Thread

image 😅ตลาดถล่มเพราะ “การเทขายพร้อมกัน” จริงหรือ? วิเคราะห์เชิงวิชาการกรณีข่าว Binance–Coinbase–Wintermute dump BTC และปรากฏการณ์ “ราคากระดาษ vs ราคาจริง” ในทองคำ ⸻ บทนำ: จากข่าวไวรัล สู่คำถามเชิงโครงสร้าง กระแสข่าวที่ระบุว่า “Binance เทขาย 40,467 BTC, Coinbase 15,630 BTC, Wintermute 12,697 BTC … นี่คือการปั่นตลาดแบบประสานกัน” รวมถึงโพสต์ที่ชี้ว่า ทองคำ–เงินร่วงแรงพร้อมกัน และเกิดความแตกต่างระหว่าง ราคากระดาษ (paper price) กับ ราคาทองจริง (physical price) ได้สร้างความตื่นตระหนกในหมู่นักลงทุนอย่างมาก คำถามสำคัญเชิงวิชาการคือ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การสมคบคิดปั่นตลาด” หรือเป็น ผลลัพธ์ตามกลไกปกติของระบบการเงินสมัยใหม่ภายใต้ภาวะสภาพคล่องตึงตัว? บทความนี้จะวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ โดยแยก “ข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง” ออกจาก “การตีความเชิงอารมณ์” บนฐานงานวิจัยเศรษฐศาสตร์การเงินและตลาดทุน ⸻ 1) “Exchange Dump” ≠ Exchange ขายของตัวเอง ในเชิงวิชาการ จำเป็นต้องแยกให้ชัดระหว่าง • Exchange-owned inventory • Customer flow / broker execution งานวิจัยโครงสร้างตลาดคริปโตชี้ว่า ปริมาณ BTC จำนวนมากที่ “ออกจาก exchange” หรือ “ถูกขายผ่าน exchange” ส่วนใหญ่คือ คำสั่งของลูกค้า ไม่ใช่ proprietary trading ของตัว exchange เอง (Makarov & Schoar, 2022) ดังนั้น การเห็นข้อมูลว่า Binance หรือ Coinbase มี volume ขายสูง ไม่สามารถสรุปอัตโนมัติว่า exchange สมคบกัน dump ตลาด ⸻ 2) ทำไมจึงดูเหมือน “ขายพร้อมกัน” ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วย Liquidity–Leverage Feedback Loop กลไกมีลำดับดังนี้ 1. ราคาเริ่มหลุดแนวรับ → volatility เพิ่ม 2. ระบบ margin & derivative trigger liquidation 3. Market maker ลด liquidity (ถอน bid) 4. Order book บางลง → ราคาไหลเร็ว 5. Forced selling เกิดพร้อมกันข้ามแพลตฟอร์ม นี่คือกลไกที่เอกสารการเงินเรียกว่า liquidation cascade ซึ่งเกิดขึ้น “โดยไม่ต้องมีผู้บงการคนเดียว” (Gkillas et al., 2020; Kyle & Xiong, 2001) กล่าวอย่างตรงไปตรงมา: ตลาดล่มได้ โดยไม่ต้องมีวายร้าย ⸻ 3) Wintermute, Market Maker และบทบาทที่ถูกเข้าใจผิด Wintermute และ market maker รายใหญ่ ไม่ได้มีหน้าที่พยุงราคา แต่มีหน้าที่ จัดสภาพคล่องตามความเสี่ยงที่รับได้ ในช่วง stress • volatility ↑ • inventory risk ↑ • funding rate ผันผวน Market maker จะ ลด exposure พร้อมกันตามโมเดลความเสี่ยง (Ho & Stoll, 1981; Duffie, 2010) สิ่งนี้ “ดูเหมือนสมคบคิด” แต่แท้จริงคือ พฤติกรรมที่ rational และเหมือนกันทางคณิตศาสตร์ ⸻ 4) ทองคำร่วงแรง = ระบบการเงินพัง? กรณีทองคำและเงิน (silver) ที่ร่วงพร้อมคริปโต มักถูกตีความว่า “เงินสถาบันกำลังหนีตาย” ในเชิงวิชาการ นี่สอดคล้องกับสิ่งที่เรียกว่า Dash for Cash ซึ่งเกิดในวิกฤตใหญ่หลายครั้ง (เช่น 2008, 2020) เมื่อสภาพคล่องหาย → นักลงทุนขาย ทุกอย่างที่ขายได้ → แม้แต่สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง (Duffie, 2020) ดังนั้น • ทองร่วง ≠ ทองไร้ค่า • แต่คือ สภาพคล่องถูกดูดออกจากระบบ ⸻ 5) “ราคากระดาษ vs ราคาจริง” มีอยู่จริงหรือไม่ งานวิจัยตลาดโลหะมีค่าแยกชัดเจนระหว่าง • Paper market (futures, ETFs) • Physical market (bars, coins) ในภาวะปกติ ทั้งสองราคาเชื่อมกันด้วย arbitrage แต่ในภาวะวิกฤต ข้อจำกัดด้านการส่งมอบ, logistics และ credit risk ทำให้ราคาแยกจากกันได้ (Baur & Glover, 2012; Gorton et al., 2013) ดังนั้นข่าวที่ว่า • ทองจริงในบางประเทศแพงกว่ากระดาษ ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ แต่ก็ ไม่ใช่หลักฐานว่าระบบพังในทันที ⸻ 6) Fed ติดกับดักจริงหรือ? วรรณกรรมเศรษฐศาสตร์เรียกสถานการณ์นี้ว่า Policy Trade-off under Financial Dominance • ลดดอกเบี้ย → ช่วยตลาด แต่เสี่ยงเงินเฟ้อ • คุมดอกเบี้ย → คุมเงินเฟ้อ แต่เสี่ยง credit event นี่ไม่ใช่ “ทางตันแบบสมคบคิด” แต่คือ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบการเงินที่พึ่งพาหนี้สูง (Sargent & Wallace, 1981; Gorton & Metrick, 2012) ⸻ 7) บทสรุปเชิงวิชาการ 1. ยังไม่มีหลักฐานเชิง empirical ว่าเป็น coordinated manipulation 2. สิ่งที่เห็นสอดคล้องกับ liquidation cascade + liquidity shock 3. Exchange & market maker ทำงานตามโมเดลเดียวกัน → เคลื่อนไหวคล้ายกัน 4. ราคากระดาษกับราคาจริงสามารถแยกได้ในภาวะวิกฤต แต่ไม่ใช่จุดจบของระบบ 5. ความผันผวนสูง ≠ ระบบล่ม แต่คืออาการของระบบที่ leverage สูง ⸻ เอกสารอ้างอิง (คัดเลือก) • Makarov, I., & Schoar, A. (2022). Trading and arbitrage in cryptocurrency markets • Gkillas, K., et al. (2020). Extreme dependence and liquidation cascades • Kyle, A., & Xiong, W. (2001). Contagion as a wealth effect • Ho, T., & Stoll, H. (1981). Optimal dealer pricing • Duffie, D. (2010, 2020). Market making & intermediation under stress • Baur, D., & Glover, K. (2012). Gold market microstructure • Gorton, G., et al. (2013). The fundamentals of commodity futures • Sargent, T., & Wallace, N. (1981). Some unpleasant monetarist arithmetic • Gorton, G., & Metrick, A. (2012). Regulating the shadow banking system ⸻ 8. เปรียบเทียบเชิงโครงสร้าง: Bitcoin vs Gold vs Cash เมื่อเกิดวิกฤต ในวรรณกรรมการเงินสมัยใหม่ วิกฤตไม่ได้แบ่งสินทรัพย์เป็น “ดี–เลว” แต่แบ่งตาม ความสามารถในการแปลงเป็นสภาพคล่อง (liquidity hierarchy) 8.1 เงินสด (Cash) เงินสดอยู่บนยอดพีระมิดของระบบการเงิน • ใช้ชำระหนี้ได้ทันที • ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา • เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการพร้อมกันในวิกฤต ในช่วง dash for cash นักลงทุนจึงขาย ทุกสินทรัพย์ เพื่อถือเงินสด (Brunnermeier & Oehmke, 2013; Duffie, 2020) นี่คือเหตุผลที่ “ทุกอย่างร่วงพร้อมกัน” โดยไม่ต้องมีแผนลับใดๆ ⸻ 8.2 ทองคำ (Gold) ทองคำมีคุณสมบัติเป็น store of value ระยะยาว แต่ในระยะสั้น • ถูกใช้เป็น collateral • ถูกขายเพื่อเติม margin • ถูก liquidate เพื่อปิด position อื่น งานวิจัยพบว่า ทองคำ ป้องกันวิกฤตได้หลังฝุ่นตลบ ไม่ใช่ในวันแรกของวิกฤต (Baur & Lucey, 2010; Smales, 2019) ดังนั้น “ทองร่วงแรง” ไม่ได้แปลว่าทองล้มเหลว แต่แปลว่า ทองถูกใช้เป็นแหล่งสภาพคล่อง ⸻ 8.3 บิตคอยน์ (Bitcoin) บิตคอยน์อยู่ในตำแหน่งพิเศษ • ไม่ใช่หนี้ของใคร • ไม่ได้ขึ้นกับรัฐ • แต่ถูกซื้อขายในตลาดที่ leverage สูง ในเชิงทฤษฎี บิตคอยน์คือ liquidity-sensitive asset ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของ discount rate อย่างรุนแรง (Piazzesi et al., 2007; Corbet et al., 2020) จึงไม่แปลกที่ในช่วงวิกฤต บิตคอยน์จะ “ร่วงก่อน” และ “แรงกว่า” ⸻ 9) ทำไม “ราคากระดาษ” ถึงถูกโจมตีในยามวิกฤต ข้อกล่าวหาเรื่อง “ราคาทองคำในจอไม่จริง” มีรากฐานทางทฤษฎีจากแนวคิด financialization of commodities ตลาด futures และ ETF ทำให้ • การถือครองเปลี่ยนจากของจริง → สัญญา • ความต้องการสภาพคล่องสูงกว่า demand เชิงกายภาพ งานวิจัยชี้ว่า เมื่อเกิด counterparty risk หรือ delivery constraint ราคา paper และ physical สามารถแยกชั่วคราวได้ (Gorton et al., 2013; Cheng & Xiong, 2014) แต่สิ่งสำคัญคือ การแยกราคานี้คือ อาการ ไม่ใช่ สาเหตุ ของวิกฤต ⸻ 10) “No Soft Landing” เป็นโวหารหรือข้อเท็จจริงเชิงทฤษฎี แนวคิดว่า “ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ระบบต้องพัง” สะท้อนสิ่งที่เศรษฐศาสตร์เรียกว่า Debt Overhang + Financial Dominance เมื่อหนี้รวมสูง • ดอกเบี้ยต่ำ → เงินเฟ้อ • ดอกเบี้ยสูง → credit event นี่ไม่ใช่กับดักจากความชั่วร้ายของใคร แต่คือผลสะสมของระบบที่ขยาย leverage มายาวนาน (Minsky, 1986; Gorton & Metrick, 2012) ⸻ 11) ทำไม “ทฤษฎีสมคบคิด” จึงแพร่กระจายในช่วงตลาดพัง ในเชิงพฤติกรรมการเงิน มนุษย์มีแนวโน้ม • หา “ตัวการ” • แทนที่จะยอมรับ ระบบที่ซับซ้อนและไร้ศูนย์กลาง งานวิจัย behavioral finance ชี้ว่า ในช่วงขาดทุนหนัก การอธิบายแบบสมคบคิดช่วยลดความไม่แน่นอนทางจิตใจ (Shiller, 2017) แต่ปัญหาคือ มันทำให้มองข้าม โครงสร้างความเสี่ยงที่แท้จริง ⸻ 12) บทสรุประดับลึก: ตลาดไม่ได้พังเพราะ “ใครบางคน” ตลาดร่วงแรงเพราะ 1. สภาพคล่องหายพร้อมกัน 2. Leverage สูงเกินสมดุล 3. สินทรัพย์ถูกผูกด้วย collateral network 4. ระบบตอบสนองเชิงกลไก ไม่ใช่เชิงศีลธรรม วิกฤตไม่ต้องการผู้ร้าย แค่มีกฎฟิสิกส์ของการเงิน + แรงเฉื่อยของหนี้ ก็พอแล้ว ⸻ 13) Implication สำหรับนักลงทุนเชิงโครงสร้าง • อย่าวิเคราะห์ตลาดด้วย “เจตนาร้าย” เป็นหลัก • ให้มอง liquidity, leverage, balance sheet • แยก ระยะสั้น (forced selling) ออกจาก ระยะยาว (value thesis) • เข้าใจว่า safe haven ทำงาน หลังวิกฤต ไม่ใช่ก่อน ⸻ เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม • Brunnermeier, M., & Oehmke, M. (2013). The maturity rat race • Duffie, D. (2020). Intermediation of Treasury markets • Baur, D., & Lucey, B. (2010). Is gold a hedge or a safe haven? • Smales, L. (2019). Safe haven assets • Piazzesi, M., et al. (2007). Stochastic discount factors • Cheng, I.-H., & Xiong, W. (2014). Financialization of commodities • Minsky, H. (1986). Stabilizing an unstable economy • Shiller, R. (2017). Narrative economics #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC

Replies (0)

No replies yet. Be the first to leave a comment!