
เสรีภาพภายใต้โครงสร้างอำนาจ
เสรีนิยม ประชาธิปไตย และคำถามเชิง Metapolitics
⸻
บทนำ: เมื่อเสรีภาพกลายเป็นภาษาของอำนาจ
ในโลกการเมืองสมัยใหม่ “เสรีภาพ” มักถูกนำเสนอในฐานะคุณค่าสูงสุดของสังคมประชาธิปไตย
ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพในการแสดงออก การเลือกตั้ง หรือการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่าเสรีภาพอย่างกว้างขวางกลับซ่อนความย้อนแย้งสำคัญไว้ นั่นคือ
เสรีภาพจำนวนมากดำรงอยู่โดยไม่แตะต้องโครงสร้างอำนาจที่กำหนดเงื่อนไขของมัน
บทความนี้เสนอว่า ปัญหาหลักของเสรีนิยมและประชาธิปไตยร่วมสมัย
ไม่ใช่การขาดเสรีภาพ
แต่คือการที่เสรีภาพถูกจำกัดให้อยู่ ภายในกรอบที่อำนาจออกแบบไว้แล้ว
ซึ่งจำเป็นต้องทำความเข้าใจผ่านกรอบ Metapolitics — การเมืองว่าด้วยเงื่อนไขของการเมืองเอง
⸻
1. เสรีนิยมในฐานะกรอบความคิด ไม่ใช่ความเป็นกลาง
เสรีนิยม (liberalism) มักถูกเข้าใจว่าเป็นแนวคิด “กลาง” ทางการเมือง
แต่ในทางทฤษฎี เสรีนิยมคือกรอบอภิปรัชญาที่ตั้งสมมติฐานเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับมนุษย์และสังคม เช่น
• มนุษย์เป็นปัจเจกที่มีเหตุผล
• สังคมคือผลรวมของการตัดสินใจส่วนบุคคล
• อำนาจชอบธรรมได้จากความยินยอม (consent)
สมมติฐานเหล่านี้ไม่ได้เป็นสัจธรรมสากล
แต่เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่ โดยเฉพาะยุค Enlightenment
ซึ่งผูกเสรีภาพเข้ากับกฎหมาย รัฐชาติ และกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล (Gray, 1995; Losurdo, 2011)
ดังนั้น เสรีนิยมจึงไม่ใช่การปลดปล่อยจากอำนาจ
แต่เป็น การจัดระเบียบอำนาจในรูปแบบหนึ่ง
⸻
2. ความยินยอม (Consent) ในโลกทฤษฎีกับโลกจริง
แนวคิดเรื่องความยินยอมเป็นรากฐานของรัฐสมัยใหม่
ตั้งแต่ทฤษฎีสัญญาประชาคมของ Hobbes, Locke จนถึง Rousseau
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยทางรัฐศาสตร์จำนวนมากชี้ว่า
ความยินยอมในโลกจริงมีลักษณะเป็น โครงสร้างบังคับ มากกว่า การเลือกอย่างเสรี
ประชาชนไม่ได้
• เลือกรัฐที่ตนเกิดมา
• เลือกกรอบกฎหมายพื้นฐาน
• เลือกเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต
การ “ไม่ยินยอม” จึงแทบไม่ก่อให้เกิดทางเลือกใหม่
แต่กลับเพิ่มต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจแก่ผู้ไม่ยอมรับระบบ
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกสภาวะนี้ว่า consent by default
หรือความยินยอมที่เกิดจากการไม่มีทางเลือก (Hirschman, 1970; Scott, 1998)
⸻
3. ประชาธิปไตยกับการจัดการการรับรู้
แม้ประชาธิปไตยจะยึดหลักอำนาจอธิปไตยของประชาชน
แต่งานวิจัยจำนวนมากชี้ว่า ระบบประชาธิปไตยสมัยใหม่พึ่งพา
การจัดการความคิดและการรับรู้ (perception management) อย่างเข้มข้น
ตั้งแต่การกำหนดกรอบข่าว
การสร้าง narrative ทางนโยบาย
ไปจนถึงการทำให้บางประเด็น “เป็นไปไม่ได้ทางการเมือง” (politically unthinkable)
แนวคิดนี้ถูกวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในงานด้าน communication studies
ซึ่งชี้ว่า “ความเห็นสาธารณะ” ไม่ได้เกิดขึ้นเอง
แต่ถูกผลิตผ่านสื่อ สถาบัน และอำนาจเชิงสัญลักษณ์ (Lippmann, 1922; Chomsky & Herman, 1988)
ประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เพียงระบบการลงคะแนน
แต่เป็นกระบวนการต่อสู้เชิงโครงสร้างว่าด้วย ใครควบคุมกรอบความคิด
⸻
4. เสรีนิยมแบบเลือกบางส่วน และการไม่แตะอำนาจ
หนึ่งในปรากฏการณ์สำคัญของการเมืองร่วมสมัย คือ Selective Liberalism
กล่าวคือ การสนับสนุนเสรีภาพในบางมิติ
โดยไม่แตะต้องโครงสร้างอำนาจที่ลึกกว่า
เช่น
• สนับสนุนสิทธิพลเมือง แต่ไม่แตะอำนาจรัฐรวมศูนย์
• สนับสนุนตลาดแข่งขัน แต่ไม่แตะทุนผูกขาด
• สนับสนุนเสรีภาพการพูด แต่ไม่แตะโครงสร้างสื่อ
ผลลัพธ์คือ เสรีภาพที่มีอยู่จริง
กลับไม่สามารถนำไปสู่การปลดปล่อยเชิงโครงสร้าง
นักทฤษฎีการเมืองเรียกสภาวะนี้ว่า
“liberalism without emancipation” (Mouffe, 2005)
⸻
5. ภาวะยกเว้น (State of Exception) และเสรีภาพที่เปราะบาง
แม้รัฐเสรีนิยมจะอ้างหลักนิติรัฐ (rule of law)
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐสมัยใหม่ทุกแห่งต่างสงวนอำนาจฉุกเฉิน
ซึ่งสามารถระงับสิทธิและกฎหมายได้เมื่อเห็นว่า “จำเป็น”
นักทฤษฎีการเมืองอย่าง Carl Schmitt
ชี้ว่า ผู้มีอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง
คือผู้ที่สามารถตัดสินว่า “เมื่อใดกฎหมายใช้ไม่ได้” (Schmitt, 1922)
งานวิจัยร่วมสมัยพบว่า
ภาวะยกเว้นไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราว
แต่กลายเป็นกลไกปกติของรัฐสมัยใหม่
โดยเฉพาะในบริบทความมั่นคง เศรษฐกิจ และโรคระบาด (Agamben, 2005)
เสรีภาพที่ไม่แตะอำนาจยกเว้น
จึงเป็นเสรีภาพที่เปราะบางโดยโครงสร้าง
⸻
6. Metapolitics: การเมืองนอกกรอบการเมือง
Metapolitics ไม่ได้เสนอ “นโยบายใหม่”
แต่เสนอการตั้งคำถามต่อ กรอบที่ทำให้นโยบายบางแบบคิดได้ และบางแบบคิดไม่ได้
คำถามเชิง metapolitics ได้แก่
• ใครกำหนดขอบเขตของการถกเถียงทางการเมือง
• เหตุใดบางรูปแบบของอำนาจจึงถูกทำให้ “มองไม่เห็น”
• เสรีภาพถูกนิยามเพื่อใคร และเพื่อรักษาโครงสร้างใด
การเมืองในระดับนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพรรค
แต่เกิดในระดับวัฒนธรรม ภาษา ความรู้ และจินตนาการทางสังคม
(de Benoist, 2011; Foucault, 1977)
⸻
บทสรุป: เสรีภาพที่ไม่แตะอำนาจ คือเสรีภาพที่ถูกจัดสรร
บทความนี้เสนอว่า
เสรีภาพภายใต้เสรีนิยมและประชาธิปไตยสมัยใหม่
ไม่ได้หายไป
แต่ถูก จัดวาง ให้อยู่ในขอบเขตที่ไม่สั่นคลอนโครงสร้างอำนาจ
การเปลี่ยนผู้บริหาร
การเปลี่ยนนโยบาย
หรือแม้แต่การเปลี่ยนรัฐธรรมนูญ
อาจไม่เพียงพอ หากไม่แตะคำถามเชิง metapolitics
เพราะเสรีภาพที่แท้จริง
ไม่ใช่เพียงการเลือกภายในกรอบ
แต่คือความสามารถในการตั้งคำถามกับกรอบนั้นเอง
⸻
เอกสารอ้างอิง (คัดเลือก)
• Agamben, G. (2005). State of Exception
• Chomsky, N., & Herman, E. (1988). Manufacturing Consent
• Foucault, M. (1977). Discipline and Punish
• Gray, J. (1995). Liberalism
• Hirschman, A. O. (1970). Exit, Voice, and Loyalty
• Lippmann, W. (1922). Public Opinion
• Losurdo, D. (2011). Liberalism: A Counter-History
• Mouffe, C. (2005). On the Political
• Schmitt, C. (1922). Political Theology
• Scott, J. C. (1998). Seeing Like a State
⸻
7. อำนาจที่มองไม่เห็น: จากกฎหมายสู่ความรู้
หากอำนาจดำรงอยู่เพียงในรูปของกฎหมายหรือการบังคับใช้กำลัง
มันย่อมถูกต่อต้านได้ง่าย
แต่รัฐและสังคมสมัยใหม่กลับพัฒนาอำนาจในรูปแบบที่ มองไม่เห็น มากขึ้น
งานของ Michel Foucault เสนอว่า
อำนาจสมัยใหม่ไม่ได้ทำงานผ่านคำสั่งโดยตรง
แต่ผ่าน ความรู้ (knowledge) บรรทัดฐาน และการทำให้บางพฤติกรรม “เป็นเรื่องปกติ”
(Foucault, 1977)
ในกรอบนี้
• เสรีภาพไม่ถูกห้าม
• แต่ถูก “จัดรูปแบบ”
• ให้สอดคล้องกับสิ่งที่สังคมเห็นว่าเหมาะสม มีเหตุผล และปลอดภัย
ผลคือ ปัจเจกสามารถรู้สึกว่าตนเอง “เลือกอย่างเสรี”
ทั้งที่ตัวเลือกทั้งหมดถูกกำหนดขอบเขตไว้ล่วงหน้าแล้ว
นี่คือสิ่งที่นักทฤษฎีเรียกว่า governmentality
(Foucault, 1991)
⸻
8. เสรีภาพ เศรษฐกิจ และเหตุผลแบบเทคโนแครต
เสรีนิยมร่วมสมัยมักผูกเสรีภาพเข้ากับเหตุผลเชิงเทคนิค
โดยเฉพาะในนามของ
• ประสิทธิภาพ
• ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
• ความมั่นคงของระบบ
การตัดสินใจจำนวนมากจึงถูกย้ายออกจากพื้นที่การเมือง
ไปอยู่ในมือของ
• ผู้เชี่ยวชาญ
• คณะกรรมการอิสระ
• กลไกทางเทคนิคและตัวชี้วัด
นักเศรษฐศาสตร์การเมืองชี้ว่า
กระบวนการนี้ทำให้ประเด็นเชิงอำนาจ
ถูกแปลงเป็น “ปัญหาเชิงเทคนิค”
ซึ่งไม่เปิดพื้นที่ให้ถกเถียงเชิงคุณค่า (Habermas, 1970; Davies, 2014)
เสรีภาพในบริบทนี้
ไม่ใช่เสรีภาพในการกำหนดทิศทางสังคม
แต่เป็นเสรีภาพในการปรับตัวให้เข้ากับระบบที่ “ไม่มีทางเลือกอื่น”
หรือที่เรียกว่า There Is No Alternative – TINA (Fisher, 2009)
⸻
9. ภาวะยกเว้นในฐานะสภาวะปกติ
ในศตวรรษที่ 21
ภาวะฉุกเฉินไม่ได้เป็นเหตุการณ์ชั่วคราวอีกต่อไป
แต่กลายเป็น โหมดการปกครองถาวร
ไม่ว่าจะเป็น
• ความมั่นคง
• การก่อการร้าย
• วิกฤตเศรษฐกิจ
• โรคระบาด
รัฐสามารถระงับสิทธิขั้นพื้นฐาน
โดยอ้าง “ความจำเป็น” ได้อย่างต่อเนื่อง
นักปรัชญาการเมืองอย่าง Giorgio Agamben
ชี้ว่า ภาวะยกเว้นได้ซึมเข้าสู่ชีวิตประจำวัน
จนเส้นแบ่งระหว่างกฎหมายกับการระงับกฎหมายเลือนหายไป
(Agamben, 2005)
ในบริบทนี้
เสรีภาพไม่ได้หายไปในคราวเดียว
แต่ถูก “พักไว้ชั่วคราว” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จนการไม่มีเสรีภาพกลายเป็นเรื่องปกติ
⸻
10. การเมืองแบบเลือกตั้ง กับขีดจำกัดของการเปลี่ยนแปลง
การเลือกตั้งมักถูกมองว่าเป็นกลไกหลักของประชาธิปไตย
แต่ในเชิงโครงสร้าง
มันทำงานภายใต้ข้อจำกัดสำคัญสองประการ
ประการแรก
การเลือกตั้งเปลี่ยน ผู้บริหาร
แต่แทบไม่เปลี่ยน ตรรกะของระบบ
ทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ การบริหาร และอำนาจยกเว้น
ยังคงดำรงอยู่เหมือนเดิม (Crouch, 2004)
ประการที่สอง
การเมืองแบบเลือกตั้งมักบีบให้ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง
ถูกแปลงเป็นการแข่งขันเชิงบุคคลหรือนโยบายระยะสั้น
ทำให้คำถามเชิงรากฐานค่อย ๆ หายไปจากพื้นที่สาธารณะ
นักรัฐศาสตร์เรียกสภาวะนี้ว่า
post-democracy — ประชาธิปไตยที่ยังมีรูปแบบ
แต่ขาดพลังการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง (Crouch, 2004)
⸻
11. Metapolitics กับการเมืองนอกระบบพรรค
Metapolitics เสนอว่า
การเปลี่ยนแปลงเชิงลึก
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการครองอำนาจรัฐ
แต่เริ่มจาก
• ภาษา
• กรอบความคิด
• จินตนาการทางสังคม
การต่อสู้เชิง metapolitics
จึงเกิดในพื้นที่อย่าง
• วัฒนธรรม
• การศึกษา
• สื่อ
• ความรู้ และการนิยาม “ความเป็นไปได้”
เมื่อกรอบความคิดเปลี่ยน
สิ่งที่เคย “เป็นไปไม่ได้”
อาจกลายเป็นเรื่องสามัญ
(de Benoist, 2011; Foucault, 1980)
⸻
บทสรุป: เสรีภาพในฐานะคำถาม ไม่ใช่คำตอบ
เสรีภาพในโลกสมัยใหม่
มักถูกนำเสนอเป็นคำตอบสำเร็จรูป
แต่ในความเป็นจริง
มันควรถูกทำให้กลับมาเป็น คำถามทางการเมือง
ไม่ใช่เพียงว่า
เรามีเสรีภาพมากแค่ไหน
แต่คือ
• เสรีภาพนี้เกิดภายใต้โครงสร้างใด
• ใครได้ประโยชน์จากรูปแบบของมัน
• และมันปิดกั้นจินตนาการแบบใดไว้บ้าง
เสรีภาพที่ไม่ตั้งคำถามกับอำนาจ
อาจเป็นเพียงเสรีภาพที่อำนาจยอมให้มี
แต่เสรีภาพที่แท้จริง
เริ่มต้นจากการตั้งคำถามกับกรอบที่ทำให้เราคิดว่า
“นี่คือทั้งหมดที่เป็นไปได้”
⸻
เอกสารอ้างอิง (เพิ่มเติม)
• Agamben, G. (2005). State of Exception
• Crouch, C. (2004). Post-Democracy
• Davies, W. (2014). The Limits of Neoliberalism
• Fisher, M. (2009). Capitalist Realism
• Foucault, M. (1977). Discipline and Punish
• Foucault, M. (1980). Power/Knowledge
• Foucault, M. (1991). Governmentality
• Habermas, J. (1970). Toward a Rational Society
• de Benoist, A. (2011). The Meaning of Metapolitics
⸻
12. อำนาจเชิงโครงสร้างกับการผลิต “ความเป็นไปได้”
อำนาจที่ทรงพลังที่สุดในสังคมสมัยใหม่ ไม่ใช่อำนาจที่ “สั่งห้าม”
แต่คืออำนาจที่ กำหนดขอบเขตของความเป็นไปได้ (horizon of possibility)
ในเชิงทฤษฎี นี่คืออำนาจที่ทำงานผ่าน
• ภาษาและการตั้งชื่อ
• หมวดหมู่ความรู้
• ตัวชี้วัด ประสิทธิภาพ และเหตุผลเชิงเทคนิค
งานของ Pierre Bourdieu ชี้ว่า
การครอบงำเชิงสัญลักษณ์ (symbolic domination)
ทำให้โครงสร้างอำนาจถูกยอมรับโดยไม่ต้องบังคับ
เพราะมันสอดคล้องกับ สามัญสำนึก ของผู้คน (Bourdieu, 1991)
เมื่อ “สิ่งที่เป็นไปได้” ถูกทำให้แคบลง
การเมืองก็เหลือเพียงการเลือกภายในกรอบ
ไม่ใช่การนิยามกรอบใหม่
⸻
13. ความรู้ในฐานะเทคโนโลยีอำนาจ
สังคมสมัยใหม่มักอ้าง “ข้อมูล” และ “หลักฐานเชิงประจักษ์”
เพื่อสร้างความชอบธรรมให้การตัดสินใจ
แต่คำถามเชิง metapolitics คือ
ข้อมูลแบบใดถูกนับเป็นความรู้ และข้อมูลแบบใดถูกกันออก?
แนวคิด power/knowledge ของ Michel Foucault
แสดงให้เห็นว่า ความรู้ไม่เป็นกลาง
แต่ถูกผลิต คัดเลือก และจัดลำดับความสำคัญ
ภายใต้สถาบันและอำนาจเฉพาะ (Foucault, 1980)
ผลคือ นโยบายจำนวนมาก
ถูกทำให้ดูเหมือน “หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ทั้งที่จริงแล้วเป็นการเลือกทางการเมืองแบบหนึ่ง
(Davies, 2014)
⸻
14. เศรษฐกิจการเมืองของ “เหตุผลจำเป็น”
วาทกรรม ความจำเป็น (necessity)
เป็นเครื่องมือสำคัญของการเมืองร่วมสมัย
• จำเป็นต่อความมั่นคง
• จำเป็นต่อเศรษฐกิจ
• จำเป็นต่อเสถียรภาพของระบบ
วาทกรรมนี้ทำให้การตัดสินใจเชิงอำนาจ
ถูกถอนออกจากการถกเถียงสาธารณะ
และย้ายไปอยู่ในมือผู้เชี่ยวชาญ
นักทฤษฎีวิพากษ์เรียกสภาวะนี้ว่า
depoliticization — การทำให้การเมืองกลายเป็นเรื่องเทคนิค
(Habermas, 1970; Flinders & Buller, 2006)
เมื่อการเมืองถูกทำให้ “ไม่ใช่การเมือง”
เสรีภาพก็ถูกจำกัดให้เหลือเพียงการปรับตัว
⸻
15. การต่อต้านแบบไม่ปะทะ: อำนาจระดับจุลภาค
การต่อต้านเชิง metapolitics
ไม่จำเป็นต้องเป็นการเผชิญหน้ากับรัฐโดยตรง
งานของ James C. Scott
ชี้ให้เห็นรูปแบบ everyday resistance
ซึ่งเกิดในชีวิตประจำวัน ภาษา วัฒนธรรม และการปฏิบัติเล็ก ๆ
ที่บ่อนเซาะความ正当ของอำนาจ (Scott, 1985; 1990)
ตัวอย่างเช่น
• การปฏิเสธตรรกะประสิทธิภาพเป็นศูนย์กลาง
• การสร้างพื้นที่ความรู้ทางเลือก
• การทำให้ “สิ่งที่เคยคิดไม่ได้” ถูกพูดได้
การเปลี่ยนแปลงระดับนี้
อาจไม่เห็นผลทันที
แต่ส่งผลต่อ โครงสร้างการรับรู้ ในระยะยาว
⸻
16. การเมืองของภาษาและการตั้งคำถาม
ภาษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร
แต่เป็นสนามการเมืองโดยตัวมันเอง
การตั้งคำถามว่า
• “ปัญหา” คืออะไร
• “ความสำเร็จ” วัดจากอะไร
• “เหตุผล” แบบใดถูกยอมรับ
คือการต่อสู้เชิงอำนาจโดยตรง
งานด้าน discourse analysis
ชี้ว่าการเปลี่ยนภาษา
สามารถเปิดพื้นที่การเมืองใหม่
โดยไม่ต้องเปลี่ยนกฎหมายทันที
(Fairclough, 1995; Laclau & Mouffe, 1985)
Metapolitics จึงเริ่มต้นจาก
การรื้อภาษาเดิม
และเสนอคำอธิบายใหม่ให้กับความเป็นจริง
⸻
17. เสรีภาพในฐานะการขยายจินตนาการร่วม
หากเสรีภาพไม่ใช่เพียงการเลือก
แต่คือความสามารถในการ จินตนาการทางเลือก
เสรีภาพที่แท้จริงจึงเป็นเรื่องเชิงวัฒนธรรม
ไม่ใช่เพียงเรื่องเชิงกฎหมาย
นักทฤษฎีร่วมสมัยเสนอว่า
การเมืองที่ปลดปล่อยได้จริง
ต้องขยาย collective imagination
ให้พ้นจากกรอบของ “สิ่งที่ระบบยอมให้คิด”
(Levitas, 2013; Fisher, 2009)
นี่คือเหตุผลที่
ศิลปะ การศึกษา ปรัชญา และวัฒนธรรม
มีบทบาททางการเมืองอย่างลึกซึ้ง
แม้ไม่อยู่ในสภา
⸻
บทสรุป : Metapolitics ในฐานะการเมืองของอนาคต
การเมืองที่มุ่งเพียงการยึดอำนาจรัฐ
อาจเปลี่ยนผู้ตัดสินใจ
แต่ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตรรกะของอำนาจ
Metapolitics เสนอว่า
การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
เริ่มจากการ
• รื้อกรอบความคิด
• ตั้งคำถามกับความจำเป็น
• เปิดพื้นที่ให้ความเป็นไปได้ใหม่
เสรีภาพจึงไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องของการตั้งคำถาม
ต่อสิ่งที่ถูกทำให้ “ธรรมดาเกินกว่าจะตั้งคำถาม”
⸻
เอกสารอ้างอิง (เพิ่มเติม)
• Bourdieu, P. (1991). Language and Symbolic Power
• Davies, W. (2014). The Limits of Neoliberalism
• Fairclough, N. (1995). Critical Discourse Analysis
• Fisher, M. (2009). Capitalist Realism
• Flinders, M., & Buller, J. (2006). Depoliticisation
• Foucault, M. (1980). Power/Knowledge
• Habermas, J. (1970). Toward a Rational Society
• Laclau, E., & Mouffe, C. (1985). Hegemony and Socialist Strategy
• Levitas, R. (2013). Utopia as Method
• Scott, J. C. (1985). Weapons of the Weak
• Scott, J. C. (1990). Domination and the Arts of Resistance
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC