ก่อนสิ่งเร้าไม่เคยว่างเปล่า
Pre-stimulus activity, Alpha dynamics และโครงสร้างเชิงเวลา ของเนื้อหาจิตสำนึก
⸻
1. ปัญหาพื้นฐานของ NCC: เรามอง “ช้าไป” มาตลอด
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงประสาทของจิตสำนึก (Neural Correlates of Consciousness; NCCs) แบบคลาสสิก
มักโฟกัสไปที่ กิจกรรมสมองหลังสิ่งเร้า (post-stimulus)
เช่น N100, VAN, P3b, late positive potential
หรือดัชนีความซับซ้อนของกิจกรรมใน posterior / prefrontal cortex
โดยสมมติว่า “เนื้อหาจิตสำนึก” เกิดขึ้น หลังสิ่งเร้าเข้ามาแล้ว
(NCC tradition; Koch et al., 2016)
ปัญหาคือ
แนวทางนี้ ละเลยกิจกรรมสมองที่ดำเนินอยู่ก่อนสิ่งเร้า
ทั้งที่สมองไม่เคยอยู่ในสถานะศูนย์
และมีหลักฐานสะสมมากขึ้นว่า
กิจกรรมก่อนสิ่งเร้า (pre-stimulus activity)
มีอิทธิพลโดยตรงต่อ สิ่งที่เรารับรู้ ไม่ใช่แค่ ว่าจะรับรู้หรือไม่
(Northoff, 2014; Sadaghiani & Kleinschmidt, 2013)
⸻
2. จาก “ผลรวมเชิงเส้น” สู่ “ปฏิสัมพันธ์ไม่เชิงบวก”
บทความของ Northoff, Zilio และ Zhang (2024)
เสนอการเปลี่ยนกรอบสำคัญว่า
ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง pre-stimulus และ post-stimulus
ไม่ใช่ additive (บวกกันตรง ๆ)
แต่เป็น non-additive และมีลักษณะเชิงลบ (negative interaction)
โดยเฉพาะในย่านความถี่อัลฟา (alpha band)
กล่าวคือ
การตอบสนองหลังสิ่งเร้า
ไม่ได้เท่ากับ
สิ่งเร้า + สมอง
แต่เป็น
สิ่งเร้า × สถานะไดนามิกของสมองก่อนหน้า
(Northoff et al., 2024)
⸻
3. Alpha band: จาก “idle rhythm” สู่แกนควบคุมเนื้อหาจิตสำนึก
เดิมที alpha (≈ 8–12 Hz)
ถูกมองว่าเป็นสัญญาณ “สมองพัก”
แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ว่า
alpha คือกลไก gating และ predictive control
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า
alpha pre-stimulus ต่ำ (–300 ถึง 0 ms)
สัมพันธ์กับ
• การรับรู้ที่ชัด (vividness)
• ความมั่นใจ (confidence)
• การรับรู้เชิงสำนึก (visual awareness)
• ความสามารถในการตรวจจับและจำแนกเนื้อหา
(Ergenoglu et al., 2004; Hanslmayr et al., 2007; Iemi et al., 2017; Samaha et al., 2020)
กล่าวอย่างเป็นระบบ:
alpha ไม่ได้บอกว่า “มีสติหรือไม่”
แต่กำหนดว่า สติจะมี เนื้อหาแบบไหน
(Northoff et al., 2024)
⸻
4. Trial-to-Trial Variability (TTV): สมองไม่ทำซ้ำตัวเอง
อีกแกนหนึ่งที่บทความเน้นคือ
trial-to-trial variability (TTV)
ซึ่งสะท้อนว่า
การตอบสนองสมองต่อสิ่งเร้าเดียวกัน
ไม่เคยเหมือนเดิม 100%
โดยทั่วไป:
• ก่อนสิ่งเร้า → ความแปรปรวนสูง
• หลังสิ่งเร้า → ความแปรปรวนลดลง
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า TTV quenching
(Churchland et al., 2010; He & Zempel, 2013)
Northoff et al. ชี้ว่า
ระดับความแปรปรวน ก่อน สิ่งเร้า
เป็นตัวกำหนดว่า post-stimulus TTV จะลดลงมากน้อยแค่ไหน
และสัมพันธ์โดยตรงกับ
คุณลักษณะเชิงอัตวิสัยของประสบการณ์
เช่น ความมั่นใจและความชัดของการรับรู้
(Northoff et al., 2024)
⸻
5. Non-additivity ในเชิงไดนามิก: attractor, fractal, และ history-dependence
ปฏิสัมพันธ์แบบ non-additive
ไม่สามารถอธิบายด้วยโมเดลเชิงเส้น
แต่ต้องเข้าใจสมองในฐานะ ระบบไดนามิกไม่เชิงเส้น
องค์ประกอบสำคัญที่บทความกล่าวถึง ได้แก่:
• Dynamic attractors: สมองมีแนวโน้มไหลกลับสู่รูปแบบกิจกรรมบางชุด
• Fractal-oscillatory structure: สัญญาณสมองมี self-similarity ข้ามสเกลเวลา
• History dependence: สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ขึ้นกับประวัติก่อนหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(Deco et al., 2013; He, 2014; Northoff, 2018)
ผลคือ
post-stimulus activity
ไม่สามารถตีความโดยตัด pre-stimulus ออกไปได้อีกต่อไป
⸻
6. จาก “เมื่อไหร่ NCC เกิด” สู่ “ช่วงเวลา NCC”
แนวคิด NCC แบบเดิมถามว่า
NCC เกิดที่เวลา 100 ms หรือ 300 ms?
แต่ Northoff et al. เสนอว่า
คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ
NCC คือ ช่วงเวลา จาก pre → post-stimulus
เรียกว่า temporal NCCs
ไม่ใช่จุดเดียวในเวลา
(Northoff et al., 2024)
นี่สอดคล้องกับ
Temporo-Spatial Theory of Consciousness (TTC)
ที่มองว่าสติเป็นคุณสมบัติของการจัดระเบียบเชิงเวลา-พื้นที่
ของกิจกรรมสมอง
ไม่ใช่ event เดี่ยว
(Northoff, 2016; Northoff & Huang, 2017)
⸻
7. Neurophenomenology: เนื้อหาสติคือมุมมอง ไม่ใช่ข้อมูลดิบ
ในระดับ neurophenomenal
บทความเสนอประเด็นสำคัญมากว่า
คุณลักษณะเชิงอัตวิสัยของสติ
ถูก “พกพา” จาก pre-stimulus มาสู่ post-stimulus
กล่าวคือ
ก่อนสิ่งเร้าจะมา
สมองได้ตั้ง “กรอบมุมมอง” (subjective point of view) ไว้แล้ว
และสิ่งเร้าเพียงปรับแต่งกรอบนั้น
ไม่ใช่สร้างใหม่จากศูนย์
(Northoff et al., 2024)
นี่ทำให้
“เนื้อหาจิตสำนึก”
ไม่ใช่คุณสมบัติของ stimulus
แต่เป็นผลของ การปะทะกันระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในที่ดำรงอยู่ก่อนหน้า
⸻
8. ผลสะเทือนเชิงทฤษฎี: จิตสำนึกไม่ใช่ output แต่เป็น modulation
หากยอมรับกรอบนี้
ผลสะเทือนสำคัญคือ:
1. จิตสำนึกไม่ใช่ output ของการประมวลผล
2. สิ่งเร้าไม่ได้ “สร้าง” สติ แต่ “ปรับรูป” สติ
3. สมองคือระบบที่ มีจังหวะภายในเป็นหลัก
สิ่งเร้าเป็นเพียง perturbation
(Northoff, 2018)
ในภาษาทฤษฎี:
Consciousness is modulation-based, not stimulus-driven.
⸻
9. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
งานของ Northoff et al. (2024)
ไม่ใช่แค่ review เชิงข้อมูล
แต่คือการ ย้ายจุดศูนย์กลางของทฤษฎีสติ
จาก:
• post-stimulus
• event-based
• additive causation
ไปสู่:
• pre-to-post temporal dynamics
• state-dependent consciousness
• non-additive, history-dependent mechanisms
และประโยคที่สรุปทั้งบทความได้ดีที่สุดคือ:
สมองไม่ได้รอโลกมากระตุ้น
แต่โลกเข้ามาแทรกในจังหวะที่สมองมีอยู่แล้ว
(Northoff et al., 2024)
⸻
จาก Pre-stimulus Activity
สู่โครงสร้างเชิงเวลา–เชิงอัตวิสัยของจิตสำนึก
(Beyond NCC → Toward a Temporal Ontology of Consciousness)
⸻
10. ข้อจำกัดเชิงลึกของ NCC แบบดั้งเดิม: ปัญหา “เหตุ–ผลย้อนกลับ”
แม้งาน NCC แบบคลาสสิกจะพยายามตอบคำถามว่า
อะไรคือ minimal neural event ที่เพียงพอให้เกิดสติ
แต่เมื่อพิจารณาผลจาก pre-stimulus activity
จะเกิดปัญหาทางเหตุผลทันที:
ถ้า
• post-stimulus activity ถูกกำหนดบางส่วนโดย pre-stimulus
• และ pre-stimulus มีโครงสร้างเชิงอัตวิสัย (subjective bias)
แล้ว
NCC ยังเป็น “สาเหตุ” ของสติ หรือเป็นเพียง “ผลพวง” ของโครงสร้างที่ดำรงอยู่ก่อน?
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
problem of circular causality in NCC
(Northoff, 2014; Hohwy, 2013)
⸻
11. Non-additivity กับ Predictive Processing: สมองไม่ “ตอบสนอง” แต่ “คาดการณ์”
เมื่อเชื่อมงานของ Northoff กับกรอบ Predictive Processing (PP)
ภาพจะชัดขึ้นอย่างมาก
ใน PP:
• สมองคือระบบสร้างการคาดการณ์ล่วงหน้า
• สิ่งเร้าคือ prediction error
• การรับรู้คือการลด error ไม่ใช่การรับข้อมูลดิบ
(Friston, 2010; Clark, 2016)
alpha pre-stimulus ต่ำ
จึงไม่ได้แปลว่า “สมองว่าง”
แต่หมายถึง:
precision weighting ของ sensory prediction สูงขึ้น
กล่าวคือ
สมอง “เปิดรับ” error จากโลกภายนอกมากขึ้น
ทำให้เนื้อหาสติ:
• ชัด
• มั่นใจ
• vivid
(Samaha et al., 2020; Iemi & Busch, 2018)
นี่อธิบายได้ตรงกับผล empirical
โดยไม่ต้องสมมติว่า stimulus เป็นผู้สร้างสติ
⸻
12. TTV และ Free Energy: ทำไมสมองต้อง “ลดความแปรปรวน”
ในกรอบ Free Energy Principle (FEP)
ความแปรปรวนสูง = ความไม่แน่นอนของแบบจำลองโลก
(Friston, 2010)
TTV quenching หลังสิ่งเร้า
จึงสามารถตีความว่า:
สมองกำลัง “collapse” ความไม่แน่นอน
เข้าสู่ interpretation หนึ่งของโลก
แต่จุดสำคัญจาก Northoff et al. คือ:
• ระดับ TTV reduction
ขึ้นกับ สภาพก่อนสิ่งเร้า
แปลว่า:
การตีความโลก ไม่ได้เริ่มตอน stimulus มา
แต่เริ่มจาก โครงสร้างความคาดหวังเดิม
นี่ทำให้
จิตสำนึก ≠ การคำนวณใหม่
แต่ = การปรับสมดุลของแบบจำลองที่มีอยู่แล้ว
⸻
13. Neurodynamic Attractors: สติในฐานะเสถียรภาพชั่วคราว
เมื่อมองสมองเป็นระบบไดนามิกไม่เชิงเส้น
(pre-stimulus state = initial condition)
เนื้อหาจิตสำนึกสามารถมองเป็น:
metastable attractor
ใน phase space ของกิจกรรมสมอง
สิ่งเร้า:
• ไม่ได้สร้าง attractor ใหม่
• แต่ผลัก trajectory เข้า basin ใด basin หนึ่ง
(Deco & Jirsa, 2012; Kelso, 2012)
ดังนั้น:
• สติไม่ใช่ event
• แต่คือ ช่วงเวลาที่ระบบคงตัวพอให้เกิดประสบการณ์
สอดคล้องกับ temporal NCCs ของ Northoff
⸻
14. Neurophenomenology: “มุมมอง” มาก่อน “เนื้อหา”
ผลที่ลึกที่สุดของงานนี้อยู่ที่ระดับ neurophenomenal
การที่:
• subjective features (confidence, vividness)
• ถูก carry-over จาก pre → post-stimulus
หมายความว่า:
สิ่งที่เรารับรู้
ถูกกรองผ่าน “มุมมองที่มีอยู่แล้ว”
นี่สอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด phenomenology:
• intentionality
• horizon of experience
(Husserl; Varela, 1996)
ในภาษาง่าย:
โลกไม่ได้ปรากฏ “อย่างที่มันเป็น”
แต่ “อย่างที่สภาพจิตเอื้อให้มันปรากฏ”
⸻
15. Temporal Ontology of Consciousness: สติคือความต่อเนื่อง ไม่ใช่จุดเวลา
เมื่อรวมทุกระดับ:
• neurophysiological
• neurocomputational
• neurodynamic
• neurophenomenal
ข้อสรุปเชิง ontological คือ:
จิตสำนึกเป็นคุณสมบัติของ “โครงสร้างเชิงเวลา”
ไม่ใช่ของเหตุการณ์เฉพาะจุด
Temporal NCCs
จึงไม่ใช่แค่เทคนิคการวัด
แต่คือการเปลี่ยนความเข้าใจว่า
สติ “ดำรงอยู่” อย่างไรในเวลา
(Northoff, 2016; Northoff & Huang, 2017)
⸻
16. ผลสะเทือนต่อทฤษฎีจิตสำนึกทั้งหมด
กรอบนี้สร้างแรงกดดันต่อหลายทฤษฎี:
• GNWT: ต้องอธิบาย pre-stimulus bias ให้ได้
• IIT: ต้องจัดการกับ history-dependence
• Higher-order theories: ต้องอธิบายว่ามุมมองเกิดเมื่อใด
• Pure stimulus-based models: เริ่มไม่พอเพียง
งาน Northoff et al.
ทำให้ชัดว่า:
ไม่มีทฤษฎีใดสามารถอธิบายสติ
โดยตัด “เวลาก่อนประสบการณ์” ออกไปได้อีกแล้ว
⸻
17. บทสรุประดับลึก
สิ่งที่บทความปี 2024 ทำสำเร็จคือ:
1. ย้าย NCC จาก “จุดเวลา” → “ช่วงเวลา”
2. ทำให้ pre-stimulus กลายเป็นแกนกลาง
3. แสดงว่าเนื้อหาสติเป็นผลของ non-additive dynamics
4. ผสาน neuroscience กับ phenomenology อย่างเป็นระบบ
และประโยคสรุปเชิงปรัชญาคือ:
สติไม่เกิดขึ้นในขณะหนึ่ง
แต่ไหลต่อเนื่องจากอดีต
ผ่านปัจจุบัน
สู่การรับรู้โลก
#Siamstr #nostr #quantum #neuroscienceThread
ก่อนสิ่งเร้าไม่เคยว่างเปล่า
Pre-stimulus activity, Alpha dynamics และโครงสร้างเชิงเวลา ของเนื้อหาจิตสำนึก
⸻
1. ปัญหาพื้นฐานของ NCC: เรามอง “ช้าไป” มาตลอด
การศึกษาความสัมพันธ์เชิงประสาทของจิตสำนึก (Neural Correlates of Consciousness; NCCs) แบบคลาสสิก
มักโฟกัสไปที่ กิจกรรมสมองหลังสิ่งเร้า (post-stimulus)
เช่น N100, VAN, P3b, late positive potential
หรือดัชนีความซับซ้อนของกิจกรรมใน posterior / prefrontal cortex
โดยสมมติว่า “เนื้อหาจิตสำนึก” เกิดขึ้น หลังสิ่งเร้าเข้ามาแล้ว
(NCC tradition; Koch et al., 2016)
ปัญหาคือ
แนวทางนี้ ละเลยกิจกรรมสมองที่ดำเนินอยู่ก่อนสิ่งเร้า
ทั้งที่สมองไม่เคยอยู่ในสถานะศูนย์
และมีหลักฐานสะสมมากขึ้นว่า
กิจกรรมก่อนสิ่งเร้า (pre-stimulus activity)
มีอิทธิพลโดยตรงต่อ สิ่งที่เรารับรู้ ไม่ใช่แค่ ว่าจะรับรู้หรือไม่
(Northoff, 2014; Sadaghiani & Kleinschmidt, 2013)
⸻
2. จาก “ผลรวมเชิงเส้น” สู่ “ปฏิสัมพันธ์ไม่เชิงบวก”
บทความของ Northoff, Zilio และ Zhang (2024)
เสนอการเปลี่ยนกรอบสำคัญว่า
ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง pre-stimulus และ post-stimulus
ไม่ใช่ additive (บวกกันตรง ๆ)
แต่เป็น non-additive และมีลักษณะเชิงลบ (negative interaction)
โดยเฉพาะในย่านความถี่อัลฟา (alpha band)
กล่าวคือ
การตอบสนองหลังสิ่งเร้า
ไม่ได้เท่ากับ
สิ่งเร้า + สมอง
แต่เป็น
สิ่งเร้า × สถานะไดนามิกของสมองก่อนหน้า
(Northoff et al., 2024)
⸻
3. Alpha band: จาก “idle rhythm” สู่แกนควบคุมเนื้อหาจิตสำนึก
เดิมที alpha (≈ 8–12 Hz)
ถูกมองว่าเป็นสัญญาณ “สมองพัก”
แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ว่า
alpha คือกลไก gating และ predictive control
งานวิจัยจำนวนมากพบว่า
alpha pre-stimulus ต่ำ (–300 ถึง 0 ms)
สัมพันธ์กับ
• การรับรู้ที่ชัด (vividness)
• ความมั่นใจ (confidence)
• การรับรู้เชิงสำนึก (visual awareness)
• ความสามารถในการตรวจจับและจำแนกเนื้อหา
(Ergenoglu et al., 2004; Hanslmayr et al., 2007; Iemi et al., 2017; Samaha et al., 2020)
กล่าวอย่างเป็นระบบ:
alpha ไม่ได้บอกว่า “มีสติหรือไม่”
แต่กำหนดว่า สติจะมี เนื้อหาแบบไหน
(Northoff et al., 2024)
⸻
4. Trial-to-Trial Variability (TTV): สมองไม่ทำซ้ำตัวเอง
อีกแกนหนึ่งที่บทความเน้นคือ
trial-to-trial variability (TTV)
ซึ่งสะท้อนว่า
การตอบสนองสมองต่อสิ่งเร้าเดียวกัน
ไม่เคยเหมือนเดิม 100%
โดยทั่วไป:
• ก่อนสิ่งเร้า → ความแปรปรวนสูง
• หลังสิ่งเร้า → ความแปรปรวนลดลง
ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า TTV quenching
(Churchland et al., 2010; He & Zempel, 2013)
Northoff et al. ชี้ว่า
ระดับความแปรปรวน ก่อน สิ่งเร้า
เป็นตัวกำหนดว่า post-stimulus TTV จะลดลงมากน้อยแค่ไหน
และสัมพันธ์โดยตรงกับ
คุณลักษณะเชิงอัตวิสัยของประสบการณ์
เช่น ความมั่นใจและความชัดของการรับรู้
(Northoff et al., 2024)
⸻
5. Non-additivity ในเชิงไดนามิก: attractor, fractal, และ history-dependence
ปฏิสัมพันธ์แบบ non-additive
ไม่สามารถอธิบายด้วยโมเดลเชิงเส้น
แต่ต้องเข้าใจสมองในฐานะ ระบบไดนามิกไม่เชิงเส้น
องค์ประกอบสำคัญที่บทความกล่าวถึง ได้แก่:
• Dynamic attractors: สมองมีแนวโน้มไหลกลับสู่รูปแบบกิจกรรมบางชุด
• Fractal-oscillatory structure: สัญญาณสมองมี self-similarity ข้ามสเกลเวลา
• History dependence: สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ขึ้นกับประวัติก่อนหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
(Deco et al., 2013; He, 2014; Northoff, 2018)
ผลคือ
post-stimulus activity
ไม่สามารถตีความโดยตัด pre-stimulus ออกไปได้อีกต่อไป
⸻
6. จาก “เมื่อไหร่ NCC เกิด” สู่ “ช่วงเวลา NCC”
แนวคิด NCC แบบเดิมถามว่า
NCC เกิดที่เวลา 100 ms หรือ 300 ms?
แต่ Northoff et al. เสนอว่า
คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ
NCC คือ ช่วงเวลา จาก pre → post-stimulus
เรียกว่า temporal NCCs
ไม่ใช่จุดเดียวในเวลา
(Northoff et al., 2024)
นี่สอดคล้องกับ
Temporo-Spatial Theory of Consciousness (TTC)
ที่มองว่าสติเป็นคุณสมบัติของการจัดระเบียบเชิงเวลา-พื้นที่
ของกิจกรรมสมอง
ไม่ใช่ event เดี่ยว
(Northoff, 2016; Northoff & Huang, 2017)
⸻
7. Neurophenomenology: เนื้อหาสติคือมุมมอง ไม่ใช่ข้อมูลดิบ
ในระดับ neurophenomenal
บทความเสนอประเด็นสำคัญมากว่า
คุณลักษณะเชิงอัตวิสัยของสติ
ถูก “พกพา” จาก pre-stimulus มาสู่ post-stimulus
กล่าวคือ
ก่อนสิ่งเร้าจะมา
สมองได้ตั้ง “กรอบมุมมอง” (subjective point of view) ไว้แล้ว
และสิ่งเร้าเพียงปรับแต่งกรอบนั้น
ไม่ใช่สร้างใหม่จากศูนย์
(Northoff et al., 2024)
นี่ทำให้
“เนื้อหาจิตสำนึก”
ไม่ใช่คุณสมบัติของ stimulus
แต่เป็นผลของ การปะทะกันระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในที่ดำรงอยู่ก่อนหน้า
⸻
8. ผลสะเทือนเชิงทฤษฎี: จิตสำนึกไม่ใช่ output แต่เป็น modulation
หากยอมรับกรอบนี้
ผลสะเทือนสำคัญคือ:
1. จิตสำนึกไม่ใช่ output ของการประมวลผล
2. สิ่งเร้าไม่ได้ “สร้าง” สติ แต่ “ปรับรูป” สติ
3. สมองคือระบบที่ มีจังหวะภายในเป็นหลัก
สิ่งเร้าเป็นเพียง perturbation
(Northoff, 2018)
ในภาษาทฤษฎี:
Consciousness is modulation-based, not stimulus-driven.
⸻
9. บทสรุปเชิงโครงสร้าง
งานของ Northoff et al. (2024)
ไม่ใช่แค่ review เชิงข้อมูล
แต่คือการ ย้ายจุดศูนย์กลางของทฤษฎีสติ
จาก:
• post-stimulus
• event-based
• additive causation
ไปสู่:
• pre-to-post temporal dynamics
• state-dependent consciousness
• non-additive, history-dependent mechanisms
และประโยคที่สรุปทั้งบทความได้ดีที่สุดคือ:
สมองไม่ได้รอโลกมากระตุ้น
แต่โลกเข้ามาแทรกในจังหวะที่สมองมีอยู่แล้ว
(Northoff et al., 2024)
⸻
จาก Pre-stimulus Activity
สู่โครงสร้างเชิงเวลา–เชิงอัตวิสัยของจิตสำนึก
(Beyond NCC → Toward a Temporal Ontology of Consciousness)
⸻
10. ข้อจำกัดเชิงลึกของ NCC แบบดั้งเดิม: ปัญหา “เหตุ–ผลย้อนกลับ”
แม้งาน NCC แบบคลาสสิกจะพยายามตอบคำถามว่า
อะไรคือ minimal neural event ที่เพียงพอให้เกิดสติ
แต่เมื่อพิจารณาผลจาก pre-stimulus activity
จะเกิดปัญหาทางเหตุผลทันที:
ถ้า
• post-stimulus activity ถูกกำหนดบางส่วนโดย pre-stimulus
• และ pre-stimulus มีโครงสร้างเชิงอัตวิสัย (subjective bias)
แล้ว
NCC ยังเป็น “สาเหตุ” ของสติ หรือเป็นเพียง “ผลพวง” ของโครงสร้างที่ดำรงอยู่ก่อน?
นี่คือสิ่งที่เรียกว่า
problem of circular causality in NCC
(Northoff, 2014; Hohwy, 2013)
⸻
11. Non-additivity กับ Predictive Processing: สมองไม่ “ตอบสนอง” แต่ “คาดการณ์”
เมื่อเชื่อมงานของ Northoff กับกรอบ Predictive Processing (PP)
ภาพจะชัดขึ้นอย่างมาก
ใน PP:
• สมองคือระบบสร้างการคาดการณ์ล่วงหน้า
• สิ่งเร้าคือ prediction error
• การรับรู้คือการลด error ไม่ใช่การรับข้อมูลดิบ
(Friston, 2010; Clark, 2016)
alpha pre-stimulus ต่ำ
จึงไม่ได้แปลว่า “สมองว่าง”
แต่หมายถึง:
precision weighting ของ sensory prediction สูงขึ้น
กล่าวคือ
สมอง “เปิดรับ” error จากโลกภายนอกมากขึ้น
ทำให้เนื้อหาสติ:
• ชัด
• มั่นใจ
• vivid
(Samaha et al., 2020; Iemi & Busch, 2018)
นี่อธิบายได้ตรงกับผล empirical
โดยไม่ต้องสมมติว่า stimulus เป็นผู้สร้างสติ
⸻
12. TTV และ Free Energy: ทำไมสมองต้อง “ลดความแปรปรวน”
ในกรอบ Free Energy Principle (FEP)
ความแปรปรวนสูง = ความไม่แน่นอนของแบบจำลองโลก
(Friston, 2010)
TTV quenching หลังสิ่งเร้า
จึงสามารถตีความว่า:
สมองกำลัง “collapse” ความไม่แน่นอน
เข้าสู่ interpretation หนึ่งของโลก
แต่จุดสำคัญจาก Northoff et al. คือ:
• ระดับ TTV reduction
ขึ้นกับ สภาพก่อนสิ่งเร้า
แปลว่า:
การตีความโลก ไม่ได้เริ่มตอน stimulus มา
แต่เริ่มจาก โครงสร้างความคาดหวังเดิม
นี่ทำให้
จิตสำนึก ≠ การคำนวณใหม่
แต่ = การปรับสมดุลของแบบจำลองที่มีอยู่แล้ว
⸻
13. Neurodynamic Attractors: สติในฐานะเสถียรภาพชั่วคราว
เมื่อมองสมองเป็นระบบไดนามิกไม่เชิงเส้น
(pre-stimulus state = initial condition)
เนื้อหาจิตสำนึกสามารถมองเป็น:
metastable attractor
ใน phase space ของกิจกรรมสมอง
สิ่งเร้า:
• ไม่ได้สร้าง attractor ใหม่
• แต่ผลัก trajectory เข้า basin ใด basin หนึ่ง
(Deco & Jirsa, 2012; Kelso, 2012)
ดังนั้น:
• สติไม่ใช่ event
• แต่คือ ช่วงเวลาที่ระบบคงตัวพอให้เกิดประสบการณ์
สอดคล้องกับ temporal NCCs ของ Northoff
⸻
14. Neurophenomenology: “มุมมอง” มาก่อน “เนื้อหา”
ผลที่ลึกที่สุดของงานนี้อยู่ที่ระดับ neurophenomenal
การที่:
• subjective features (confidence, vividness)
• ถูก carry-over จาก pre → post-stimulus
หมายความว่า:
สิ่งที่เรารับรู้
ถูกกรองผ่าน “มุมมองที่มีอยู่แล้ว”
นี่สอดคล้องโดยตรงกับแนวคิด phenomenology:
• intentionality
• horizon of experience
(Husserl; Varela, 1996)
ในภาษาง่าย:
โลกไม่ได้ปรากฏ “อย่างที่มันเป็น”
แต่ “อย่างที่สภาพจิตเอื้อให้มันปรากฏ”
⸻
15. Temporal Ontology of Consciousness: สติคือความต่อเนื่อง ไม่ใช่จุดเวลา
เมื่อรวมทุกระดับ:
• neurophysiological
• neurocomputational
• neurodynamic
• neurophenomenal
ข้อสรุปเชิง ontological คือ:
จิตสำนึกเป็นคุณสมบัติของ “โครงสร้างเชิงเวลา”
ไม่ใช่ของเหตุการณ์เฉพาะจุด
Temporal NCCs
จึงไม่ใช่แค่เทคนิคการวัด
แต่คือการเปลี่ยนความเข้าใจว่า
สติ “ดำรงอยู่” อย่างไรในเวลา
(Northoff, 2016; Northoff & Huang, 2017)
⸻
16. ผลสะเทือนต่อทฤษฎีจิตสำนึกทั้งหมด
กรอบนี้สร้างแรงกดดันต่อหลายทฤษฎี:
• GNWT: ต้องอธิบาย pre-stimulus bias ให้ได้
• IIT: ต้องจัดการกับ history-dependence
• Higher-order theories: ต้องอธิบายว่ามุมมองเกิดเมื่อใด
• Pure stimulus-based models: เริ่มไม่พอเพียง
งาน Northoff et al.
ทำให้ชัดว่า:
ไม่มีทฤษฎีใดสามารถอธิบายสติ
โดยตัด “เวลาก่อนประสบการณ์” ออกไปได้อีกแล้ว
⸻
17. บทสรุประดับลึก
สิ่งที่บทความปี 2024 ทำสำเร็จคือ:
1. ย้าย NCC จาก “จุดเวลา” → “ช่วงเวลา”
2. ทำให้ pre-stimulus กลายเป็นแกนกลาง
3. แสดงว่าเนื้อหาสติเป็นผลของ non-additive dynamics
4. ผสาน neuroscience กับ phenomenology อย่างเป็นระบบ
และประโยคสรุปเชิงปรัชญาคือ:
สติไม่เกิดขึ้นในขณะหนึ่ง
แต่ไหลต่อเนื่องจากอดีต
ผ่านปัจจุบัน
สู่การรับรู้โลก
#Siamstr #nostr #quantum #neuroscience
Login to reply
Replies ()
No replies yet. Be the first to leave a comment!