coffee 2 weeks ago ตรรกะที่ปัญญาอ่อนที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยน่าจะเป็นคำว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” . #siamstr
coffee 2 weeks ago การกรองคนออกจากชีวิตแบบหยาบๆ และไม่ต้องกลัวคิดผิด คือ เอาไอ้พวกที่สนับสนุนการรัฐประหาร ออกไป . #siamstr
coffee 3 weeks ago "Economic Energy" และ สัจธรรมแห่งการเข่นฆ่าตลอดหลายพันปี . ตลอดหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ กลิ่นคาวเลือดและควันไฟไม่เคยจางหายไปจากโลก . เราถูกสอนให้จดจำสงครามในฐานะการต่อสู้ระหว่าง "ความดี" กับ "ความชั่ว" ระหว่าง "ศรัทธา" กับ "คนนอกรีต" หรือระหว่าง "เสรีภาพ" กับ "เผด็จการ" . ทว่าหากเราลองปัดฝุ่นละอองของ "คำอธิบายปลายเหตุ" เหล่านี้ทิ้งไป เราจะพบความจริงที่เปลือยเปล่าและเย็นชาเพียงข้อเดียว: มนุษย์ไม่ได้ฆ่ากันเพื่อพระเจ้า อุดมการณ์ หรือเชื้อชาติ . แต่...มนุษย์ฆ่ากันเพื่อครอบครอง "Economic Energy" (พลังงานทางเศรษฐกิจ) . 1. อุดมการณ์คือ "เสื้อคลุม" ของความขัดแย้ง ทำไมเราต้องมีอุดมการณ์? คำตอบนั้นเรียบง่าย: เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องการ "ความชอบธรรม" ในการกำจัดผู้อื่น การเดินไปบอกทหารว่า "จงไปตายเพื่อให้ข้าพเจ้ารวยขึ้น" ไม่สามารถสร้างกองทัพได้ แต่การบอกว่า "จงไปรบเพื่อพระเจ้า" หรือ "จงสู้เพื่อปกป้องเกียรติของเชื้อชาติ" สามารถสร้างแรงขับเคลื่อนมหาศาล . ในความเป็นจริง สงครามครูเสดไม่ใช่เรื่องของศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการแย่งชิงเส้นทางการค้าในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สงครามโลกครั้งที่สองไม่ใช่แค่เรื่องของลัทธิฟาสซิสต์ แต่มันคือการดิ้นรนหา ทรัพยากรมาเลี้ยงปากท้องคนในชาติที่กำลังอดอยาก เมื่อใดที่มี Economic Energy (ที่ดิน, แรงงาน, แหล่งพลังงาน, เทคโนโลยี) ให้แย่งชิง เมื่อนั้นคำอธิบายปลายเหตุจะถูกผลิตซ้ำออกมาทันที . . 2. บทเรียนจากยุคทอง: เมื่อความมั่งคั่งสร้างความอดทนอดกลั้น ข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของสมมติฐานนี้คือ เมื่อใดที่สังคมหนึ่งสามารถสะสม Economic Energy ได้จนล้นเกิน (Abundance) ความขัดแย้งทางอุดมการณ์จะมลายหายไปอย่างน่าอัศจรรย์ . ลองพิจารณา ยุคเฟื่องฟูของจักรวรรดิออตโตมัน (ตุรกี) ในช่วงที่คุมเส้นทางการค้าโลกและมีความมั่งคั่งถึงขีดสุด ในยุคนั้น "พระเจ้า" กลายเป็นเรื่องปัจเจกอย่างแท้จริง . มนุษย์ไม่ได้เลิกเชื่อในพระเจ้า แต่พวกเขา "เลิกใช้พระเจ้าเป็นอาวุธ" ในสภาพสังคมที่ทุกคนมีกิน มีความมั่นคง และเห็นอนาคต การที่ใครสักคนจะวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาหรือด่าทอความเชื่อกระแสหลัก กลับกลายเป็นเรื่องที่ไม่มีใครใส่ใจ เพราะมันไม่ส่งผลต่อ "ความมั่งคั่ง" ในกระเป๋า . "ความใจกว้าง (Tolerance) ไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้จริยธรรม แต่เกิดจากการที่มนุษย์ไม่มีความจำเป็นต้อง 'กลัว' การสูญเสียทรัพยากรให้กับคนเห็นต่าง" . . 3. ความคลั่งคือเสียงครวญของความหิวโหย ในทางตรงกันข้าม เมื่อ Economic Energy เริ่มหดตัวหรือถูกจัดสรรอย่างไม่เป็นธรรม ลัทธิ "คลั่งชาติ" หรือ "คลั่งสถาบัน" จะถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพทันที . ในสังคมที่ขาดแคลน มนุษย์จะถูกดึงพลังงานชีวิตออกไปจนหมดสิ้น พวกเขาไม่มีต้นทุนเหลือพอที่จะสร้าง "ตัวตน" หรือ "ความสำเร็จส่วนบุคคล" ในวินาทีนั้นเอง "ชาติ" หรือ "สถาบัน" จึงถูกหยิบยื่นให้เป็นอัตลักษณ์สำเร็จรูป มนุษย์ที่ไม่มีอะไรจะกินจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าขึ้นมาทันทีเมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตนเอง . การปั่นหัวให้คน "คลั่ง" คือกลไกการป้องกันตัวของระบบที่ล้มเหลว มันเปลี่ยนความโกรธแค้นจากความยากจน ให้กลายเป็นความเกลียดชังต่อ "พวกชังชาติ" หรือ "คนนอกรีต" แทน เพื่อให้การยึดครอง Economic Energy ของชนชั้นนำดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีใครตั้งคำถาม . . 4. จากผืนดินสู่ "ผืนข้อมูล": พลังงานในโลกยุคใหม่ ในศตวรรษที่ 21 Economic Energy ได้กลายพันธุ์ไปอยู่ในรูปของ "ข้อมูล" (Data) ซึ่งเปรียบเสมือนกระแสไฟฟ้าที่ไหลเวียนและขับเคลื่อนโลก . สงครามในปัจจุบันไม่ได้เริ่มต้นที่ชายแดน แต่เริ่มต้นที่ "หน้าฟีด" ของโซเชียลมีเดีย เราสู้กันด้วยอัลกอริทึมเพื่อแย่งชิง Attention Economy (เศรษฐกิจแห่งความสนใจ) ใครที่คุมข้อมูลได้ คือผู้ที่คุมทิศทางของกระแสเงินสดและอำนาจทางการเมือง อุดมการณ์สมัยใหม่อาจดูทันสมัยขึ้น ดูเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น . แต่หากลองพิจารณาดูให้ดี มันก็ยังคงเป็นแค่ "ม่านหมอกดิจิทัล" ที่ปกคลุมการแย่งชิงพลังงานทางเศรษฐกิจแบบเดิมที่เราทำมาตลอดหลายพันปี . . บทสรุป: สันติภาพที่แท้จริงคือการแก้โจทย์พลังงาน . ประวัติศาสตร์บอกเราชัดเจนว่า การพยายามเอา "เหตุผล" ไปสู้กับ "ความคลั่ง" นั้นไร้ผล เพราะรากเหง้าของความรุนแรงไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยู่ที่ท้องและกระเป๋าสตางค์ . หากเราต้องการเห็นโลกที่มีสันติภาพ เราไม่ต้องไปสอนวิชาศีลธรรม แต่เราต้องสร้างระบบที่ทำให้ Economic Energy มีอยู่อย่างมหาศาลและเข้าถึงได้โดยง่ายจน "ไม่คุ้มที่จะรบ" มนุษย์จะเลิกฆ่ากัน ไม่ใช่เพราะเราเป็นคนดีขึ้น แต่เพราะเราอุดมสมบูรณ์ และไม่คุ้มที่จะไป “หาเรื่องตาย" เพื่อคำอธิบายปลายเหตุเหล่านั้นอีกต่อไป #siamstr
coffee 3 weeks ago คนอย่าง เต้ มงคลกิตต ดูจะได้พื้นที่สื่อเยอะมากกว่าคนที่มีความสามารถจริงๆ . บางทีเราก็ต้องคอยเตือนตัวเอง และคนรอบข้างว่า ยุคนี้การกลายเป็นที่รู้จักมันสำคัญ และคนก็เริ่มทำทุกอย่างเพื่อให้เป็นที่รู้จัก . สื่อก็ทำทุกอย่างเพื่อให้มีคนมา engage . ความบ้าๆบอๆ ถูกขยายความจนเลยเถิด . ต้องช่วยกันรณรงค์งดการแชร์ไร้สาระ . ไม่งั้นอีกหน่อย ก็อาจจะเจอกันเมืองที่มัน เล่นพิเรน มากกว่านี้ก็ได้ #siamstr
coffee 3 weeks ago สลิ่มนี่ไม่ใช่คำด่านะ . แต่มันเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มคน ที่มี character แบบนึง . ซึ่งเราจะรู้ได้เองหลังจากได้มีโอกาส พูดคุย หรือฟังในสิ่งที่เค้าคิด . bluesky, topnews เป็นกำลังสำคัญในการบ่มเพาะคนกลุ่มนี้ขึ้นมา . แปลกดี #siamstr
coffee 4 weeks ago พรรคประชาชน โดนด่า เพราะยกมือโหวต อนุทินมาเป็นนายก . ทำไมตอนนี้คนเดิมที่ด่าพรรคประชาชน ดันมาเชียร์ให้อนุทินเป็นนายกอีกแล้วล่ะ . #siamstr
coffee 4 weeks ago เปิด FB ที มันก็เสิร์ฟข่าวนี้เลย อย่างว่านะ เงินเฟ้อขนาดนี้ รีบเก็บ btc กันเถอะ #siamstr
coffee 4 weeks ago ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบคำว่า “We are early” เท่าไหร่ (แต่จริงๆ เหมือนก่อนก็พูดบ่อยอ่ะนะ 555) . เพราะมันทำให้ Bitcoin ดูเหมือนแค่การแข่งกันเข้ามาเร็ว เพื่อหวังกำไรราคา . แต่จริง ๆ แล้ว… ไม่ว่าใครจะเข้ามาตอนไหน . Bitcoin ก็ยังเป็น “เงินของประชาชน” เหมือนเดิมทุกประการ . • ไม่มีรัฐบาลหรือธนาคารกลางคนไหนควบคุมได้ • ทุกคนเข้าถึงได้เท่าเทียม ไม่ต้องขออนุญาต • ป้องกันการยึดทรัพย์และการเซ็นเซอร์ • มีแค่ 21 ล้านเหรียญ ตายตัว ไม่พิมพ์เพิ่ม . เงินที่เป็นอิสระ เงินที่เป็นของประชาชนจริง ๆ . เหมือนกันทุกคน ไม่มี early หรือ late . Bitcoin is people’s money. No matter when. . #Bitcoin #siamstr
coffee 4 weeks ago เห็นคนไป comment ตามโพสพรรคประชาชนว่า “ผมไม่เลือกแน่พรรคนี้” เยอะมาก . เข้าใจแหล่ะว่า io . แต่สำหรับ พวกที่เป็นคนจริงๆ ก็น่าจะบอกต่อซักหน่อยว่า แล้วเอ็งจะเลือกพรรคไหน... แอบอยากรู้ . หรือจริงๆแล้วพวกเอ็งก็อายที่จะพูด #siamstr
coffee 4 weeks ago มนุษย์ฆ่ากันมาตลอดหลายพันปี ศาสนา อุดมการณ์ เชื้อชาติ ประชาธิปไตย ล้วนเป็น “คำอธิบายปลายเหตุ” เหตุจริงมีอย่างเดียว: ใครจะได้ครอบครอง economic energy #siamstr