ผมไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยจะให้เสรีภาพเราได้ภายใต้ระบบเฟียต...
ถ้าคุณเพิ่งอ่านโพสต์ก่อนหน้าที่พูดถึงกราฟ M2 คุณน่าจะเห็นภาพตรงกันแล้วคือไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนไปกี่รอบ กราฟมันก็พุ่งเหมือนเดิม เพราะเกมมันถูกตั้งค่าไว้แบบนั้นแต่แรก และไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็หนีไม่พ้นลูปนรกนี้ กู้ อัดฉีด สร้างเงินเฟ้อ . เป็นภาค 2 แล้วกัน จริงอยู่ที่เราออกไปเลือกตั้ง เพื่อเปลี่ยนคนกดปุ่มเพิ่มปริมาณเงิน ผ่านการกู้ และการทำงบประมาณขาดดุล แต่ที่อยากจะถามคือ เราควรยอมให้มันมีอำนาจแบบนี้ได้จริง ๆ เหรอ อำนาจในการเสกเงินขึ้นมาจากอากาศ อำนาจในการสร้างหนี้มหาศาลแล้วผลักภาระต้นทุนทั้งหมดไปให้คนทั้งสังคมแบกรับอย่างไร้ความรับผิดชอบ
ถ้ารัฐมีอำนาจพิมพ์เงินได้ ผ่านการกู้ การขาดดุลในระบบเฟียต ผมอยากถามจริง ๆ ว่า ประชาธิปไตยมันให้เสรีภาพเราได้จริงไหม หรือมันแค่ให้สิทธิเราเลือกใครสักคนมานั่งกดปุ่มพิมพ์เงินแทนกันไปเรื่อย ๆ
ช้าก่อน หายใจเข้าลึก ๆ ใจเย็น ๆ ค่อย ๆ อ่าน ผมขอเริ่มจากแยกแยะให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ผมเข้าใจดีเพราะประเด็นนี้มันละเอีนดอ่อนและมักถูกเข้าใจผิดได้ง่ายมาก ย้ำชัด ๆ ว่า ผมไม่ได้บอกว่าคนไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้ง ผมไม่ได้บอกว่าประชาธิปไตยคือสิ่งที่เลวร้าย
สิ่งที่ผมกำลังตั้งคำถามคือ ประชาธิปไตย ภายใต้ระบบเงินเฟียต มันให้เสรีภาพกับคนธรรมดาได้จริงไหม เสรีภาพในทีนี้คือผมไม่ได้พูดถึงเสรีภาพในเชิงสัญลักษณ์ หรือเสรีภาพในเชิงพิธีกรรมที่เกิดขึ้นแค่ในคูหา แต่ผมหมายถึงเสรีภาพในชีวิตเราจริง ๆ เสรีภาพในวันที่เราก้มหน้าก้มตาทำงาน หาเงิน เก็บออม และพยายามวางแผนอนาคตด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าเงินในกระเป๋าจะถูกปล้นมูลค่าไปเมื่อไหร่ก็ได้ . . ประชาธิปไตย แทนอาจฟังดูดี สิ่งสำคัญคือความรับผิดชอบอยู่ที่ใคร อธิบายให้เข้าใจง่าย ๆ สำหรับคำว่าประชาธิปไตยแบบตัวแทน มันเป็นเหมือนภาพในอุดมคติที่ว่าเรามีสิทธิ์มีเสียง เราเลือกผู้แทนเข้าไปทำงานแทนเรา ให้เขาออกกฎหมายที่บังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียม ให้รัฐเก็บภาษีไปจัดงบประมาณทำนโยบายเพื่อปากท้องของเรา ฟังดูแฟร์ใช่ไหม เหมือนทุกคนมีส่วนร่วมในสังคม
ปัญหาของมันอยู่ที่คำถามง่าย ๆ ว่า แล้วใครเป็นเจ้าของอำนาจนี้จริง ๆ แล้วใครคนนั้นเขาจะรับผิดชอบผลกระทบในระยะยาวได้จริงไหมหรือได้แค่ไหน เมื่ออำนาจไม่มีเจ้าของจริง ๆ แรงจูงใจก็เปลี่ยนทันที ประเด็นนี้ผมอ้างอิง Hans-Hermann Hoppe ก็แล้วกันครับ Hoppe ไม่ได้เริ่มจากการตั้งคำถามว่านักการเมืองคนไหนเป็นคนดีหรือเป็นคนเลว แต่เขาตั้งคำถามที่จี้ได้ถูกจุดให้ผมถึงกับสะดุ้งเหมือนกำลังโดนใครบีบไข่ คำถามก็คือ อำนาจนั้นถูกถือไว้หรือถูกครอบครองแบบไหน... อาจจะยังงงใช่ไหม เราจะมาค่อย ๆ ถอดรหัสกัน ให้เห็นภาพง่ายๆ แบบนี้ครับ ถ้าทรัพย์สินเป็นของเอกชน (Private Ownership) เจ้าของจะมีแรงจูงใจมากกกก ที่จะดูแลและรักษามูลค่าหรือคุณค่าของมันเอาไว้ให้ได้ในระยะยาว เพราะถ้ามันสิ่งที่เขาดูแลมันพัง ทรัพย์สิน ธุรกิจของเขาเองนั่นแหละที่ต้องขาดทุนหรือเจ้งไป แต่ถ้าทรัพย์สินเป็นของส่วนรวม (Public Ownership) เมื่อไม่มีใครเป็นเจ้าของที่แท้จริง แรงจูงใจในการรักษาดูแลที่อยากจะปกป้องไว้ให้ได้นาน ๆ ก็จะหายไป และถูกแทนที่ด้วยแรงจูงใจในการกอบโกยตักตวงเพื่อตัวเองให้ได้มากที่สุด (เริ่มเห็นภาพยัง ถ้ายังก็อ่านต่อไป ถถถถ เอาละพักพวกไปต่อ!)
ประชาธิปไตยแบบตัวแทน ก็คือระบบที่อำนาจรัฐเป็นทรัพย์สินสาธารณะครับ นักการเมืองไม่ได้เป็นเจ้าของอำนาจ แต่เป็นเพียงผู้เช่าอำนาจชั่วคราวตามวาระ และใช่เลย เมื่อเขารู้ว่าเขาอยู่ไม่นาน และไม่ต้องรับผิดชอบผลของความพินาศในอนาคต สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือใช้ไปซิเงิน ใช้แม่งเลยวันนี้ กู้เข้าไปเลย แล้วมันไม่ใช่แค่การกู้เงินแล้วเอามาคืนไง แต่เขากำลังกู้เวลาชีวิตของคนรุ่นใหม่ในอนาคต ปล้นมาปรนเปรอให้ตัวเองได้มีคะแนนนิยมของตัวเองในวันนี้ไว้ให้ได้มาก ๆ . . รัฐในระบบเฟียต กำลังใช้เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือปล้นมูลค่าเงินในกระเป๋าทุกคนในปัจจุบันวันนี้ และใช้หนี้เป็นโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น ล่ามคอคนรุ่นลูกรุ่นหลานให้ต้องเกิดมาพร้อมภาระที่พวกเขาไม่ได้ก่อ (เศร้าวะ)
นักการเมืองเขาจึงเน้นนโยบายที่สร้างคะแนนนิยม แข่งกันทำนโยบายประชานิยมกันเต็มไปหมด (เหมือนคนเช่าบ้านที่ไม่ได้แคร์เลยว่าโครงสร้างบ้านจะพังไหม) สุดท้ายก็แล้วปล่อยให้หนี้และเงินเฟ้อ เป็นภาระของเจ้าของบ้านตัวจริง ซึ่งก็คือพวกเราและลูกหลานเราในอนาคตนั่นเอง
เศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียน มีแนวคิดหนึ่งที่สำคัญมากคือเรื่องความเห็นแก่เวลา (Time Preference) พูดง่าย ๆ คือ คนที่คิดถึงอนาคตมากก็จะระวังการใช้ทรัพยากร เขาจะมองไกล ส่วนคนที่โฟกัสในปัจจุบัน ก็จะใช้ให้คุ้มไปเลยวันนี้ก่อน พอเอาแนวคิดนี้มาวางไว้กับนักการเมืองหรือผมชอบเรียกว่านักเลือกตั้ง ภาพมันยิ่งชัดมาก เพราะเมื่อวาระแห่งการตักตวงมันสั้นมาก และต้องแบกรับแรงกดดันจากคะแนนนิยมตลอดเวลา แรงจูงใจทั้งหมดเลยทำให้นักการเมืองมีระดับความเห็นแก่เวลาที่สูงโดยโครงสร้าง ไม่ใช่เพราะเขาเลว แต่เพราะระบบมันออกแบบมาแบบนั้น นโยบายระยะยาวมันไม่ให้ผลทันที ประชาชนไม่เห็นผลงานใน 1-4 ปีไง แต่การใช้จ่าย การแจก การขยายงบ มันเห็นผลเร็วกว่า สุดท้ายสิ่งที่มีก็คือหนี้ การขยายอำนาจรัฐและปัญหาที่ถูกส่งต่อไปให้คนรุ่นหลัง (มันไม่มีหรอก จบที่รุ่นเรา มีแต่การพึ่งพาตนเองที่ยืนได้ด้วยตัวเรา ซึ่งมันเริ่มได้เลยเว้ย) . . และจุดอ่อนใหญ่เลยของประชาธิปไตยแบบตัวแทนคือ มันเก่งมากในการตอบคำถามว่าใครควรใช้อำนาจ แต่แทบไม่เคยถามเลยว่า "อำนาจนั้น ควรมีได้แค่ไหน" (เมื่อกี้เศรษฐศาสตร์ อันนี้เข้ารัฐศาสตร์แล้วนะ)
ใช่เราอาจเปลี่ยนรัฐบาลได้ เราเปลี่ยนพรรคได้ เราเปลี่ยนตัวบุคคลได้ แต่เราแทบไม่เคยได้เลือกเลยว่ารัฐควรมีสิทธิได้แค่ไหน ควรเก็บทรัพยากรจากเราได้แค่ไหน ควรควบคุมเงินของเราหรือไม่
ประชาธิปไตยแบบตัวแทนจึงกลายเป็นแค่การเปลี่ยนมือคนกดปุ่มพิมพ์เงิน โดยไม่เคยมีใครตั้งคำถามเลยว่าจริง ๆ แล้วไอ้ปุ่มพิมพ์เงินเนี่ย มันควรมีอยู่บนโลกนี้หรือเปล่า
เอาให้เห็นภาพชัด ๆ ถ้าประชาธิปไตยคือ "ตัวถัง" ระบบเงินเฟียตก็คือ "เครื่องยนต์" และเมื่อเครื่องยนต์คันนี้ มันถูกออกแบบมาให้เสกเงินได้ ขยายหนี้ได้ ใช้จ่ายเกินรายรับได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องขอความยินยอมจากเราแม้แต่คำเดียว แรงจูงใจในการคิดสั้นของคนขับก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจริงไหม
ด้วยระบบแบบนี้ เงินเฟ้อจึงกลายเป็นภาษีที่แอบเก็บโดยไม่ต้องผ่านสภา และหนี้ก็กลายเป็นภาระที่เด็กซึ่งยังไม่เกิดยังต้องมาแบกรับ สุดท้าย การเลือกตั้งจึงกลายเป็นแค่การเลือกคนมาบริหารการขยายงบเท่านั้นเอง
จะว่าไปแล้ว เสียงข้างมาก ไม่ใช่ความยินยอมนะครับ นี่คือหลักการที่ชาว Libertarian ยืนหยัดอย่างชัดเจนที่สุด เพราะการที่คนส่วนใหญ่โหวตเลือกอะไรบางอย่าง มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะยินยอมพร้อมใจไปด้วย โดยเฉพาะสิทธิในทรัพย์สิน ซึ่งเป็นของปัจเจก มันไม่ควรถูกเอาไปวางบนโต๊ะเพื่อให้คนอื่นมาลงคะแนนตัดสินว่าจะริบ จะขโมย หรือจะทำอะไรกับมันก็ได้ และถ้าเงินในกระเป๋าที่คุณหามาด้วยน้ำพักน้ำแรง ถูกทำให้ด้อยค่าลงได้ตามใจรัฐบาล ทั้งที่คุณไม่เห็นด้วย ทั้งที่คุณไม่ได้โหวตให้ หรือแม้แต่คุณจะคัดค้านหัวชนฝาก็ตาม
สิ่งนั้นจะเรียกว่า "เสรีภาพ" ได้ยังไงหะ! ในเมื่อสุดท้ายมันก็คือการบังคับขู่เข็ญดี ๆ นี่เอง เพียงแต่ถูกห่อหุ้มให้ดูสวยงามด้วยพิธีกรรมที่เรียกว่าการเลือกตั้งเท่านั้นด้วยประการฉะนี้ . . แยกแยะอีกครั้ง ย้ำนะครับว่า Voice เปลี่ยนผู้นักการเมือง Exit คือการไม่ฝากชีวิตไว้กับระบบ ประชาธิปไตยให้ Voice แต่เสรีภาพที่แท้จริงต้องมี Exit ต้องมีทางออก ต้องมีทางเลือกที่ไม่ต้องขออนุญาตเสียงข้างมาก
บิตคอยน์จึงเข้ามามีบทบาทในฐานะเครื่องมือที่คืนความยินยอมทางการเงินให้ปัจเจกที่ไม่ต้องรอเลือกตั้ง ไม่ต้องเปลี่ยนรัฐบาล ไม่ต้องขออนุญาตใคร . . อ่าวเฮ้ย พิมพ์มาซะยาวนั่งจนปวดตูด แล้วทำไมผมถึงยังเลือกพรรคประชาชน .....ตรงนี้ผมอยากพูดให้ชัด ๆ อีกครั้ง การที่ผมเลือกพรรคประชาชน ไม่ได้ขัดกับข้อวิจารณ์ทั้งหมดข้างบน เพราะผมไม่เคยเชื่อมาตั้งแต่แรกว่าประชาธิปไตยภายใต้ระบบเฟียตจะให้เสรีภาพกับเราได้
การกากบาทของผม จึงไม่ใช่การฝากความหวัง ไม่ใช่การศรัทธา และไม่ใช่การมอบความชอบธรรมทางศีลธรรมให้รัฐ
มันคือการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในเกมที่เรายังถูกบังคับให้เล่น โดยรู้เต็มอกว่าเกมนี้มันมีเพดานของมัน และเพดานนั้นต่ำมากกกก ผมเลือกในฐานะคนที่ไม่เชื่อในระบบ ไม่ใช่คนที่เชื่อว่าระบบจะถูกซ่อมได้ด้วยการเปลี่ยนคน
และยิ่งผมไม่เชื่อว่าระบบนี้ จะให้เสรีภาพกับผมได้ การไม่ผูกตัวเองเข้ากับศรัทธาทางการเมืองก็ยิ่งสำคัญ
สำหรับผม การเลือกตั้งคือ Voice ในขอบเขตจำกัด แต่เสรีภาพจริงอยู่ที่การ Exit ออกมาลดการพึ่งพาระบบได้ในชีวิตจริง สองอย่างนี้ไม่ขัดกัน ถ้าเราไม่หลอกตัวเองว่า Voice คือทางรอด โอเคร๊! . . สรุปชัด ๆ อีกที รู้ว่ายาว กราบขออภัย และขอบคุณที่อ่านมาจนถึงตรงนี้
ผมไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยภายใต้ระบบเงินเฟียต จะให้เสรีภาพเราได้ ไม่ใช่เพราะผมเกลียดประชาธิปไตย แต่เพราะผมเห็นว่า ถ้าเงินยังไม่เป็นของเรา เสรีภาพก็ยังไม่เป็นของเรา
ผมยอมรับความจริงว่าเรายังต้องอยู่ในระบบนี้ และในระบบนี้ผมยังใช้ Voice แบบที่พอทำได้ แต่ผมไม่สับสนว่า Voice คือทางรอด (ย้ำหลายรอบแล้วนะเว้ย) . สำหรับผม Exit คือทางรอด ทางรอดคือการลดการพึ่งพารัฐในชีวิตจริง เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ คือการออม การวางแผนอนาคตด้วยเงินที่รัฐเสกเพิ่มไม่ได้
เพราะถ้าเงินยังไม่เป็นของเรา ประชาธิปไตยก็ยังไม่เป็นของเราเหมือนกัน 😘
#เสรีภาพการเงิน #เสรีภาพการเมือง #เลือกตั้ง #ประชาธิปไตย #เงินเฟ้อ #ระบบเฟียต #บิตคอยน์ #พรรคประชาชน
Democracy in a Fiat Cage: Why Your Vote Can’t Buy Freedom
If you’ve seen the M2 money supply charts, you already know the deal. It doesn’t matter how many times the government changes faces; that line only goes up. The game was rigged from the start. No matter which party takes the wheel, they’re trapped in the same hellish loop: borrow, inject, inflate.
This is Part 2. It’s true we go to the polls to choose who gets to press the "print" button via debt and deficit spending. But the real question is: Why do we allow this power to exist at all? The power to conjure money out of thin air? The power to rack up mountain-sized debts and irresponsibly dump the bill onto the rest of society?
If the State has the power to print money through debt and deficits in a fiat system, I have to ask: Does democracy truly offer us freedom? Or does it just give us the right to choose which master gets to press the button next?
Wait, Breathe, and Read Carefully
I know this is a sensitive topic, easily misunderstood. Let me be crystal clear: I am not saying people shouldn’t have the right to vote. I am not saying democracy is inherently evil.
What I am questioning is Democracy under a Fiat System. Can it provide real freedom to ordinary people? I’m not talking about "symbolic" freedom or the ritualistic "freedom" that happens once every few years in a voting booth. I’m talking about the freedom of our actual lives—the freedom to work, earn, save, and plan our own future without the constant paranoia that the value in our pockets will be plundered at any moment.
Representation or Rent-Seeking?
Representative democracy sounds great on paper: we have a voice, we elect representatives, they pass equal laws, and they use taxes for the "public good." Sounds fair, right? Everyone has a stake.
The problem lies in a simple question: Who actually owns this power, and can they truly be held accountable for long-term consequences?
When power has no true owner, incentives shift instantly. I’ll borrow from Hans-Hermann Hoppe here. Hoppe doesn’t start by asking if a politician is "good" or "bad." He asks a question that hits so hard it feels like a gut punch: How is that power held?
- Private Ownership: If a property is private, the owner has a massive incentive to maintain its value long-term. If they break it, they lose their own wealth.
- Public Ownership: When no one "owns" it, the incentive to protect the long-term value vanishes. It is replaced by the incentive to plunder and extract as much as possible, as fast as possible, for oneself.
Representative democracy is a system where state power is treated as "public property." Politicians aren’t owners; they are temporary tenants. Since they know their lease is short and they won’t be held responsible for future wreckage, the inevitable result is: Spend it all today. Borrow. Inflate. They aren’t just borrowing money; they are borrowing the life-force of future generations to buy popularity today.
The Invisible Shackles
The fiat state uses inflation to rob your pockets today and debt as an invisible shackle around the necks of our children, forcing them to be born into a burden they didn’t create. (It’s tragic, really.)
Politicians chase popularity with populist policies—acting like tenants who don't care if the house's foundation is rotting. They leave the debt and inflation to the "real owners": us and our descendants.
In Austrian Economics, there’s a concept called Time Preference. People who think about the future (Low Time Preference) conserve resources. People focused on the present (High Time Preference) consume everything now. Because political terms are short and the pressure for popularity is constant, politicians have a structurally high time preference. It’s not necessarily because they are "evil," but because the system is designed that way. Long-term solutions don't show results in a 4-year term. Spending, handouts, and budget expansions do.
The Fatal Flaw
The biggest weakness of representative democracy is that it’s great at answering who should exercise power, but it almost never asks: "How much power should even exist?"
We can change governments, parties, and people, but we never get to vote on whether the State has the right to seize our resources or control our money. Democracy has become nothing more than changing the hand that presses the "Print" button.
Think of it this way: If Democracy is the "Body" of the car, the Fiat System is the "Engine." When the engine is designed to conjure money and expand debt without our consent, the driver’s incentive to be reckless becomes overwhelming. Inflation becomes a hidden tax that bypasses parliament, and debt becomes a burden for the unborn.
Majority Rule is Not Consent
For a Libertarian, this is the core principle: The majority’s voice is not the same as individual consent. Just because a majority votes for something doesn't mean it’s right to violate someone's private property. If the money you earned with your sweat and blood can be devalued at the government's whim—even if you didn't vote for them—how can you call that "freedom"? It’s coercion wrapped in the beautiful packaging of an "election ritual."
Voice vs. Exit
- Voice changes the politician.
- Exit is refusing to bet your life on the system.
Democracy gives you a Voice, but true freedom requires an Exit—a choice that doesn't require a majority's permission. This is where Bitcoin comes in. It is a tool that returns financial consent to the individual. No voting required. No permission needed.
Why I Still Vote (Strategically)
I’ve written a lot here, and my ass hurts from sitting so long. So why do I still vote for the People's Party (พรรคประชาชน)?
Let me be clear: My vote is not a sign of "faith." It’s not "hope," and it’s not granting moral legitimacy to the State. It is a strategic decision in a game we are currently forced to play. I know full well this game has a very low ceiling.
I vote as someone who doesn't believe in the system, not as someone who thinks the system can be "fixed" simply by changing the people in charge. The more I realize this system cannot give me true freedom, the more important it becomes not to attach my soul to political faith.
For me:
- Voting is a limited Voice.
- Freedom is the ability to Exit.
These two aren't contradictory as long as you don't delude yourself into thinking "Voice" is your only salvation.
Conclusion
I don’t believe democracy under a fiat system can give us freedom. Not because I hate democracy, but because I see the truth: If your money isn't yours, your freedom isn't yours either.
I accept that we still live in this system, and I’ll use my "Voice" where I can. But "Exit" is the only true way out. Start by reducing your dependence on the State. Save in an asset they can't print.
Because if the money doesn't belong to the people, democracy won't either. 😘
#FinancialFreedom #PoliticalFreedom #Election #Democracy #Inflation #FiatSystem #Bitcoin #PeoplesParty