คุณนาโอมิ The Investo เหมาน้ำพริกมาให้จัดกิจกรรมแจก งั้นแบ่งมาแจกชาว #SiamStr สัก 8 ถุง (4 รางวัล รางวัลละ 2 ถุง) กับอัตราแลกเปลี่ยนสุดกาว 1 Sats = 1 บาท กติกาง่ายๆ Zap โพสต์นี้ 125 Sats แล้วคอมเมนต์หลักฐาน พร้อม DM ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อจัดส่ง กิจกรรมถึงวันเสาร์ ถ้าไม่มีใครสนใจ จะยกยอดไปแจกใน FB ต่อ image
น้ำพริกนรกปลาสลิด🐟💥🔥 #แซ่บถึงใจ ในราคาสุดคุ้ม! เนื้อปลาสลิดเน้นๆ หอม ฟู เผ็ด จัดจ้าน หอมเครื่องแกงสุดๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไข่เจียว หรือผักสดก็อร่อยฟิน ใครลองก็ติดใจ! ถุงละ 50 บาท (100 กรัม) เท่านั้น! ค่าส่งเหมาๆ แค่ 25 บาท ทั่วประเทศ จะสั่งไปทานเอง หรือเป็นของฝากก็ดีงาม สนใจทักเลย! #SiamStr
สรุปเนื้อหาจาก #BitcoinTalkShot ฝันอยากจะรวยแต่ไม่รู้จักเก็บออม คือ "ฝันกลางวัน" ในตอนนี้ อ.พิริยะ ได้กล่าวถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่ง โดยเน้นย้ำว่าการเก็บออมและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด และ Bitcoin สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการเสื่อมค่าของเงินออม 📌 📌 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความรวยอย่างรวดเร็ว 🟠 หลายคนมีความฝันที่จะรวยเร็วจากการเทรดหรือลงทุน โดยได้รับอิทธิพลจากโฆษณาที่อ้างว่าทำเงินได้จำนวนมาก 🟠 อย่างไรก็ตาม สถิติในตลาดชี้ให้เห็นว่า "95% ของเทรดเดอร์มักจะขาดทุน" และมีเพียง 1-2% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้มหาศาล 🟠 การเทรดหรือลงทุนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และการพยายามหาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีประโยชน์น้อยกว่าการอยู่ในตลาดเป็นระยะเวลานาน 🟠 การเข้าไปในตลาดด้วยเงินทั้งหมดที่มี โดยที่ไม่มีฐานรองรับและมีความคาดหวังสูง (เช่น หวังรวยพลิกชีวิต) นั้น เป็น "สูตรสำเร็จแห่งหายนะ" เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถทนรับความเสียหายได้ และมักจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบ 📌📌 ความสำคัญของการสร้างรายได้และการเก็บออมเป็นรากฐาน 🟠 สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออมเงินได้ (รายจ่ายมากกว่ารายได้) "หน้าที่แรกคือการสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย" ไม่ใช่การมองหาวิธีรวยเร็วผ่านการลงทุน 🟠 "การออมคือ "แม่ทุกสถาบัน" และเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งและการลงทุน" 🟠 รากฐานทางการเงินที่มั่นคงจากการออมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ และไม่ต้องรีบเร่งในการตัดสินใจลงทุน 🟠 หากมีเงินออมที่เพียงพอ คุณจะสามารถแบ่งเงินส่วนเล็ก ๆ ไปลงทุนได้โดยไม่รู้สึกกดดัน และสามารถทนต่อความผันผวนหรือการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลกำไรที่ยั่งยืน 📌📌 ปัญหาของการเก็บออมด้วยเงินเฟียต (เงินกระดาษ) และบทบาทของเงินเฟ้อ 🟠 ปัญหาหลักของการเก็บออมเงินคือ "การเสื่อมค่าของเงิน" หรือ "เงินเฟ้อ" 🟠 แม้จะเก็บออมเงินจำนวนมาก เช่น 35 ล้านบาท หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มื่อเวลาผ่านไป อำนาจการจับจ่ายของเงินนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง 🟠 อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง (จากปริมาณการพิมพ์เงิน เช่น M2 ของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โตเฉลี่ย 6-6.5% ต่อปี) ทำให้การออมเงินเฟียตไม่สามารถสร้างฐานะได้ในระยะยาว 🟠 ในช่วงแรกของการออม เงินออมอาจยังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินออมจะลดลง และเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจการจับจ่ายลดลง "เป็นเหมือน "กำแพง" ที่กั้นไม่ให้คนส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งได้เกินจุดหนึ่ง" 🟠 รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปกติ (เช่น 1-3% ต่อปี) มักไม่เพียงพอที่จะชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านี้ ทำให้การออมเงินเฟียตอย่างเดียวเป็นไปได้ยากที่จะชนะเงินเฟ้อ 📌📌 Bitcoin ในฐานะ Store of Value ที่ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ 🟠Bitcoin ถูกนำเสนอเป็นทางออกสำหรับปัญหาการเสื่อมค่าของเงิน โดยทำหน้าที่เป็น Store of Value (แหล่งเก็บรักษามูลค่า) ที่ดี 🟠คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin คือ "มีปริมาณจำกัด" ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ง่าย มีกฎการผลิตที่ตายตัว และต้องใช้พลังงานในการผลิตอย่างยุติธรรม 🟠 สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็น Store of Value ได้ดีคือสินทรัพย์ที่เมื่อราคาสูงขึ้นแล้ว อัตราการผลิตของมันไม่สามารถเร่งเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาด เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ (ในอดีต) และ Bitcoin 🟠 การออมในสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตขึ้นตามเวลา เช่น Bitcoin (ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นที่สูงกว่าเงินเฟียตมาก เช่น 15% ต่อปีอย่างอนุรักษ์นิยม) จะช่วยให้เงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง 🟠 จากการจำลอง (simulation) แสดงให้เห็นว่า การออมใน Bitcoin ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม (เช่น เดือนละ 10,000 บาท) จะทำให้มูลค่าเงินออมในอนาคตมีอำนาจการจับจ่ายที่สูงกว่าการออมในเงินเฟียตอย่างมาก 🟠 สิ่งนี้จะช่วยให้บุคคลสามารถ "ปลดล็อก" กำแพงของเงินเฟ้อ ทำให้ฐานะทางการเงินเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และถึงจุดหนึ่งที่ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งให้คุณหยุดออมเงินจากการทำงานปกติได้ [18, 19]. 🟠 อย่างไรก็ตาม Bitcoin จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาในการ "เก็บรักษา" มูลค่า (store value) อยู่แล้ว ไม่ใช่ผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บเลย 📌📌 สรุปและข้อคิด 🟠 การสร้างฐานรากทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 🟠จากนั้นจึงพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อและรักษามูลค่าได้ เช่น Bitcoin เพื่อให้เงินออมของเราเติบโตจริงในระยะยาว 🟠 เมื่อมีฐานที่มั่นคงแล้ว คุณจะสามารถลงทุนได้อย่างใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อน และสามารถรับการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน 🟠 การเร่งให้เงินเติบโตในวันที่ยังไม่พร้อม (เช่น มีเงินน้อยแต่คาดหวังผลตอบแทนสูงมาก) เป็นสิ่งที่อันตรายและเพ้อเจ้อ #Bitcoin #BTC #PersonalFinance #การเงิน #SiamStr สนับสนุน #SorawichToday ผ่าน Bitcoin Lightning ได้ที่ ⚡️ sorawichv@blink.sv สนับสนุน #SorawichToday ด้วยการสั่งซื้อน้ำพริกนรกปลาสลิด รสจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็ฟิน เพียงถุงละ 50 บาท (*ค่าส่ง 25 บาททั่วประเทศ) ทัก Inbox เพจได้เลย ติดต่อโฆษณา / ประชาสัมพันธ์ 📧 sorawichtoday@outlook.com image
Preview "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" - คู่มือวิพากษ์นโยบายรัฐและทำความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ฉบับประชาชน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่เป็นคู่มือที่มุ่งอธิบายแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานอย่างง่าย เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ แก่นหลักของหนังสือ : "มองให้ครบทั้งสองมิติ" ผู้เขียน Henry Hazlitt สรุปใจความสำคัญของเศรษฐศาสตร์ไว้ในบทแรกเพียงบทเดียว ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวที่ครอบคลุมทั้งเล่ม โดยมีหลักคิดสำคัญคือ "นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องมองให้เห็นทั้งรอบด้าน มองถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และผลกระทบต่อคนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม" ตรงกันข้ามกับ "นักเศรษฐศาสตร์ที่แย่" ซึ่งมองเห็นเพียงผลกระทบระยะสั้นและพยายามทำให้ตัวเลขดูดีในระยะสั้น แต่ละเลยผลที่ตามมาในระยะยาว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงสองมิติสำคัญในการวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ : มิติเรื่องเวลา: การพิจารณาทั้งผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว เปรียบเทียบกับหลักการ "Lower your Time Preference" ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่าผลลัพธ์ในปัจจุบัน มิติเรื่องกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ : การมองให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคม ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์หรือเป็นที่จับตามอง การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐและการแทรกแซงตลาด หนังสือ "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1946 ในช่วงหลัง The Great Depression ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี FDR กำลังดำเนินนโยบาย New Deal ที่มีการแทรกแซงเศรษฐกิจอย่างมาก ผู้เขียน Henry Hazlitt ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียและเป็นผู้ผลักดันแนวคิดเสรีนิยม ได้ใช้กรณีศึกษาจากนโยบายเหล่านั้นมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐมักนำไปสู่หายนะ : แม้ว่าเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐอาจจะดี แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุทธิที่เป็นลบ หรือให้ผลในทางตรงกันข้ามกับความเจริญทางเศรษฐกิจเสมอ วงจรอุบาทว์ของการแทรกแซง : นโยบายรัฐที่เข้าไปช่วยเหลือหรืออุดหนุนอุตสาหกรรมหนึ่ง มักจะดึงทรัพยากรมาจากอุตสาหกรรมอื่น ทำให้เกิดการหดตัวของอุตสาหกรรมเหล่านั้น และนำไปสู่การเรียกร้องนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐบาลบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ : รัฐบาลบริหารงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพเสมอ โดยมักจะเกิดการสูญเสียระหว่างทาง การแทรกแซงของรัฐทำให้เกิดความสูญเปล่าและลดทอนประสิทธิภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างนโยบายที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือและยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในปัจจุบัน ได้แก่: - ภาษีนำเข้า - โครงการบ้านเอื้ออาทร/การประกันค่าเช่า - การประกันค่าแรงขั้นต่ำ - การลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างงาน (เมกะโปรเจกต์) - การประกันราคาพืชผล เงินเฟ้อ : ภาษีที่มองไม่เห็นและอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด ประเด็นเรื่อง "เงินเฟ้อ" ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในตอนท้ายของหนังสือ (โดยเฉพาะในเวอร์ชันแก้ไขปี 1978) เงินเฟ้อคือมายา : Henry Hazlitt เรียกว่า "มายาของเงินเฟ้อ" (Mirage of Inflation) หรือ "มนต์มายา" เพราะเงินเฟ้อทำให้การพิจารณาด้วยเหตุและผลคลาดเคลื่อน ตัวเลขทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่อง "มั่วซั่ว" ไม่สามารถหาเหตุผลได้ เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล: เงินเฟ้อกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ปิดบังผลเสียของนโยบายต่างๆ และสร้างภาพลวงตาว่ากำลังแก้ปัญหา เงินเฟ้อคือภาษีที่ร้ายแรงที่สุด : เงินเฟ้อคือภาษีประเภทหนึ่ง แล้วเป็นภาษีประเภทที่มันทำความ เสียหายมากที่สุดด้วย เงินเฟ้อเป็นภาษีที่ควบคุมไม่ได้ และประชาชนถูกปล้นความมั่งคั่งไปอย่างต่อเนื่อง หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ : - คนทั่วไปที่มีบทบาททางการเมือง : โดยเฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการเข้าใจนโยบายต่างๆ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกหลอกด้วยคำโฆษณาด้านเดียว ผู้ที่ต้องการพัฒนา Mindset ในการคิดวิเคราะห์ : หนังสือเล่มนี้ให้ "วิธีคิด" มากกว่า "คำตอบสำเร็จรูป" ผู้ที่อ่านจะต้องฝึกฝนการมองผลกระทบทั้งระยะสั้น-ยาว และกับคนทุกกลุ่ม ผู้ที่ต้องการเข้าใจรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจ : โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการแทรกแซงของรัฐ และต้องการคำตอบว่าทำไมคุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น ผู้ที่รักความเป็นมนุษย์และเชื่อในการรับผิดชอบตนเอง : หนังสือจะช่วยให้เข้าใจว่าการฝากความหวังไว้กับอำนาจรัฐมักจะไม่ประสบผล และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคู่มือที่ช่วยให้ผู้อ่าน "ตั้งคำถามเป็น" และ "มองเห็นในสิ่ง ที่มองไม่เห็น ในโลกของ เศรษฐศาสตร์ ได้อย่าง ชัดเจน" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการมีชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมปัจจุบัน ➖️ ➖️ ➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖️ ถ้าสนใจอยากอ่าน #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ หรือ #EconomicsInOneLesson สามารถสั่งซื้อได้ทาง 📌 Shopee : https://s.shopee.co.th/801MnP9g92 📌 Lazada : https://s.lazada.co.th/s.ycdlf 📌 Pinto (E-Book) : #EIOL #SorawichToday #SiamStr image
โค้งสุดท้าย 6.15 โค้ด 30% ยังพอเหลือ ใครอยากกินน้ำพริกอร่อยๆ จัดกันได้เลยครับ #SiamStr #ตลาดทุ่งม่วง https://s.shopee.co.th/AUiGnuMoR4 image
เห็นหลายคนยังมีสุขภาพการเงินที่ดีได้ มีเงินสำรอง ยัง Stack Sats ได้เรื่อยๆ ก็กลับมาคิดนะว่า เศรษฐกิจแย่ หรือเราแค่ไม่เก่งพอ? #SiamStr
ฝากร้านออนไลน์ รับ Lightning ด้วยนะครับ มาแล้วจ้าาา น้ำพริกนรกปลาสลิดแซ่บถึงใจ 🔥 เนื้อปลาสลิดเน้นๆ หอมเครื่องพริกสุดๆ กินกับอะไรก็อร่อยเหาะ! 🌶️ เผ็ดร้อนถึงเครื่องพริก 🐟 เนื้อปลาสลิดแท้ๆ ไม่จกตา 🍚 กินกับข้าวสวยร้อนๆ ฟินอย่าบอกใคร 🍳 คลุกไข่เจียวก็เด็ด 😋 จะจิ้มผักสดก็เลิศ ถุงเดียวไม่เคยพอ! สั่งเลย อร่อยจนหยุดไม่ได้แน่นอน 😉 ราคาถุงละ 50 บาทเท่านั้น รับทั้งเงินบาท และ Bitcoin Lightning สนใจสั่งซื้อ ทักแชทได้เลย หรือกรอกฟอร์ม https://forms.gle/pfw9mKyvcLvrJ6KQ9 #น้ำพริกนรกปลาสลิด #น้ำพริก #ปลาสลิด #แซ่บ #อร่อยบอกต่อ #ต้องลอง #ของดีบอกต่อ #SiamStr #ตลาดทุ่งม่วง image
สรุป #BitcoinTalk208 บิตคอยน์แพงไป หรือคุณแค่ยังไม่เข้าใจ? ในรายการ Bitcoin Talk ตอนที่ 208 นี้ อ. พิริยะ ได้หยิบยกคำถามที่พบบ่อยในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้า โดยเฉพาะหลังจากราคา Bitcoin ได้ปรับตัวสูงขึ้น คำถามหลักคือ Bitcoin มีราคาแพงเกินไปแล้วหรือไม่ และคนตัวเล็กยังมีโอกาสในการลงทุนอยู่ไหม หรือว่า Bitcoin เป็นเรื่องสำหรับคนที่มีเงินมากเท่านั้น และท้ายที่สุด Bitcoin จะไม่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเลยใช่หรือไม่ อ. พิริยะ เริ่มต้นการอธิบายจากพื้นฐานเกี่ยวกับหน่วยย่อยของ Bitcoin ความสามารถในการซื้อ Bitcoin แม้จะมีเงินจำนวนน้อย และแนวคิดเกี่ยวกับการ Adoption ของ Bitcoin ในปัจจุบันและอนาคต นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยถึงความแตกต่างระหว่าง "เงินสร้างง่าย" กับ "เงินสร้างยาก" เพื่อทำความเข้าใจถึงมุมมองต่อความมั่งคั่งและมูลค่าของเงิน การแข่งขันระหว่างเงินในอดีต เช่น การเปลี่ยนจากเปลือกหอยมาเป็นเกลือหรือทองคำ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การยอมรับทางเทคโนโลยี แต่เป็นการต่อสู้และการสังหารผู้ที่ยังคงยึดติดกับเงินแบบเก่าที่ด้อยกว่า ทองคำมีคุณสมบัติที่ดีกว่าเปลือกหอยในหลายด้าน เช่น ความคงทน Fungibility (ความเป็นหน่วยเดียวกัน) ความง่ายในการขนส่ง และความสามารถในการแบ่งหน่วยย่อย คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ถือทองคำสามารถรักษาอำนาจการจับจ่ายไว้ได้ดีกว่าเมื่อเวลาผ่านไป ระบบเงินของรัฐ (Fiat money) ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นจากการแข่งขันในตลาดเสรีว่าเงินชนิดใดรักษาคุณค่าได้ดีที่สุด แต่เป็นการ "ยึด" (hijack) ตำแหน่งของเงินภายใต้ระบบมาตรฐานทองคำ โดยใช้กฎหมายและอำนาจรัฐ เงินของรัฐในปัจจุบันสามารถถูกผลิตขึ้นมาจากหนี้ได้ 100% หนี้คือเงินที่เป็นสินค้าในอนาคต แต่เงินสดเป็นสินค้าปัจจุบัน ทำให้เกิดความแตกต่างด้านระยะเวลา (maturity mismatch) ซึ่งอาจนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจได้ ระบบเงินเฟียตถูกออกแบบมาให้ต้องเสื่อมค่าตลอดเวลา ใครที่เก็บทรัพย์สินไว้ในรูปเงินเฟียตจะต้องสูญเสียมูลค่าไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ Bitcoin คือการอัปเกรดของทองคำที่มาแก้ข้อเสียของทองคำในโลกสมัยใหม่ Bitcoin มีคุณสมบัติคล้ายทองคำคือถูกควบคุมโดยกฎธรรมชาติ การผลิตต้องใช้ต้นทุนมหาศาล แต่ Bitcoin เหนือกว่าทองคำตรงที่สามารถส่งข้ามโลกได้รวดเร็ว และยากต่อการถูกยึดโดยรัฐบาล เนื่องจากเป็นดิจิทัลและไม่สามารถจับต้องได้หากรัฐไม่รู้ private key Bitcoin สามารถแบ่งหน่วยย่อยได้มากถึง 100 ล้านซาโตชิต่อ 1 Bitcoin ทำให้หน่วยที่เล็กที่สุดมีมูลค่าเพียงไม่กี่สตางค์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ Bitcoin ยังสามารถพิสูจน์ความจริงแท้ได้ง่ายกว่าทองคำมาก Bitcoin ไม่ได้มาทำให้เงินเฟียตล่มสลาย แต่เป็น "เรือชูชีพ" หรือ "เรืออาร์ค" ที่ช่วยให้ผู้คนมีชีวิตรอดในยุคที่เงินดอลลาร์และเงินเฟียตกำลังถูกพิมพ์เพิ่มอย่างไม่หยุดยั้งและเสื่อมค่าลง ในประเด็นว่า Bitcoin แพงไปหรือไม่ การวัดค่า Bitcoin กับเงินบาทหรือดอลลาร์แล้วรู้สึกว่าแพง เป็นเพราะตัวหน่วยวัดเอง (เงินเฟียต) ก็กำลังเสื่อมค่าลง อ. พิริยะ ระบุว่า "ยิ่งคุณถือ (เงินเฟียต) ไปเรื่อยๆ (Bitcoin) มันก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ" สำหรับคนที่มีเงินน้อย "คุณไม่จำเป็นต้องซื้อ 1 Bitcoin" คุณสามารถซื้อหน่วยย่อยที่เรียกว่า ซาโตชิ ได้ด้วยเงินจำนวนน้อยนิด เช่น 1 บาท หรือหลักสิบ หลักร้อย หลักพันบาท แม้แต่มหาเศรษฐีทั่วโลกเมื่อรวมกันแล้ว ก็ยังไม่สามารถถือ Bitcoin ได้คนละ 1 Bitcoin ด้วยซ้ำจากจำนวนประชากรโลกทั้งหมด ข้อมูลจาก River Financial ที่ระบุว่า Bitcoin Adoption ทั่วโลกในปี 2025 ยังอยู่ที่เพียงประมาณ 3% เทียบเท่ากับ Online Banking ในปี 1996 หรือ Social Media ในปี 2005 ถ้าเปรียบเทียบ Bitcoin กับ Adoption Curve ของอินเทอร์เน็ตในยุคปี 1990 เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (early) มากๆ มูลค่าตลาดปัจจุบันของ Bitcoin อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ Total Addressable Market Cap ในฐานะ Store Value เพียงอย่างเดียว อาจสูงถึง 225 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหมายถึงยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อีกประมาณ 36 เท่า (ตามการวิเคราะห์แบบ Conservative ของ River Financial) สำหรับข้อกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำและการที่คนจนอาจไม่มีโอกาส อ. พิริยะ มองว่านี่เป็นการมองปัญหาที่ตื้นเขิน ในระบบ "เงินสร้างง่าย" (Fiat) คนจะโฟกัสที่ตัวเลขเงินที่เพิ่มขึ้น แต่กลับซื้อของได้น้อยลง อำนาจการจับจ่ายลดลง และความมั่งคั่งถูกรวมศูนย์ไปที่คนกลุ่มน้อยที่สามารถให้เงินงอกเงยจากหนี้ได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยง ตรงกันข้าม ในระบบ "เงินสร้างยาก" (Hard Money) เงินนั้นผลิตยาก ต้นทุนสูง คนจะไม่นำกำลังการผลิตไปผลิตเงิน แต่จะไปผลิตสินค้าและบริการ ทำให้ของถูกลง เงินที่อยู่ในกระเป๋าสามารถซื้อได้มากขึ้น คนที่มีเงินสร้างยากจำนวนมาก (เช่น Bitcoin หรือทองคำ) ทางเดียวที่มันจะเกิดประโยชน์คือต้องนำออกมาใช้หรือลงทุนในกิจการที่สร้างประโยชน์ ทำให้เกิด Social Mobility และการพัฒนาสังคมอย่างแท้จริง การจะถือ Bitcoin ได้ในระยะยาวต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจ Bitcoin ยังอยู่ในช่วงที่มีความผันผวนสูง ซึ่งทำหน้าที่คัดกรองผู้ถือให้เหลือแต่คนที่เข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อปกป้องเครือข่ายจากการโจมตี "บิตคอยน์ไม่ใช่เรื่องของการแสวงหาผลกำไร หรือว่าการหวังรวยรัดรวยเร็วอีกต่อไป มันคือมันคือทางในการมีชีวิตรอดทางหนึ่ง" แนะนำให้ "เก็บออม" ใน Bitcoin ด้วยเงินที่ไม่กระทบต่อการใช้ชีวิต แต่เป็นเงินที่ต้องการเก็บรักษา ท้ายสุด อ. พิริยะ ย้ำว่า Bitcoin มีเพียงชนิดเดียวเท่านั้น เหรียญอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาดไม่ใช่ Bitcoin เหรียญอื่นๆ ส่วนใหญ่เปรียบเสมือนว่าเป็นธุรกิจ Startup ที่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนในหุ้น Startup ทั่วไป #SiamStr #SorawichToday สรุปจากไลฟ์ : https://www.youtube.com/live/02sRBu-UBWs สั่งซื้อหนังสือ #TheBitcoinStandard คลิก 📌 bit.ly/TheBitcoinStandard-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ คลิก 📌 bit.ly/EIOL-Shopee สั่งซื้อหนังสือ #เงินเฟ้อคือคดีอาญา คลิก 📌 bit.ly/InflationIsACrime-Shopee image