• ซีรีส์เชิงจิตวิทยา
• งานทดลองร่วมสมัย
แม้เรตติ้งไม่สูง แต่ คุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และความคิดสูงมาก (film theory consensus).
⸻
บทสรุป: หนังที่ไม่ต้องการความเข้าใจ แต่ต้องการ “ความกล้า”
David Lynch ไม่ได้ทำหนังเพื่อ
• ให้เข้าใจ
• ให้สบายใจ
• ให้คะแนนสูง
แต่ทำหนังเพื่อ
เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเผชิญกับความไม่รู้ของตัวเอง
และนี่เองที่ทำให้
• ผู้ชมจำนวนมากไม่ชอบ
• แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ระดับโลกยกย่อง
⸻
9) “ความงง” ไม่ใช่ผลข้างเคียง แต่คือ กลไกหลัก
ในภาพยนตร์กระแสหลัก ความงงคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่สำหรับ David Lynch ความงงคือ เครื่องมือ
เขาออกแบบให้ผู้ชม
• สูญเสียจุดยึดทางเหตุผล
• ไม่สามารถคาดเดา “ความหมายเดียว”
• ถูกบังคับให้ใช้ประสบการณ์ภายในแทนการวิเคราะห์
นี่คือสิ่งที่ทฤษฎีภาพยนตร์เรียกว่า
affective cinema — หนังที่ทำงานกับอารมณ์และร่างกายก่อนความคิด (film affect theory).
ความหมายไม่ได้อยู่ในจอ
แต่อยู่ใน “การสั่นสะเทือนภายในผู้ชม”
⸻
10) การตัดต่อ: ไม่ใช่เพื่อความต่อเนื่อง แต่เพื่อ “การรั่วของจิต”
การตัดต่อของ Lynch
• ไม่เน้น continuity
• ไม่สนใจ spatial logic
• ใช้ jump / ellipsis เพื่อสร้าง ช่องว่าง
ช่องว่างนี้คือพื้นที่ของจิตใต้สำนึก
ผู้ชมจะ “เติมเอง” โดยอัตโนมัติ (psychoanalytic film theory).
ใน Mulholland Drive
การตัดจากโลกความฝัน → โลกหลังฝัน
ไม่ใช่การเฉลย
แต่คือการ แตกของตัวตน (split subjectivity).
⸻
11) สัญลักษณ์: ไม่ใช่รหัสให้ถอด แต่คือ “สนามความหมาย”
ผู้ชมมักพยายามถามว่า
• กล่องสีน้ำเงินคืออะไร
• ชายหลังร้านอาหารคือใคร
• ห้องแดงหมายถึงอะไร
แต่ Lynch ปฏิเสธการให้คำตอบเดียวเสมอ (Lynch interviews).
เหตุผลคือ
สัญลักษณ์ของเขา ไม่ใช่ allegory แบบ 1:1
แต่เป็น polysemic symbol
→ มีหลายความหมายพร้อมกัน และเปลี่ยนไปตามผู้ดู
นี่ใกล้เคียงกับ
• งานของ Jung
• โคอานในพุทธเซน
• บทกวีสมัยใหม่
⸻
12) ตัวตนแตก (Fragmented Self) เป็นแก่น ไม่ใช่ธีมรอง
ตัวละครของ Lynch แทบทุกเรื่อง
• มีตัวตนซ้อน
• มีชื่อหลายชื่อ
• มีชีวิตสองระดับ
นี่ไม่ใช่ลูกเล่น
แต่สะท้อนแนวคิดว่า
“อัตตาเป็นสิ่งสมมติที่ไม่เสถียร”
ซึ่งสอดคล้องกับ
• จิตวิเคราะห์
• ปรัชญาอัตถิภาวนิยม
• และแนวคิด non-self ในตะวันออก (comparative philosophy).
⸻
13) เสียงกับร่างกาย: หนังที่ “ฟังด้วยระบบประสาท”
Lynch ทำ sound design ด้วยตัวเองในหลายโปรเจกต์
เพราะเขามองว่าเสียงคือ
• ความกลัวระดับดิบ
• สิ่งที่ไม่ผ่านภาษา
เสียง low-frequency ในหนังเขา
• กระตุ้นระบบ limbic
• ทำให้เกิด anxiety โดยไม่มีเหตุผลชัด
นี่คือเหตุผลที่บางคน “ทนดูไม่ได้”
ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ
แต่เพราะ ร่างกายต่อต้าน (neuroaesthetics).
⸻
14) เปรียบเทียบเชิงลึก: Lynch vs Nolan
Christopher Nolan
รับอิทธิพล Lynch อย่างชัดเจน แต่เลือกคนละเส้นทาง
ประเด็น Lynch Nolan
โครงสร้าง ความฝัน ตรรกะ
เวลา แตกโดยไม่อธิบาย แตกแต่มีระบบ
ผู้ชม ต้องเผชิญความไม่รู้ ต้องแก้ปริศนา
ตอนจบ เปิด กึ่งปิด
พูดง่าย ๆ คือ
• Nolan = แปลงความฝันเป็นคณิตศาสตร์
• Lynch = ปล่อยความฝันเป็นความฝัน
⸻
15) ทำไมเรตติ้ง “วัดค่า Lynch ไม่ได้”
เรตติ้งถามว่า
• สนุกไหม
• เข้าใจไหม
• คุ้มเวลาไหม
แต่หนัง Lynch ถามว่า
• คุณกล้าดูตัวเองไหม
• คุณรับความไม่แน่นอนได้แค่ไหน
• คุณยอมไม่เข้าใจได้หรือไม่
นี่คือเหตุผลที่
• เรตติ้งต่ำ
• แต่หนังไม่เคยตาย
• และถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงวิชาการและผู้สร้าง (film studies consensus).
⸻
16) บทสรุประดับลึก: ภาพยนตร์ในฐานะการภาวนา
งานของ David Lynch ไม่ใช่
• ความบันเทิง
• ปริศนาให้ไข
• เรื่องเล่าให้จำ
แต่คือ
การฝึกอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกอธิบาย
ใกล้เคียงกับ
• การนั่งสมาธิ
• การอ่านบทกวี
• การเผชิญความว่าง
และนี่คือเหตุผลที่
คนบางกลุ่ม “ไม่ชอบอย่างแรง”
แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง “ไม่อาจลืมได้เลย”
#Siamstr #nostr #davidlynchThread
🎥ศิลปะแห่งความไม่อธิบาย: โครงสร้างการทำหนังและการแต่งบทของ David Lynch
กับเหตุผลที่โลกภาพยนตร์ยกย่อง แม้เรตติ้งมวลชนจะไม่ตาม
⸻
บทนำ: เมื่อภาพยนตร์ไม่ใช่ “เรื่องเล่า” แต่คือ “สนามพลังของประสบการณ์”
ในระบบอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัย เราคุ้นเคยกับบทที่มี โครงสร้างชัดเจน, ตัวละครมี แรงจูงใจอธิบายได้, และตอนจบที่ให้ คำตอบ
แต่ผลงานของ David Lynch เลือกเดินสวนทาง—เขาสร้างภาพยนตร์ในฐานะ ประสบการณ์ภายใน มากกว่า การสื่อสารเชิงเหตุผล (Lynch, interviews on filmmaking).
บทความนี้จะลงลึกตั้งแต่
• วิธีคิดเชิงบท (screenwriting without exposition)
• การออกแบบภาพ–เสียง–จังหวะ (audiovisual affect)
• บทบาทของความฝันและจิตใต้สำนึก
• ไปจนถึงอิทธิพลที่ผู้กำกับร่วมสมัยอย่าง Christopher Nolan ยอมรับอย่างชัดเจน
⸻
1) การแต่งบทแบบ “ไม่แปลความ”: Script as Score
บทของ Lynch ไม่ได้ทำหน้าที่ “อธิบายโลก” แต่ทำหน้าที่เหมือน สกอร์ดนตรี
• บทบอก จังหวะอารมณ์ มากกว่า เหตุผลของการกระทำ
• เหตุการณ์อาจไม่เชื่อมกันเชิงตรรกะ แต่เชื่อมกันเชิง อารมณ์ และ สัญลักษณ์ (Lynch, Catching the Big Fish).
ตัวอย่างเชิงหลักการ
• ตัด exposition ที่อธิบายที่มา → ให้ผู้ชม “รู้สึก” ก่อน “เข้าใจ”
• วางฉากซ้ำ/สะท้อน (mirroring) เพื่อสร้างความรู้สึก déjà vu (เชิงฝัน)
บทของ Lynch คือ “คำใบ้” ไม่ใช่ “คำตอบ” (Lynch, director’s statements)
⸻
2) โครงสร้างไม่เชิงเส้น: Dream Logic แทน Classical Plot
โครงสร้างคลาสสิก (สามองก์) อาศัยเหตุ–ผล
Lynch อาศัย Dream Logic
• เวลาแตก (temporal dislocation)
• ตัวตนซ้อน (split identity)
• เหตุการณ์ไม่จำเป็นต้องคลี่คลาย
ใน Mulholland Drive ความสัมพันธ์ของตัวละครทำหน้าที่เป็น สัญลักษณ์ของความปรารถนา/ความผิด/การแตกของอัตตา มากกว่าเป็น “พล็อต” (academic film analysis).
⸻
3) การกำกับภาพ: ภาพไม่สวยเพื่อความสวย แต่เพื่อ “กดจิต”
ภาพของ Lynch มัก
• แสงแข็ง/เงาดำจัด
• องค์ประกอบอึดอัด
• เฟรมคงค้างนานเกินสบายใจ
สิ่งเหล่านี้ทำงานกับ ระบบประสาทของผู้ชม
ไม่ใช่เพียงกับความคิด (neurocinema perspective)
ภาพไม่ได้บอกว่า “เกิดอะไร”
แต่บอกว่า “คุณควรรู้สึกอย่างไร”
⸻
4) เสียง: อาวุธลับที่เรตติ้งไม่เคยวัด
เสียงในหนัง Lynch คือ ตัวละคร
• เสียงฮัมต่ำ (low-frequency hum)
• เสียงเครื่องจักร/ไฟฟ้า
• ความเงียบที่ยาวผิดปกติ
เสียงเหล่านี้กระตุ้น ความไม่มั่นคงภายใน โดยไม่ต้องมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น (sound design studies).
⸻
5) การแสดง: Acting as Presence ไม่ใช่ Psychology
นักแสดงในหนัง Lynch
• ไม่จำเป็นต้อง “เหมือนคนจริง”
• แต่ต้อง “เหมือนภาพในฝัน”
การแสดงจึงดู แข็ง, ผิดธรรมชาติ, หลอน
เพราะ Lynch ไม่ต้องการ realism แต่ต้องการ symbolic presence (actor interviews).
⸻
6) ทำไมผู้ชมทั่วไปให้เรตต่ำ
เรตติ้งมวลชนอิง
• ความเข้าใจง่าย
• ความพึงพอใจหลังดูจบ
• การ “ปิดเรื่อง”
หนัง Lynch
• ไม่ปิด
• ไม่อธิบาย
• ไม่ยืนยันว่าผู้ชมเข้าใจถูก
ผลคือ cognitive discomfort → คะแนนต่ำ (audience psychology).
⸻
7) แล้วทำไม Nolan ถึงยกย่อง
Christopher Nolan รับอิทธิพลสำคัญ 3 ประการ
1. ความกล้าที่ปล่อยคำถามค้าง
2. โครงสร้างเวลาแตก
3. การเชื่อว่าผู้ชม “ฉลาดพอจะอยู่กับความไม่แน่นอน”
ต่างกันตรงที่
• Nolan แปลงความฝัน → โครงสร้างเหตุผล
• Lynch ปล่อยความฝัน → เป็นความฝัน (Nolan interviews).
⸻
8)ความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์
Lynch ทำให้ภาพยนตร์
• หลุดจากการเป็น “เรื่องเล่า”
• กลายเป็น “สภาวะประสบการณ์”
อิทธิพลของเขาปรากฏใน
• ผู้กำกับ
• ศิลปะวิดีโอ
• ซีรีส์เชิงจิตวิทยา
• งานทดลองร่วมสมัย
แม้เรตติ้งไม่สูง แต่ คุณค่าทางสุนทรียศาสตร์และความคิดสูงมาก (film theory consensus).
⸻
บทสรุป: หนังที่ไม่ต้องการความเข้าใจ แต่ต้องการ “ความกล้า”
David Lynch ไม่ได้ทำหนังเพื่อ
• ให้เข้าใจ
• ให้สบายใจ
• ให้คะแนนสูง
แต่ทำหนังเพื่อ
เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมเผชิญกับความไม่รู้ของตัวเอง
และนี่เองที่ทำให้
• ผู้ชมจำนวนมากไม่ชอบ
• แต่ผู้สร้างภาพยนตร์ระดับโลกยกย่อง
⸻
9) “ความงง” ไม่ใช่ผลข้างเคียง แต่คือ กลไกหลัก
ในภาพยนตร์กระแสหลัก ความงงคือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง
แต่สำหรับ David Lynch ความงงคือ เครื่องมือ
เขาออกแบบให้ผู้ชม
• สูญเสียจุดยึดทางเหตุผล
• ไม่สามารถคาดเดา “ความหมายเดียว”
• ถูกบังคับให้ใช้ประสบการณ์ภายในแทนการวิเคราะห์
นี่คือสิ่งที่ทฤษฎีภาพยนตร์เรียกว่า
affective cinema — หนังที่ทำงานกับอารมณ์และร่างกายก่อนความคิด (film affect theory).
ความหมายไม่ได้อยู่ในจอ
แต่อยู่ใน “การสั่นสะเทือนภายในผู้ชม”
⸻
10) การตัดต่อ: ไม่ใช่เพื่อความต่อเนื่อง แต่เพื่อ “การรั่วของจิต”
การตัดต่อของ Lynch
• ไม่เน้น continuity
• ไม่สนใจ spatial logic
• ใช้ jump / ellipsis เพื่อสร้าง ช่องว่าง
ช่องว่างนี้คือพื้นที่ของจิตใต้สำนึก
ผู้ชมจะ “เติมเอง” โดยอัตโนมัติ (psychoanalytic film theory).
ใน Mulholland Drive
การตัดจากโลกความฝัน → โลกหลังฝัน
ไม่ใช่การเฉลย
แต่คือการ แตกของตัวตน (split subjectivity).
⸻
11) สัญลักษณ์: ไม่ใช่รหัสให้ถอด แต่คือ “สนามความหมาย”
ผู้ชมมักพยายามถามว่า
• กล่องสีน้ำเงินคืออะไร
• ชายหลังร้านอาหารคือใคร
• ห้องแดงหมายถึงอะไร
แต่ Lynch ปฏิเสธการให้คำตอบเดียวเสมอ (Lynch interviews).
เหตุผลคือ
สัญลักษณ์ของเขา ไม่ใช่ allegory แบบ 1:1
แต่เป็น polysemic symbol
→ มีหลายความหมายพร้อมกัน และเปลี่ยนไปตามผู้ดู
นี่ใกล้เคียงกับ
• งานของ Jung
• โคอานในพุทธเซน
• บทกวีสมัยใหม่
⸻
12) ตัวตนแตก (Fragmented Self) เป็นแก่น ไม่ใช่ธีมรอง
ตัวละครของ Lynch แทบทุกเรื่อง
• มีตัวตนซ้อน
• มีชื่อหลายชื่อ
• มีชีวิตสองระดับ
นี่ไม่ใช่ลูกเล่น
แต่สะท้อนแนวคิดว่า
“อัตตาเป็นสิ่งสมมติที่ไม่เสถียร”
ซึ่งสอดคล้องกับ
• จิตวิเคราะห์
• ปรัชญาอัตถิภาวนิยม
• และแนวคิด non-self ในตะวันออก (comparative philosophy).
⸻
13) เสียงกับร่างกาย: หนังที่ “ฟังด้วยระบบประสาท”
Lynch ทำ sound design ด้วยตัวเองในหลายโปรเจกต์
เพราะเขามองว่าเสียงคือ
• ความกลัวระดับดิบ
• สิ่งที่ไม่ผ่านภาษา
เสียง low-frequency ในหนังเขา
• กระตุ้นระบบ limbic
• ทำให้เกิด anxiety โดยไม่มีเหตุผลชัด
นี่คือเหตุผลที่บางคน “ทนดูไม่ได้”
ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ
แต่เพราะ ร่างกายต่อต้าน (neuroaesthetics).
⸻
14) เปรียบเทียบเชิงลึก: Lynch vs Nolan
Christopher Nolan
รับอิทธิพล Lynch อย่างชัดเจน แต่เลือกคนละเส้นทาง
ประเด็น Lynch Nolan
โครงสร้าง ความฝัน ตรรกะ
เวลา แตกโดยไม่อธิบาย แตกแต่มีระบบ
ผู้ชม ต้องเผชิญความไม่รู้ ต้องแก้ปริศนา
ตอนจบ เปิด กึ่งปิด
พูดง่าย ๆ คือ
• Nolan = แปลงความฝันเป็นคณิตศาสตร์
• Lynch = ปล่อยความฝันเป็นความฝัน
⸻
15) ทำไมเรตติ้ง “วัดค่า Lynch ไม่ได้”
เรตติ้งถามว่า
• สนุกไหม
• เข้าใจไหม
• คุ้มเวลาไหม
แต่หนัง Lynch ถามว่า
• คุณกล้าดูตัวเองไหม
• คุณรับความไม่แน่นอนได้แค่ไหน
• คุณยอมไม่เข้าใจได้หรือไม่
นี่คือเหตุผลที่
• เรตติ้งต่ำ
• แต่หนังไม่เคยตาย
• และถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวงวิชาการและผู้สร้าง (film studies consensus).
⸻
16) บทสรุประดับลึก: ภาพยนตร์ในฐานะการภาวนา
งานของ David Lynch ไม่ใช่
• ความบันเทิง
• ปริศนาให้ไข
• เรื่องเล่าให้จำ
แต่คือ
การฝึกอยู่กับสิ่งที่ไม่ถูกอธิบาย
ใกล้เคียงกับ
• การนั่งสมาธิ
• การอ่านบทกวี
• การเผชิญความว่าง
และนี่คือเหตุผลที่
คนบางกลุ่ม “ไม่ชอบอย่างแรง”
แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง “ไม่อาจลืมได้เลย”
#Siamstr #nostr #davidlynch
Login to reply
Replies ()
No replies yet. Be the first to leave a comment!