แนวคิดภูมิศาสตร์เชิงเวลา (Time-geography) ของ Torsten Hägerstrand ซึ่งเป็นทฤษฎีที่วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ เวลา และพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเน้นย้ำว่าบุคคลมีข้อจำกัดด้านกายภาพที่ไม่สามารถแยกส่วนได้และต้องดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของเวลาและสถานที่ตลอดเวลา แหล่งข้อมูลได้เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจาก สังคมเกษตรกรรม สู่ สังคมอุตสาหกรรม เพื่อชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีและการจัดการเมืองส่งผลต่อการจัดสรรเวลาในกิจกรรมประจำวันอย่างไร นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอ ระบบสัญลักษณ์ และแนวคิดสำคัญ เช่น เส้นทางชีวิต (individual path) และ ข้อจำกัดเชิงพื้นที่-เวลา (prism) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนผังเมือง การวิเคราะห์ตลาดแรงงาน และการทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้พลังงานในครัวเรือน ท้ายที่สุดบทความยังครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ในบริบทสมัยใหม่เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม การจัดการระบบขนส่งสาธารณะ และผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อการเคลื่อนที่ของมนุษย์ในโลกยุคปัจจุบัน ชีวิตไม่ได้หมุนตามนาฬิกา: 4 แนวคิดจาก "ภูมิศาสตร์เวลา" ที่จะเปลี่ยนมุมมองคุณไปตลอดกาล เคยรู้สึกไหมว่าวันๆ หนึ่งหมดไปกับการพยายามทำทุกอย่างให้ลงตารางเวลา? เราวิ่งวุ่นระหว่างบ้าน ที่ทำงาน และธุระต่างๆ ราวกับมีพลังที่มองไม่เห็นคอยบีบคั้นและจัดสรรเวลาของเราอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกเหมือนถูกจำกัดด้วยเวลาและสถานที่นี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนต่างคุ้นเคยกันดี แต่ถ้าเรามีวิธีมองเห็นพลังที่ว่านี้ล่ะ? ขอแนะนำให้รู้จักกับ "ภูมิศาสตร์เวลา" (Time-Geography) กรอบแนวคิดอันน่าทึ่งที่พัฒนาโดย Torsten Hägerstrand นักภูมิศาสตร์ชาวสวีเดน ศาสตร์แขนงนี้มอบเครื่องมือที่ทรงพลังในการสร้างภาพและทำความเข้าใจแรงกดดันที่ควบคุมชีวิตประจำวันของเรา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 4 แนวคิดสำคัญที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งจะเผยให้เห็นว่า "เส้นทาง" ชีวิตประจำวันของเราถูกควบคุมโดย "ข้อจำกัด" ที่มองไม่เห็น และเปิดเผยมิติของ "ความเป็นไปได้" ที่ซ่อนอยู่ในตารางเวลาของเราอย่างไร 1. ชีวิตของคุณคือ "เส้นทาง" ที่ลากผ่านปริภูมิ-เวลา แนวคิดแรกและพื้นฐานที่สุดของภูมิศาสตร์เวลาคือ "เส้นทางของปัจเจก" (individual path) ลองจินตนาการว่าชีวิตของคุณไม่ใช่แค่ลำดับของเหตุการณ์ในปฏิทิน แต่เป็นเส้นต่อเนื่องที่ลากผ่านทั้ง "ปริภูมิ" (space) และ "เวลา" (time) พร้อมๆ กัน ทุกครั้งที่คุณเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเดินไปร้านกาแฟหรือขับรถไปทำงาน "เส้นทาง" ของคุณกำลังถูกวาดขึ้นบนแผนที่แห่งปริภูมิ-เวลา แต่จุดที่น่าทึ่งที่สุดคือ แม้ในขณะที่คุณนั่งนิ่งๆ อยู่ที่โต๊ะทำงาน เส้นทางของคุณก็ยังคงเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งตามแกนเวลา ในมุมมองของภูมิศาสตร์เวลาแล้ว เราไม่เคย "หยุดนิ่ง" อย่างแท้จริง แนวคิดนี้เปลี่ยนตารางเวลาที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นการเดินทางที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มันย้ำเตือนเราว่าเวลาไม่ใช่แค่ตัวเลขบนนาฬิกา แต่มันคือมิติทางกายภาพที่แยกออกจากตัวตนและการดำรงอยู่ของเราไม่ได้เลย "[T]ime does not admit escape for the individual. ( . . . ) As long as he is alive at all, he has to pass every point on the time-scale" (Hägerstrand 1970: 10). (คำแปล: เวลาไม่อนุญาตให้ปัจเจกบุคคลหลบหนีไปได้ (...) ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องเคลื่อนผ่านทุกจุดบนแกนเวลา) เมื่อเราเข้าใจว่าชีวิตคือเส้นทางที่เกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อไปคือ แล้วอนาคตข้างหน้าของเรามีหน้าตาเป็นอย่างไร? ภูมิศาสตร์เวลาตอบคำถามนี้ด้วยแนวคิดที่เรียกว่า 'ปริซึม' 2. อนาคตของคุณถูกจำกัดอยู่ใน "ปริซึม" แห่งความเป็นไปได้ หาก "เส้นทาง" คืออดีตที่เกิดขึ้นแล้ว "ปริซึม" (prism) ก็คือภาพของอนาคตที่เป็นไปได้ของคุณ ปริซึมในทางภูมิศาสตร์เวลาคือขอบเขตของทุกจุดในปริภูมิ-เวลาที่คุณสามารถไปถึงได้ในอนาคต โดยขนาดและรูปทรงของปริซึมนี้จะถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก 3 ประการ • ตำแหน่งปัจจุบันของคุณ: จุดเริ่มต้นของการเดินทางในอนาคต • ความเร็วของยานพาหนะที่มี: คุณไปได้ไกลและเร็วแค่ไหน • ข้อบังคับที่ต้องกลับไปยังสถานที่หนึ่งในเวลาที่กำหนด: เช่น การต้องกลับบ้านให้ทันอาหารเย็น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปริซึมแห่งโอกาสนี้จะ 'หดเล็กลง' เรื่อยๆ เมื่อเวลาเดินไปข้างหน้า และรูปทรงของมันจะเปลี่ยนไปทันทีที่คุณเริ่มเคลื่อนที่ หมายความว่าทุกการตัดสินใจและทุกวินาทีที่ผ่านไป ไม่เพียงแต่ลดทอนตัวเลือก แต่ยังเปลี่ยนแปลงขอบเขตความเป็นไปได้ในอนาคตของคุณด้วย แนวคิดเรื่องปริซึมนี้ทรงพลังเพราะมันมอบภาพเปรียบเทียบที่จับต้องได้สำหรับตัวเลือกที่มีอยู่อย่างจำกัดของเรา และการแลกเปลี่ยน (trade-off) ที่เราต้องทำอยู่ตลอดเวลากับเวลาที่เดินไปไม่หยุด ปริซึมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ขนาดและรูปทรงของมันถูกกำหนดอย่างมหาศาลจากโครงสร้างของสังคมที่เราอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญลำดับถัดไป 3. เราอาศัยอยู่ใน "สังคมแนวนอน" ที่ซับซ้อน Torsten Hägerstrand ได้แบ่งสังคมออกเป็นสองรูปแบบเพื่ออธิบายความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตของเรา • สังคมแนวตั้ง (Vertically linked society): คือสังคมระยะใกล้ เช่น สังคมเกษตรกรรม ที่การผลิตและการบริโภคเกิดขึ้นในพื้นที่ใกล้เคียงกัน • สังคมแนวนอน (Horizontally linked society): คือสังคมระยะไกลอย่างสังคมอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ที่กิจกรรมต่างๆ และหน่วยการผลิตกระจายตัวอยู่ห่างไกลกันทางภูมิศาสตร์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือการเตรียมอาหารสักมื้อ ในสังคมเกษตรกรรม (แนวตั้ง) ครัวเรือนหนึ่งอาจต้องทำทุกอย่างตั้งแต่ "เมล็ดพันธุ์ไปจนถึงขนมปัง" (from seed to bread) กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นใกล้บ้าน แต่ในสังคมสมัยใหม่ (แนวนอน) การเตรียมอาหารของเราต้องพึ่งพาเครือข่ายอุตสาหกรรมเฉพาะทางและการขนส่งระยะไกลจากทั่วทุกมุมโลก การเปลี่ยนแปลงสู่ "สังคมแนวนอน" นี้ส่งผลโดยตรงต่อ "เส้นทาง" ของเรา ทำให้มันยาวขึ้นและซับซ้อนขึ้นอย่างมหาศาล และยังบีบอัด "ปริซึม" แห่งความเป็นไปได้ของเราด้วย "ข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ" รูปแบบใหม่ๆ เราต้องพึ่งพาคนขับรถส่งของในอีกซีกโลกหนึ่งเพื่อให้มื้อเย็นของเราสำเร็จลุล่วง และโครงสร้างสังคมแนวนอนที่ซับซ้อนนี้เองที่เป็นรากฐานของ "ข้อจำกัด" ที่มองไม่เห็น ซึ่งเป็นแนวคิดสุดท้ายที่เราจะมาสำรวจกัน 4. "ข้อจำกัด" 3 ประการที่ควบคุมตารางเวลาของคุณอย่างลับๆ เคยสงสัยไหมว่าทำไมเราถึงไม่สามารถทำทุกอย่างที่อยากทำได้สำเร็จในหนึ่งวัน? ภูมิศาสตร์เวลาชี้ว่าชีวิตของเราถูกควบคุมโดย "ข้อจำกัด" (constraints) 3 ประเภทหลักๆ ที่คอยกำกับตารางเวลาของเราอยู่เบื้องหลัง • ข้อจำกัดด้านขีดความสามารถ (Capability constraints): ข้อจำกัดที่เกิดจากร่างกายและเครื่องมือของเรา หรือสิ่งที่เราทำได้และทำไม่ได้ทางกายภาพ เช่น เราจำเป็นต้องนอนหลับพักผ่อน หรือเราไม่สามารถไปที่ไหนไกลๆ ได้เพราะไม่มีรถยนต์ • ข้อจำกัดด้านอำนาจ (Authority constraints): ข้อจำกัดที่เกิดจากกฎเกณฑ์และอำนาจที่ควบคุมว่าใครสามารถเข้าถึงสถานที่ใดได้ในเวลาใด ซึ่งมักเป็นผลผลิตของวัฒนธรรมและข้อตกลงทางสังคม เช่น เวลาทำการของออฟฟิศ เวลาเปิด-ปิดของร้านค้า หรือกฎหมายของประเทศ • ข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อ (Coupling constraints): ข้อจำกัดที่เกิดจากความจำเป็นที่ต้องมาอยู่รวมกันกับคนอื่นหรือสิ่งของเพื่อทำกิจกรรมให้สำเร็จ เช่น การเข้าประชุมที่ต้องมีเพื่อนร่วมงานพร้อมหน้า การดูแลเด็กที่ต้องมีผู้ใหญ่อยู่ด้วย หรือการซื้อของที่ต้องมีพนักงานแคชเชียร์ การทำความเข้าใจข้อจำกัดทั้งสามนี้มอบ "ภาษา" ที่แม่นยำให้เราสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ทำไม วันเวลาของเราถึงมีโครงสร้างอย่างที่เป็นอยู่ และช่วยให้เราระบุอุปสรรคที่แท้จริงที่เรากำลังเผชิญได้อย่างชัดเจน บทสรุป ภูมิศาสตร์เวลาสอนให้เรามองเวลาไม่ใช่แค่สิ่งที่วัดได้ด้วยนาฬิกา แต่ในฐานะมิติทางกายภาพที่จับต้องได้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดโครงสร้างการดำรงอยู่และการมีปฏิสัมพันธ์ของเรากับโลกรอบตัว มันเปลี่ยนมุมมองของเราจากแค่ "มีเวลาไม่พอ" ไปสู่การเข้าใจว่า "เวลาและสถานที่มีอยู่อย่างจำกัด" อย่างแท้จริง เมื่อคุณได้เห็น 'เส้นทาง' และ 'ปริซึม' ที่กำหนดวันของคุณแล้ว มี 'ข้อจำกัด' ข้อไหนที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงเพื่อขยายโลกของคุณให้กว้างขึ้นได้บ้าง? #Siamstr
ไม่มีร้านทองที่ไหนอยากถือทองที่ยอดดอย Good luck #Siamstr
"ความคิด" มีความเร็วหลุดพ้นหรือไม่? ในการหาคำตอบว่า "ความคิด" มีความเร็วหลุดพ้นหรือไม่ เราต้องนิยามก่อนว่าความคิดคืออะไรในเชิงฟิสิกส์ และมันต้อง "หลุดพ้น" จากอะไร 1. มุมมองทางชีววิทยาและไฟฟ้าเคมี (The Biological Reality) ในเชิงวิทยาศาสตร์ ความคิดเกิดจากสัญญาณไฟฟ้า (Nerve Impulses) และปฏิกิริยาเคมีระหว่างไซแนปส์ในสมอง ความเร็วของความคิด: สัญญาณประสาทเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดประมาณ 120 เมตรต่อวินาที (m/s) การเปรียบเทียบ: ความเร็วหลุดพ้นของโลก ($v_e$) คือประมาณ 11,200 เมตรต่อวินาที (m/s) สรุป: หากพิจารณาว่าความคิดคือสัญญาณไฟฟ้าภายในเซลล์เนื้อเยื่อ ความคิด "ไม่มีความเร็วเพียงพอ" ที่จะหลุดพ้นจากแรงโน้มถ่วงได้ด้วยตัวเอง และมันถูกจำกัดอยู่ภายในโครงสร้างทางกายภาพของสมอง 2. มุมมองทางสารสนเทศและคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Information Theory) หากเรานิยามว่าความคิดคือ "ข้อมูล (Information)" และเราส่งความคิดนั้นออกมาในรูปแบบของคลื่นวิทยุหรือสัญญาณดิจิทัล ความเร็วของสัญญาณ: ข้อมูลที่ถูกส่งผ่านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางด้วย ความเร็วแสง ($c$) ประมาณ 300,000,000 เมตรต่อวินาที การเปรียบเทียบ: $c \gg v_e$ (ความเร็วแสงมากกว่าความเร็วหลุดพ้นของโลกมหาศาล) สรุป: ในแง่นี้ ความคิดที่ถูกแปรรูปเป็นพลังงานหรือข้อมูลไฟฟ้า "มีความเร็วหลุดพ้น" และสามารถเดินทางข้ามผ่านสนามโน้มถ่วงของดาวเคราะห์ หรือแม้แต่หลุดพ้นจากระบบสุริยะไปสู่ดวงดาวอื่นได้ไม่จำกัด 3. มุมมองทางฟิสิกส์ทฤษฎีและจินตนาการ (Theoretical Physics & Imagination) ในเชิงฟิสิกส์ ความเร็วหลุดพ้นมีไว้สำหรับวัตถุที่มี "มวล (Mass)" ความคิดมีมวลหรือไม่? ตามสมการ $E=mc^2$ พลังงานที่ใช้ในการคิดมีค่าเทียบเท่ากับมวลจำนวนมหาศาลที่น้อยจนเกือบเป็นศูนย์ (ประมาณ $10^{-15}$ กรัมต่อหนึ่งความคิด) ขอบเขตของจินตนาการ: ความคิดไม่มีข้อจำกัดด้านระยะทางและเวลา (Space-time) เราสามารถคิดถึงกาแล็กซีที่อยู่ห่างออกไปพันล้านปีแสงได้ในเสี้ยววินาที สรุป: ความคิดในฐานะจินตนาการ "ไม่อยู่ภายใต้กฎของความเร็วหลุดพ้น" เพราะมันไม่ได้เคลื่อนที่ผ่านช่องว่างทางกายภาพ แต่เป็นการจำลองโครงสร้างข้อมูลภายในจิตใจ #Siamstr
ถ้าไม่มีเวลาอยู่ในสมการ 🪐 who are u ? #Siam
image และฉันกำลังจะยื่นงานนี้ในไทย 🌝 #Siamstr
image Grounding #Siamstr
image 0 ของเราไม่เท่ากันพี่ชิตกล่าว #siamstr
image Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งในแรงพลักดันให้เราเลือกที่จะเรียนต่อ..เพราะเราเริ่มเห็นความหวัง จบแล้วฮาฟฟ ป.โท วิศวกรรมเว็บ 🎈🎈🎈 #Siamstr
มีแต่พวกมึงนั่นแหละที่เปลี่ยน bitcoin มันอยู่ของมันเฉยๆ พวกอินฟูวววววรู้ดี #Siamstr
ทงคัตสึร้อนๆไหมฮะ 😋 #Siamstr