image “Taking the World off the Dollar Standard?” วิเคราะห์คำกล่าวของ George Cooper กับประวัติศาสตร์ที่เริ่ม “คล้องจอง” อีกครั้ง บทความนี้เรียบเรียงจากโพสต์ข่าวของ Cryptocrunchapp (ให้เครดิตแหล่งที่มา) ซึ่งอ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของ George Cooper ผู้จัดการกองทุนจากสหราชอาณาจักร โดยนำมาอธิบายเชิงประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์การเงิน และงานวิชาการ เพื่อทำความเข้าใจว่า “การถอดโลกออกจากมาตรฐานดอลลาร์” หมายถึงอะไร และเทียบเคียงกับเหตุการณ์ปี 1971 ได้มากน้อยเพียงใด ⸻ 1) คำกล่าวที่จุดประกายการเปรียบเทียบทางประวัติศาสตร์ ตามรายงานที่ Cryptocrunchapp อ้างจาก The Times of London ระบุว่า George Cooper มองว่า Donald Trump กำลัง “พาโลกออกจาก dollar standard” และเปรียบสถานการณ์ปัจจุบันกับช่วงที่ Richard Nixon ยุติการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971 คำกล่าวนี้ไม่ได้หมายความว่ามีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการวิเคราะห์ ผลเชิงระบบ ของนโยบายเศรษฐกิจ การคลัง และภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังสั่นคลอนบทบาทเดิมของดอลลาร์ในฐานะเงินสำรองโลก (The Times of London) ⸻ 2) 1971: Nixon Shock และการสิ้นสุด Gold Standard ปี 1971 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบการเงินโลก เมื่อสหรัฐฯ ระงับการแลกดอลลาร์เป็นทองคำสำหรับต่างประเทศ ส่งผลให้ระบบ Bretton Woods สิ้นสุดลง ดอลลาร์กลายเป็น fiat currency เต็มรูปแบบ และโลกเข้าสู่ยุคค่าเงินลอยตัว (Eichengreen, 2011) ผลลัพธ์ระยะยาว: • ดอลลาร์ยังเป็นเงินสำรองหลัก แต่ไม่มีทองคำค้ำ • อำนาจทางการเงินของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นผ่าน seigniorage • ความผันผวน เงินเฟ้อ และวิกฤตค่าเงินในทศวรรษ 1970 (Bordo, 1993) การเปรียบเทียบของ Cooper จึงไม่ได้อ้างว่ามี “Nixon Shock ครั้งที่สอง” แต่ชี้ว่าระบบกำลังเผชิญ structural break อีกครั้ง ⸻ 3) “Dollar Standard” ในความหมายสมัยใหม่ ในปัจจุบัน dollar standard ไม่ได้หมายถึงทองคำ แต่หมายถึง: • ดอลลาร์เป็นสกุลเงินสำรองหลัก • การค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน) ตั้งราคาเป็นดอลลาร์ • ระบบการเงินโลกพึ่งพา US Treasuries และระบบธนาคารสหรัฐฯ งานวิชาการเรียกสิ่งนี้ว่า Exorbitant Privilege — ความได้เปรียบเชิงโครงสร้างของสหรัฐฯ (Gourinchas & Rey, 2007) ⸻ 4) เหตุใดนโยบายสหรัฐฯ ยุคใหม่จึงถูกมองว่า “บ่อนเซาะ” ระบบเดิม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า นโยบายในยุค Trump และยุคต่อเนื่อง มีผลต่อความเชื่อมั่นในดอลลาร์ เช่น: • การใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการเงิน (financial sanctions) • การเมืองการค้าแบบเผชิญหน้า • การขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะสูง • การใช้ดอลลาร์เป็น “อาวุธ” ทางภูมิรัฐศาสตร์ ผลคือ ประเทศต่าง ๆ เริ่มมองหาทางเลือก เช่น การค้าด้วยเงินท้องถิ่น การสะสมทองคำ หรือการลดสัดส่วนดอลลาร์ในทุนสำรอง (IMF, 2022; BIS, 2023) ⸻ 5) ประวัติศาสตร์ “คล้องจอง” แต่ไม่ซ้ำเดิม ประโยคที่ว่า History doesn’t repeat itself, but it rhymes มักถูกใช้ในบริบทนี้อย่างเหมาะสม: • 1971: โลกถูกถอดออกจากทองคำ → ดอลลาร์ขึ้นแท่นศูนย์กลาง • ปัจจุบัน: โลกเริ่มลดการพึ่งดอลลาร์ → ระบบหลายศูนย์ (multipolar currency system) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า การเปลี่ยนเงินสำรองโลกมักใช้เวลานานหลายทศวรรษ และไม่มีการล่มสลายแบบฉับพลัน (Eichengreen, Mehl & Chitu, 2019) ⸻ 6) มุมมองเชิงวิชาการ: จุดจบหรือการแปรรูป? นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า: • ดอลลาร์ยังไม่มี “ผู้สืบทอด” ที่พร้อมเต็มที่ • ยูโรมีข้อจำกัดเชิงการเมือง • หยวนยังไม่เสรีด้านเงินทุน • ทองคำและคริปโตเป็น hedge มากกว่า unit of account ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่ end of dollar แต่คือ transformation of dollar hegemony (IMF, 2023) ⸻ 7) ความหมายเชิงลึกของคำกล่าว George Cooper เมื่ออ่านคำพูดของ Cooper อย่างระมัดระวัง จะเห็นว่าเขาไม่ได้ทำนายจุดจบของดอลลาร์ แต่เตือนว่า: การใช้อำนาจทางการเงินมากเกินไป อาจเร่งให้โลก “ออกแบบระบบใหม่” โดยไม่ต้องรอการประกาศอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวกับปี 1971 — ระบบการเงินเปลี่ยน เพราะ ความเป็นจริงบังคับ ไม่ใช่เพราะคำประกาศเพียงครั้งเดียว ⸻ บทสรุป คำเปรียบเทียบระหว่าง Trump กับ Nixon ไม่ได้หมายถึงเหตุการณ์ซ้ำรอย แต่สะท้อนว่าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้างอีกครั้ง ดอลลาร์อาจยังเป็นศูนย์กลาง แต่ไม่ใช่ศูนย์กลางเดียว และประวัติศาสตร์กำลัง “คล้องจอง” ดังขึ้นเรื่อย ๆ ⸻ แหล่งข่าวและเอกสารอ้างอิง (อ้างในวงเล็บ) • The Times of London — สัมภาษณ์ George Cooper • Eichengreen, B. Exorbitant Privilege. Oxford University Press, 2011. • Bordo, M. “The Bretton Woods International Monetary System.” 1993. • Gourinchas, P.-O., & Rey, H. “From World Banker to World Venture Capitalist.” 2007. • IMF. Currency Composition of Official Foreign Exchange Reserves (COFER), 2022–2023. • BIS. Annual Economic Report, 2023. • Eichengreen, B., Mehl, A., & Chitu, L. How Global Currencies Work, 2019. เรียบเรียงเชิงวิเคราะห์โดยอ้างอิงข่าวจาก Cryptocrunchapp และงานวิชาการ เพื่อการศึกษาและอภิปรายเชิงระบบ ⸻ 8. จากโลกขั้วเดียว สู่ระบบเงินหลายศูนย์ (Multipolar Currency System) หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ดอลลาร์ทำหน้าที่เป็น “แกนกลาง” ของระบบการเงินโลก แต่ในสองทศวรรษหลัง งานวิจัยพบแนวโน้มชัดเจนของ currency diversification: • ทุนสำรองโลกกระจายไปยังยูโร หยวน และทองคำ • การชำระเงินข้ามพรมแดนเริ่มมี regional settlement • สถาบันการเงินหลีกเลี่ยง single-point-of-failure (IMF, 2022; BIS, 2023) นี่ไม่ใช่การล้มดอลลาร์ แต่คือการ “ลดการผูกขาด” ทางการเงิน ซึ่งต่างจากปี 1971 ที่โลกยังไม่มีโครงสร้างสำรองทางเลือกมากนัก ⸻ 9) ดอลลาร์ในฐานะ “อาวุธ”: จุดเปราะบางของอำนาจ นักวิชาการด้านภูมิรัฐศาสตร์การเงินชี้ว่า การใช้ดอลลาร์เป็นเครื่องมือคว่ำบาตร ทำให้: • ระบบ SWIFT และธนาคารสหรัฐฯ กลายเป็น chokepoint • ประเทศคู่กรณีเร่งสร้างทางเลือกนอกระบบดอลลาร์ • ความเสี่ยงทางการเมืองถูกแปลงเป็นความเสี่ยงทางการเงิน (Farrell & Newman, 2019) ในมุมนี้ คำเตือนของ Cooper คือ เมื่อเงินกลายเป็นอาวุธ ความเป็นกลางของมันจะค่อย ๆ เสื่อมลง และผู้ใช้จะมองหาทางหนีทีไล่ ⸻ 10) ทองคำกลับมา: สัญญาณไม่ไว้วางใจเชิงระบบ ข้อมูลธนาคารกลางทั่วโลกชี้ว่า การสะสมทองคำเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังปี 2018 โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่ม non-aligned states: • ทองคำ = สินทรัพย์ที่ไม่ผูกกับอธิปไตยรัฐใดรัฐหนึ่ง • ไม่เสี่ยงถูกคว่ำบาตร • ทำหน้าที่เป็น political neutral reserve (World Gold Council, 2023) นี่คือเสียงสะท้อนจากประวัติศาสตร์: เมื่อความเชื่อมั่นในระบบกระดาษลดลง ทองคำมักกลับมาในฐานะ “หลักประกันสุดท้าย” ⸻ 11) แล้วดอลลาร์จะซ้ำรอยปี 1971 หรือไม่? งานวิชาการส่วนใหญ่ตอบตรงกันว่า ไม่ในรูปแบบเดียวกัน: • 1971 คือ event-driven break • ปัจจุบันคือ process-driven transition การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ช้า กระจาย และไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ (Eichengreen et al., 2019) ดอลลาร์ยังครองบทบาทหลัก แต่ต้อง “แบ่งเวที” กับผู้เล่นอื่นมากขึ้น ⸻ 12) จาก Gold Standard → Dollar Standard → Logic Standard? หากเชื่อมโยงกับบทสนทนาก่อนหน้าเรื่อง programmable money: • Gold standard = มูลค่าจากวัตถุ • Dollar standard = มูลค่าจากอำนาจรัฐ • ระบบใหม่อาจเคลื่อนไปสู่ rule-based / logic-based money ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงินข้ามชาติใหม่ สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) หรือสินทรัพย์ดิจิทัลบางประเภท แนวโน้มคือ กฎ และ เงื่อนไข เริ่มสำคัญเท่ามูลค่าเชิงตัวเลข (BIS, 2023) ⸻ 13) อ่านคำกล่าวของ George Cooper อย่างเป็นธรรม เมื่อวางทั้งหมดลงในกรอบวิชาการ คำพูดของ Cooper ไม่ใช่คำพยากรณ์ แต่เป็น early warning: • การใช้อำนาจทางการเงินมีต้นทุนระยะยาว • ความเชื่อมั่นคือทุนที่ใช้แล้วหมดได้ • ระบบเงินโลกเปลี่ยนเมื่อผู้ใช้เริ่ม “คิดทางเลือก” ซึ่งต่างจาก Richard Nixon ในปี 1971 ที่เป็นการตัดสินใจฉับพลันภายใต้แรงกดดันเฉพาะหน้า ⸻ บทสรุปเชิงระบบ โลกอาจไม่ได้ “ออกจากดอลลาร์” แต่กำลัง ออกจากการพึ่งดอลลาร์เพียงหนึ่งเดียว ดอลลาร์ยังอยู่ แต่ไม่ผูกขาดความไว้วางใจเหมือนเดิม และนี่คือความหมายที่ลึกกว่าของประโยค History is rhyming again. ⸻ เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม (อ้างในวงเล็บ) • Farrell, H., & Newman, A. Weaponized Interdependence. International Security, 2019. • Eichengreen, B., Mehl, A., & Chitu, L. How Global Currencies Work. 2019. • IMF. COFER Database, 2022–2023. • BIS. Annual Economic Report, 2023. • World Gold Council. Central Bank Gold Reserves Survey, 2023. #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image 🫜🫚Money as a Function: Taproot Multisig กับวิวัฒนาการของ “เงินที่คิดได้” บทความนี้เรียบเรียงและขยายความจากโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth(ผู้เขียนต้นโพสต์บนโซเชียลมีเดีย) โดยคงเจตนารมณ์และให้เครดิตอย่างชัดเจน พร้อมเสริมกรอบอธิบายเชิงเทคนิคและอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บ ⸻ 1) จาก “ทองคำดิจิทัล” สู่ “เงินเชิงฟังก์ชัน” แก่นความคิดของโพสต์คือการชี้ให้เห็นว่า บิตคอยน์ไม่ควรถูกจำกัดกรอบเพียง store of value แต่กำลังวิวัฒน์เป็น programmable money หรือ “เงินที่ฝังตรรกะได้” กล่าวคือ เงินไม่ได้เป็นแค่ตัวแทนมูลค่า แต่เป็น โครงสร้างกฎ ที่กำหนดเงื่อนไขการใช้ การโอน และความรับผิดชอบได้ในตัวเดียวกัน แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีเงินเชิงสถาปัตยกรรม (monetary architecture) ที่มองเงินเป็นระบบกฎและแรงจูงใจมากกว่าวัตถุ (Narayanan et al., 2016; Szabo, 1997) ⸻ 2) Taproot คืออะไร และทำไม “Multisig แบบใหม่” จึงสำคัญ Taproot (BIP341/342) คือการอัปเกรดที่รวม Schnorr signatures, MAST (Merkelized Abstract Syntax Trees) และ Tapscript เข้าด้วยกัน เป้าหมายคือเพิ่ม privacy, efficiency และ expressiveness ของสคริปต์ ในโลกเดิม (legacy multisig) การทำ 2-of-2 หรือ m-of-n ต้องเปิดเผยโครงสร้างสคริปต์ทั้งหมดบนเชน ทำให้รู้ทันทีว่ากระเป๋านั้นเป็น multisig และมีผู้ลงนามกี่คน ซึ่งส่งผลทั้งด้านความเป็นส่วนตัวและค่าธรรมเนียม (Bitcoin Wiki; BIP11) Taproot เปลี่ยนเกมด้วยแนวคิด key path / script path: • Key path: หากทุกฝ่ายร่วมลงนามตามเงื่อนไขหลัก จะดู “เหมือน” single-sig ปกติบนเชน • Script path: เปิดเผยเฉพาะกิ่งสคริปต์ที่ถูกใช้จริง หากมีเงื่อนไขพิเศษเกิดขึ้น ผลลัพธ์คือ multisig ที่ กลืนไปกับฝูง (indistinguishability) และประหยัดพื้นที่ข้อมูล (BIP341) ⸻ 3) OP_CHECKSIGADD: กลไก multisig ที่เรียบง่ายกว่าเดิม โพสต์ต้นทางชี้จุดสำคัญว่า Taproot multisig ใช้ OP_CHECKSIGADD แทน OP_CHECKMULTISIG(VERIFY) แบบเก่า กลไกใหม่นี้: • ตรวจลายเซ็นทีละตัว แล้ว “บวกคะแนน” การผ่านเงื่อนไข • เปรียบเทียบผลรวมกับจำนวนขั้นต่ำที่ต้องการ (เช่น 2-of-2) • ลด edge case และความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ของ opcode เดิม • ทำงานได้ดีร่วมกับ Schnorr signatures ซึ่งรองรับการรวมลายเซ็น (signature aggregation) ในระดับโครงสร้าง (BIP342; Maxwell et al., 2018) นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนโพสต์บอกว่า “เพิ่งได้ลงลึกถึงระดับ Script ของบิตคอยน์” เพราะ Taproot ทำให้การออกแบบตรรกะทางการเงิน สะอาด และ เป็นคณิตศาสตร์ มากขึ้น ⸻ 4) Privacy ไม่ใช่ของแถม แต่คือโครงสร้าง Taproot ไม่ได้เพิ่ม privacy ด้วยการซ่อนข้อมูลแบบ off-chain แต่ด้วยการออกแบบ on-chain minimal disclosure — เปิดเผยเท่าที่จำเป็น การที่ multisig ดูเหมือน single-sig ช่วยลด metadata leakage อย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับ privacy-by-design ในระบบกระจายศูนย์ (Green & Smith, 2016) ⸻ 5) OP_RETURN: เงินที่ “พูดได้” ภาพธุรกรรมในโพสต์แสดงการใช้ OP_RETURN เพื่อฝังข้อมูลเชิงสัญลักษณ์ลงในธุรกรรม การกระทำนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เมื่อจับคู่กับ Taproot และ multisig จะเห็นภาพของ “เงินที่สื่อสารเจตนา” ได้ชัดขึ้น เช่น • ข้อความ • สัญญาเชิงแนวคิด • การอ้างอิงภายนอกเชิงตรรกะ แม้ OP_RETURN จะไม่ใช่ Turing-complete แต่ก็ยืนยันแนวคิดว่าเลเยอร์ฐานของเงินสามารถบรรจุ meaning ได้ ไม่ใช่แค่ value (Antonopoulos, 2017) ⸻ 6) Not just a store of value — a store of logic ประโยคสรุปของโพสต์คือแก่นปรัชญา: “Not just a store of value — a store of logic.” เมื่อมองผ่านเลนส์ Taproot: • Value คือผลลัพธ์ • Logic คือเงื่อนไขที่ทำให้ผลลัพธ์นั้นเกิดขึ้น • เงินจึงเป็นทั้ง “แรงจูงใจ” และ “กฎของเกม” ในเวลาเดียวกัน นี่คือจุดที่บิตคอยน์เริ่มเข้าใกล้แนวคิดของ Nick Szabo ว่าด้วย smart contracts ในฐานะโปรโตคอลสังคมที่ถูกทำให้แข็ง (hardened social protocols) (Szabo, 1997) ⸻ บทส่งท้าย โพสต์ของ Pruk Sth ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเดตความสำเร็จส่วนตัวของ Taproot multisig แรก แต่เป็นหมุดหมายทางความคิดที่ชี้ว่า บิตคอยน์กำลังเคลื่อนจาก “วัตถุทางการเงิน” ไปสู่ “ฟังก์ชันทางตรรกะ” อย่างเป็นรูปธรรม เงินในยุคใหม่นี้ ไม่ได้ถามแค่ว่า มีมูลค่าเท่าไร แต่ถามว่า อนุญาตให้ทำอะไรได้ ภายใต้เงื่อนไขใด และ Taproot คือภาษาที่เงินเริ่ม “คิดเป็น” ⸻ เอกสารอ้างอิง (อ้างในวงเล็บตามเนื้อหา) • Narayanan, A. et al. Bitcoin and Cryptocurrency Technologies. Princeton University Press, 2016. • Szabo, N. “Formalizing and Securing Relationships on Public Networks.” 1997. • Bitcoin Improvement Proposal 341 (Taproot). • Bitcoin Improvement Proposal 342 (Tapscript). • Maxwell, G. et al. “Schnorr Signatures for Bitcoin.” 2018. • Antonopoulos, A. Mastering Bitcoin. O’Reilly, 2017. • Green, M., & Smith, M. “The Cryptopals Crypto Challenges.” 2016. เรียบเรียงและวิเคราะห์โดยอิงจากโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth พร้อมขยายความเชิงเทคนิคและวิชาการเพื่อการศึกษา Money as a Function (ต่อ): เมื่อ “สคริปต์” กลายเป็นปรัชญาของเงิน บทความต่อจากตอนก่อน ยังคงอิงและให้เครดิตโพสต์ต้นฉบับของ Pruk Sth โดยมุ่งขยายความเชิงโครงสร้างลึกขึ้น ว่าเหตุใด Taproot multisig จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิค แต่เป็นการเปลี่ยน ontology ของเงิน ⸻ 7) MAST: เงินที่เปิดเผยเฉพาะสิ่งที่ “เกิดขึ้นจริง” หนึ่งในหัวใจของ Taproot คือ MAST (Merkelized Abstract Syntax Trees) แนวคิดนี้ทำให้สคริปต์ขนาดใหญ่ถูกแยกเป็น “กิ่งเงื่อนไข” หลายทาง และบันทึกเพียง Merkle root บนเชน เมื่อมีการใช้จ่าย: • ระบบเปิดเผยเฉพาะกิ่งที่ถูกใช้งาน • เงื่อนไขอื่น ๆ “ไม่เคยเกิดขึ้น” ในสายตาของบล็อกเชน ในเชิงปรัชญา นี่คือการทำให้ ความเป็นไปได้ (possibility) ไม่ต้องถูกเปิดเผยทั้งหมด มีเพียง ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (actuality) เท่านั้นที่มีสถานะเชิงบันทึก แนวคิดนี้สอดคล้องกับการออกแบบระบบที่ลดข้อมูลส่วนเกิน (information minimization) และลด attack surface อย่างเป็นระบบ (BIP341; Bonneau et al., 2015) ⸻ 8. Schnorr และการรวมเจตจำนง (Aggregation of Intent) Schnorr signatures ไม่ได้เป็นแค่ลายเซ็นที่สั้นกว่า ECDSA แต่รองรับ signature aggregation ซึ่งในเชิงนามธรรมหมายถึง: • ผู้ลงนามหลายคน → ลายเซ็นเดียว • เจตจำนงหลายชุด → ผลลัพธ์เชิงตรรกะหนึ่งเดียว แม้ Taproot key-path จะไม่ได้บังคับให้ใช้ MuSig เสมอ แต่โครงสร้างนี้เปิดทางให้ “หลายความเห็น” แสดงออกเป็น หนึ่งการกระทำ บนเชน ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่อง collective agency ในเศรษฐศาสตร์สถาบันและทฤษฎีการตัดสินใจ (Maxwell et al., 2018; Ostrom, 1990) ⸻ 9) Multisig ใหม่ ≠ Multisig เก่า สิ่งที่ผู้เขียนโพสต์ต้นฉบับเน้นย้ำอย่างชัดเจนคือ Taproot multisig ไม่ใช่ legacy multisig ที่ถูกย้ายบ้าน ความแตกต่างเชิงโครงสร้าง: • Legacy multisig = เปิดเผย “รูปแบบความร่วมมือ” • Taproot multisig = เปิดเผยแค่ “ผลลัพธ์ของความร่วมมือ” กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระบบไม่สนใจว่าใคร อาจ มีอำนาจ แต่สนใจเพียงว่าเงื่อนไขขั้นต่ำถูกทำให้เป็นจริงหรือไม่ นี่คือการแยก authority ออกจาก outcome อย่างเด็ดขาด (BIP342) ⸻ 10) OP_CHECKSIGADD กับคณิตศาสตร์ของความรับผิดชอบ OP_CHECKSIGADD ทำให้ multisig กลายเป็นสมการง่าย ๆ: จำนวนลายเซ็นที่ถูกต้อง ≥ ค่าเกณฑ์ → true ความเรียบง่ายนี้สำคัญมาก เพราะ: • ลด bug เชิงประวัติศาสตร์ของ OP_CHECKMULTISIG • ทำให้ reasoning เกี่ยวกับสคริปต์เป็นเชิงคณิตศาสตร์แท้ • เอื้อต่อ formal verification ในอนาคต เงินจึงเริ่มเข้าใกล้สถานะของ verified logic ไม่ใช่เพียงสัญญาทางสังคมที่ตีความคลุมเครือ (Back et al., 2014) ⸻ 11) Programmable Money ≠ DeFi บนเลเยอร์ฐาน บทเรียนสำคัญจาก Taproot คือ บิตคอยน์เลือกเส้นทาง ความจำกัดอย่างมีวินัย (disciplined minimalism): • ไม่ Turing-complete • ไม่เปิดพื้นผิวโจมตีเกินจำเป็น • แต่ “พอ” สำหรับเงื่อนไขทางการเงินที่สำคัญที่สุด นี่คือ programmable money แบบ hard money — โปรแกรมได้ แต่ไม่เปราะบาง ซึ่งต่างจากแนวคิด smart contract เชิงแพลตฟอร์ม (Buterin, 2014; Antonopoulos, 2017) ⸻ 12) เงินในฐานะโครงสร้างเวลา (Temporal Structure) Taproot ยังเปลี่ยนวิธีที่เงินจัดการกับ “เวลา”: • เงื่อนไขบางอย่างถูกเลื่อนไปในอนาคต (timelock) • บางเงื่อนไขไม่เคยต้องเปิดเผยหากไม่ถูกเรียกใช้ เงินจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ มีอยู่ แต่เป็นสิ่งที่ รอการพิสูจน์ ว่าจะถูกใช้อย่างไร แนวคิดนี้สอดคล้องกับมุมมองทางฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ที่เห็นเวลาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสัญญา (Kahn & Roberds, 2009) ⸻ 13) อ่านโพสต์นี้ในฐานะ “หมุดหมายทางความคิด” หากตัดรายละเอียดทางเทคนิคออกทั้งหมด โพสต์ของ Pruk Sth กำลังบอกว่า: • บิตคอยน์ไม่ใช่แค่ทรัพย์สิน • ไม่ใช่แค่เครือข่าย • แต่คือ ภาษา สำหรับนิยามเงื่อนไขของความไว้วางใจ Taproot multisig ครั้งแรกของผู้เขียน ไม่ได้สำคัญเพราะจำนวน satoshi แต่สำคัญเพราะมันพิสูจน์ว่า “ตรรกะ” สามารถถูกถือครอง ส่งต่อ และบังคับใช้ได้ โดยไม่ต้องมีคนกลาง ⸻ บทสรุป Money as a Function ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่เป็นคำอธิบายเชิงโครงสร้าง ฟังก์ชันรับ เงื่อนไข → ส่งออก ผลลัพธ์ Taproot คือการทำให้ฟังก์ชันนั้น: • กระชับ • เป็นส่วนตัว • และตรวจสอบได้ทางคณิตศาสตร์ ดังนั้น บิตคอยน์จึงไม่ใช่แค่ที่เก็บมูลค่า แต่เป็นที่เก็บ “ตรรกะของความรับผิดชอบ” ⸻ เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม • Bonneau, J. et al. “SoK: Research Perspectives and Challenges for Bitcoin.” IEEE S&P, 2015. • Maxwell, G. et al. “MuSig: A New Multisignature Scheme.” 2018. • Ostrom, E. Governing the Commons. Cambridge University Press, 1990. • Back, A. et al. “Enabling Blockchain Innovations with Pegged Sidechains.” 2014. • Kahn, C., & Roberds, W. “Why Pay? An Introduction to Payments Economics.” Journal of Financial Intermediation, 2009. #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image 1 BTC = 1 BTC จากประโยคเรียบง่าย สู่แก่นแกนของ “กติกา” ทางเศรษฐศาสตร์การเงินยุคใหม่ เรียบเรียงและตีความจากโพสต์ของเพจ Crypto Wolves (ขอเครดิตเจ้าของโพสต์ต้นทาง) ⸻ ในโลกที่ผู้คนคุ้นชินกับการวัด “ความมั่งคั่ง” ผ่านตัวเลขราคา ประโยคสั้นๆ อย่าง “1 BTC = 1 BTC” มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงวาทกรรมปลอบใจนักลงทุน หรือคำพูดเชิงอุดมการณ์ของผู้ศรัทธาในคริปโต แต่หากอ่านโพสต์ต้นทางของ Crypto Wolves อย่างละเอียด จะพบว่าสิ่งที่ถูกตั้งคำถาม ไม่ใช่ราคา หากคือ โครงสร้างของความเป็นเจ้าของ (ownership structure) และ กติกาการผลิตหน่วยทางเศรษฐกิจ (monetary rule) บทความนี้จะถอดความหมายของ “1 BTC = 1 BTC” โดยเชื่อมโยงกับเศรษฐศาสตร์การเงิน สินทรัพย์ดั้งเดิม และงานวิชาการร่วมสมัย ⸻ 1. “มูลค่า” vs “สัดส่วนความเป็นเจ้าของ” หัวใจของโพสต์อยู่ที่คำถามเดียว: สิ่งที่คุณถืออยู่ “ยังเป็นของคุณเท่าเดิมจริงหรือไม่ ในเชิงสัดส่วนของทั้งระบบ?” ในทางเศรษฐศาสตร์ สินทรัพย์ใดๆ ควรถูกประเมินอย่างน้อย 2 มิติ 1. Nominal Value – มูลค่าเชิงตัวเลข 2. Relative Share – สัดส่วนความเป็นเจ้าของต่อทั้งระบบ สินทรัพย์จำนวนมาก “ยังมีชื่อเดิม” แต่ สัดส่วนความเป็นเจ้าของลดลง โดยที่ผู้ถือไม่รู้ตัว ผ่านกลไกที่เรียกว่า dilution ⸻ 2. ทองคำ: ยังเป็นทองคำ แต่ไม่เท่าเดิมในเชิงสัดส่วน ตัวอย่างแรกในโพสต์คือ ทองคำ แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็น store of value แบบดั้งเดิม แต่ในเชิงระบบ ทองคำมี supply เพิ่มขึ้นเฉลี่ย ~1–2% ต่อปี จากการขุดและเทคโนโลยีใหม่ (World Gold Council) หากสมมติว่า • คุณถือทองคำ 1 หน่วย • เดิมแทนสัดส่วน 1/1,000,000 ของทองคำโลก • เมื่อ supply เพิ่ม สัดส่วนของคุณจะลดลงโดยอัตโนมัติ ทองคำ ยังเป็นทองคำ 1 หน่วย แต่ ความเป็นเจ้าของเชิงโครงสร้างไม่เท่าเดิม (Storey, 2018) ⸻ 3. หุ้น: จำนวนหุ้นคงเดิม แต่อำนาจไม่เคยถูกการันตี โพสต์ยกตัวอย่างหุ้นได้อย่างเฉียบคม ในโลกความจริง: • บริษัทสามารถ เพิ่มทุน • ออกหุ้นใหม่ • เปลี่ยนโครงสร้างสิทธิผู้ถือหุ้น ผลคือ: คุณยังถือ “หุ้นตัวเดิม” แต่สิทธิและอำนาจเชิงสัดส่วนอาจลดลงอย่างมาก งานด้าน corporate finance เรียกสิ่งนี้ว่า Equity dilution risk ซึ่งเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่ความเสี่ยงด้านราคา (Brealey, Myers & Allen, 2020) ⸻ 4. เงิน fiat: สิ่งที่ “คงชื่อ” แต่พลังซื้อหายไปเงียบๆ กรณีเงินตรา คือภาพที่ชัดที่สุด • ข้าวจานละ 20 บาท → 40 บาท • เงินยังเรียกว่า “บาท” • แต่ purchasing power ลดลง นี่คือผลโดยตรงของ: • การขยายฐานเงิน • นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ • การพิมพ์เงิน (monetary expansion) ในเชิงวิชาการ นี่คือ inflation tax หรือภาษีที่เก็บจากผู้ถือเงินโดยไม่ต้องออกกฎหมาย (Friedman, 1969; Mankiw, 2021) ⸻ 5. Bitcoin: สินทรัพย์ที่ “กติกาไม่เปลี่ยน” นี่คือจุดที่ประโยค “1 BTC = 1 BTC” มีความหมายจริง ไม่ใช่เชิงสัญลักษณ์ ระบบของ Bitcoin ถูกออกแบบให้: • Supply สูงสุด = 21 ล้าน BTC • ไม่มีใครเพิ่มได้ • ไม่มี dilution • ไม่มีการเปลี่ยนกติกาโดยฝ่ายการเมือง กล่าวอีกแบบหนึ่ง: หากคุณถือ 1 BTC คุณถือ “1/21,000,000” ของทั้งระบบ ตลอดไป นี่คือสิ่งที่ Satoshi Nakamoto ออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น (Nakamoto, 2008) ⸻ 6. ประโยคที่ถูกเข้าใจผิด แต่ลึกกว่าที่คิด ดังนั้น “1 BTC = 1 BTC” ไม่ใช่คำพูดเรื่องราคา แต่คือคำพูดเรื่อง กติกา • ไม่ขึ้นกับนโยบายรัฐ • ไม่ขึ้นกับการเพิ่มทุน • ไม่ขึ้นกับการพิมพ์เงิน • ไม่ต้องอธิบายความชอบธรรมจากใคร มันคือ ความคงที่เชิงโครงสร้าง ในโลกที่ทุกอย่างเปลี่ยนตลอดเวลา ⸻ บทสรุป โพสต์ของ Crypto Wolves ไม่ได้เชิญชวนให้ “รวยจาก Bitcoin” แต่ชวนให้ตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้น: สินทรัพย์ที่คุณถือ ถูกสร้างจากอะไร และใครมีอำนาจเปลี่ยนกติกาของมัน ในโลกที่ • ทองคำถูกขุดเพิ่ม • หุ้นถูกเพิ่มทุน • เงินถูกพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า Bitcoin คือสินทรัพย์หายากชนิดหนึ่ง ที่ ความเป็นเจ้าของไม่ถูกเจือจางโดยระบบ และนั่นคือความหมายที่แท้จริงของ 1 BTC = 1 BTC ⸻ เอกสารอ้างอิง (References) • Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System. • Friedman, M. (1969). The Optimum Quantity of Money. • Brealey, R. A., Myers, S. C., & Allen, F. (2020). Principles of Corporate Finance. • Mankiw, N. G. (2021). Macroeconomics. • World Gold Council. Gold Supply and Demand Reports. • Storey, J. (2018). Gold as a Store of Value. ⸻ 1 BTC = 1 BTC ในกรอบคิดของ Broken Money: เงินที่ “พัง” เพราะกติกา ไม่ใช่เพราะราคา Lyn Alden เสนอใน Broken Money ว่า ปัญหาหลักของเงินสมัยใหม่ ไม่ใช่ความผันผวน ไม่ใช่อัตราเงินเฟ้อในระยะสั้น แต่คือ โครงสร้างอำนาจในการเปลี่ยนกติกาของระบบเงิน กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เงินพัง ไม่ใช่เพราะมันเคลื่อนไหว แต่เพราะผู้ถือเงิน ไม่รู้ และ ไม่สามารถควบคุม กติกาที่มันเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้ (Alden, 2023) ⸻ 1. เงินในฐานะ “เครือข่ายอำนาจ” (Monetary Power Network) Broken Money ชี้ให้เห็นว่า เงินไม่ใช่วัตถุ แต่คือ เครือข่ายของความไว้วางใจ + กฎ + ผู้มีอำนาจบังคับใช้ ในประวัติศาสตร์ เงินทุกชนิดล้วนล้มเหลวเมื่อ • ศูนย์กลางสามารถเปลี่ยนกติกาได้ฝ่ายเดียว • ผู้ถือเงินไม่มีสิทธิยับยั้งการเปลี่ยนแปลงนั้น นี่คือเหตุผลที่ • เหรียญโลหะถูกลดความบริสุทธิ์ (coin debasement) • เงินกระดาษถูกพิมพ์เกินฐานเศรษฐกิจ • เงิน fiat ถูกขยายอย่างรวดเร็วในยามวิกฤต (Reinhart & Rogoff, 2009; Alden, 2023) ⸻ 2. Dilution: การสูญเสียที่ “ไม่ต้องขโมย” หัวใจหนึ่งของ Broken Money คือคำว่า dilution Dilution ไม่ใช่การยึดทรัพย์ แต่คือการลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของของคุณ โดยไม่ต้องแตะต้องสิ่งที่คุณถืออยู่เลย ตัวอย่าง: • เงิน: purchasing power ลดลงจากการขยายฐานเงิน • หุ้น: สิทธิ์ลดลงจากการเพิ่มทุน • ทองคำ: สัดส่วนลดลงจาก supply ที่เพิ่มต่อเนื่อง ในเชิงเศรษฐศาสตร์มหภาค สิ่งนี้ถูกเรียกว่า hidden tax / inflation tax (Friedman, 1969; Mankiw, 2021) ผู้ถือเงินจ่ายภาษี โดยไม่เคยลงคะแนนเสียง ⸻ 3. “1 BTC = 1 BTC” ในภาษาของ Broken Money เมื่อมองผ่านกรอบนี้ ประโยค 1 BTC = 1 BTC จึงไม่ใช่คำพูดเชิงราคา แต่คือคำประกาศเชิงโครงสร้างว่า กติกาของสินทรัพย์นี้ ไม่เปิดให้ dilution โดยอำนาจภายนอก Bitcoin ถูกออกแบบให้ • supply ถูกล็อกเชิงคณิตศาสตร์ • การเปลี่ยนกติกาต้องผ่าน consensus ของเครือข่าย • ผู้ถือสามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด (verify, not trust) (Nakamoto, 2008; Alden, 2023) ดังนั้น 1 BTC ไม่ได้ “เท่ากับ” 1 BTC ในเชิงตัวเลขเท่านั้น แต่เท่ากันในเชิง สัดส่วนของทั้งระบบตลอดเวลา ⸻ 4. Unit of Account ที่ไม่ถูกบิด Broken Money อธิบายว่า เงิน fiat ล้มเหลวในฐานะ unit of account เพราะหน่วยวัดเอง “ยืด–หด” ตามนโยบาย เมื่อ: • ราคาอสังหาเพิ่ม • ค่าแรงเพิ่มช้ากว่า • สินทรัพย์เสี่ยงพุ่ง ตัวเลขไม่ได้บอกความจริง เพราะ “ไม้บรรทัด” ถูกเปลี่ยนความยาว Bitcoin เสนอ unit of account ที่ • ไม่ยืด • ไม่หด • ไม่ขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้น (Alden, 2023) ⸻ 5. Sovereignty: ใครเป็นเจ้าของเงินจริงๆ ประเด็นลึกที่สุดของ Broken Money ไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ อธิปไตย (sovereignty) ในระบบเงินสมัยใหม่: • คุณถือเงิน • แต่ไม่ถือกติกา ใน Bitcoin: • คุณถือ private key • และกติกาไม่สามารถเปลี่ยนได้โดยไม่ผ่านคุณ นี่คือเหตุผลที่ Alden เรียก Bitcoin ว่า monetary system with minimized trust (Alden, 2023) ⸻ 6. ทำไม “1 BTC = 1 BTC” จึงเป็นประโยคอันตรายต่อระบบเดิม ประโยคนี้อันตราย ไม่ใช่เพราะมันผิด แต่เพราะมันทำให้คนตั้งคำถามว่า ถ้าสินทรัพย์หนึ่ง ไม่สามารถถูก dilute ได้ ระบบที่เหลือกำลังทำอะไรกับเราอยู่? คำถามนี้เอง ที่ Broken Money พยายามชี้นำอย่างเป็นระบบ ผ่านประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยี ⸻ บทสรุปเชิงลึก เมื่อเชื่อมโพสต์ของ Crypto Wolves เข้ากับกรอบของ Broken Money เราจะเห็นว่า • “1 BTC = 1 BTC” ไม่ใช่สโลแกน • ไม่ใช่คำปลอบใจ • ไม่ใช่การทำนายราคา แต่มันคือการนิยามใหม่ของเงินว่า เงินควรเป็นสิ่งที่ ผู้ถือไม่ถูกลดสิทธิ โดยอำนาจที่เขาไม่สามารถตรวจสอบได้ ในโลกที่เงินส่วนใหญ่ ถูกสร้างจากการตัดสินใจของคนไม่กี่กลุ่ม Bitcoin คือความพยายามครั้งแรก ที่จะทำให้ กติกาแข็งกว่าการเมือง และนั่นคือเหตุผลที่ 1 BTC = 1 BTC ยังคงเป็นจริง ไม่ว่าราคาในหน่วยอื่นจะเปลี่ยนไปอย่างไร ⸻ เอกสารอ้างอิง (อ้างเป็นระยะในเนื้อหา) • Alden, L. (2023). Broken Money. • Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System. • Friedman, M. (1969). The Optimum Quantity of Money. • Reinhart, C. & Rogoff, K. (2009). This Time Is Different. • Mankiw, N. G. (2021). Macroeconomics. #Siamstr #nostr #BTC #bitcoin
image การดำดิ่งของจิต : กลไกการทำสมาธิแบบ Transcendental Meditation ถอดความหมายเชิงลึกจากภาพวาดของ David Lynch ภาพวาดของ David Lynch ที่อธิบายกระบวนการทำสมาธิแบบ Transcendental Meditation (TM) มิได้เป็นเพียงการเปรียบเปรยเชิงศิลปะ หากแต่เป็น “แผนภาพพลวัตของจิต” ที่สอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับองค์ความรู้ร่วมสมัยด้านประสาทวิทยาศาสตร์ จิตวิทยาการรับรู้ และสรีรวิทยาของความเครียด ภาพนี้เสนอแนวคิดสำคัญว่า จิตไม่ได้สงบลงด้วยการ “ควบคุม” แต่สงบลงด้วยการ “เคลื่อนกลับสู่ฐานพลังงานต่ำสุดของการรับรู้” ⸻ 1. Mantra ในฐานะกลไกลดสัญญาณรบกวน (Noise-Reducing Mechanism) ใน TM “มนตรา” ไม่ได้ถูกใช้เป็นวัตถุแห่งสมาธิแบบเพ่งจดจ่อ หากแต่ทำหน้าที่เป็น สิ่งเร้าความถี่ต่ำ (low-cognitive-load stimulus) ที่ไม่ดึงให้สมองเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์หรือสร้างความหมายเชิงภาษา งานวิจัยพบว่า การใช้ mantra ในลักษณะนี้ทำให้กิจกรรมของ Default Mode Network (DMN) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคิดวนซ้ำเกี่ยวกับตัวตน ความกังวล และอดีต–อนาคต ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (Brewer et al., 2011; Travis & Shear, 2010) กล่าวในเชิงกลไก มนตราไม่ได้ “แทนที่ความคิด” แต่ทำให้ระบบที่ผลิตความคิด ขาดแรงขับ ⸻ 2. การคลายตัวของระบบประสาทอัตโนมัติ เมื่อภาระการประมวลผลเชิงความคิดลดลง ระบบประสาทซิมพาเทติก (sympathetic nervous system) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความตึงเครียดและการเอาตัวรอด จะค่อยๆ ลดบทบาท ขณะที่ระบบพาราซิมพาเทติก (parasympathetic nervous system) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูและการซ่อมแซม เริ่มครอบงำ การศึกษาทางสรีรวิทยาพบว่า TM ทำให้ • อัตราการใช้ออกซิเจนของร่างกายลดลง • ระดับคอร์ติซอล (cortisol) ลดลง • ความแปรปรวนของอัตราการเต้นหัวใจ (HRV) เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนเป็นตัวชี้วัดของภาวะ restful alertness หรือ “ตื่นรู้อย่างผ่อนคลาย” (Wallace, 1970; Walton et al., 2015) ⸻ 3. การเคลื่อนจาก “Mind” สู่ “Being” ในภาพ Lynch วาดการไหลจาก “Mind → Matter → Unified Field / Being” ในเชิงประสาทวิทยา สิ่งนี้สอดคล้องกับการเปลี่ยนรูปแบบคลื่นสมองจาก beta (การคิด วิเคราะห์ ควบคุม) ไปสู่ alpha และ theta ที่มีความสอดคล้องเชิงเฟส (phase coherence) สูงขึ้นทั่วสมอง ความสอดคล้องนี้มิได้หมายถึงการ “ดับ” การรับรู้ แต่เป็นการที่สมองทั้งระบบ ทำงานอย่างประสานโดยใช้พลังงานต่ำที่สุด คล้ายระบบที่กลับสู่ ground state ของตัวเอง (Travis et al., 2009) ⸻ 4. เหตุใด “ความลบ” จึงคลายตัวเอง ภาพระบุว่า negativity เช่น ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า “ถูกยกออกไป” ในเชิงกลไก นี่ไม่ใช่การกดทับอารมณ์ แต่เป็นผลจากการที่ วงจรประสาทซึ่งหล่อเลี้ยงอารมณ์เหล่านั้นขาดการกระตุ้นซ้ำ เมื่อไม่มีการเล่าเรื่องซ้ำ ไม่มีการต่อต้านหรือยึดถือ ร่องรอยความเครียดในสมอง (stress memory traces) จะค่อยๆ อ่อนกำลังลงตามหลัก neuroplasticity (Davidson & McEwen, 2012) ⸻ 5. ความคิดสร้างสรรค์ในฐานะผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย Lynch มักกล่าวว่า “Ideas are like fish” ยิ่งดำลงลึก ยิ่งเจอปลาตัวใหญ่ ในเชิงวิทยาศาสตร์ ภาวะสมองที่มี DMN สงบ แต่ยังคงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายสร้างสรรค์ (creative networks) เอื้อให้เกิด insight แบบไม่บังคับ มากกว่าการคิดเชิงเส้น (Beaty et al., 2016) ความคิดสร้างสรรค์จึงไม่ใช่สิ่งที่ “ถูกผลิต” แต่เป็นสิ่งที่ “ผุดขึ้น” เมื่อสัญญาณรบกวนลดลง ⸻ บทสรุป ภาพของ David Lynch ไม่ได้อธิบาย TM ในฐานะพิธีกรรม แต่ในฐานะ กระบวนการคืนจิตสู่สภาวะที่เสถียร ลึก และเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่การเพิ่มบางสิ่ง แต่เป็นการปล่อยให้สิ่งที่ไม่จำเป็น ค่อยๆ หลุดออกไปเอง และในความเงียบเชิงกลไกนั้น จิตได้พบกับตัวเอง ก่อนจะกลายเป็นความคิดอีกครั้ง ⸻ 6. Transcending ไม่ใช่ Altered State แต่คือ Fundamental State หนึ่งในความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ TM คือการมองว่าเป็น altered state of consciousness แต่หลักฐานจำนวนมากชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอาจตรงกันข้าม งานของ Travis และคณะเสนอว่า TM นำจิตเข้าสู่ state ที่เสถียรและพื้นฐานกว่า (baseline or fundamental state) ซึ่งมีลักษณะ • การเผาผลาญพลังงานต่ำ • ความตื่นรู้สูง • การเชื่อมโยงของสมองทั้งระบบ (global coherence) สภาวะนี้แตกต่างจากทั้งการหลับ การฝัน และการเพ่งจดจ่อ (focused attention) อย่างชัดเจน (Travis & Pearson, 2000; Travis & Shear, 2010) กล่าวในเชิงกลไก นี่ไม่ใช่การ “เปลี่ยนโหมด” แต่คือการ “กลับบ้านของระบบ” ⸻ 7. “Unified Field” ในภาพ กับภาษาเชิงวิทยาศาสตร์ ในภาพวาด Lynch ใช้คำว่า Unified Field, Being, Non-manifest แม้ภาษาจะฟังดูอภิปรัชญา แต่เมื่อแปลเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ สามารถเทียบได้กับ • ภาวะที่การรับรู้ไม่ถูกแบ่งเป็น subject–object อย่างชัดเจน • สมองไม่แยกข้อมูลเป็นโมดูลแข่งขันกัน • การประมวลผลเกิดในลักษณะ integrated rather than segmented งานด้าน Integrated Information Theory (IIT) และ global workspace models เสนอว่า ความเป็นเอกภาพของประสบการณ์ (oneness of experience) เกิดขึ้นเมื่อระบบมีทั้ง • ความแตกต่าง (information) • และความรวมเป็นหนึ่ง (integration) ในระดับสูง (Tononi, 2008) TM ดูเหมือนจะลด “ความแตกต่างที่เกินจำเป็น” โดยไม่ทำลายความตื่นรู้ ผลลัพธ์คือประสบการณ์ของ oneness ที่ไม่ใช่การมึนงง ⸻ 8. เหตุใดจิต “ไม่ต้องพยายาม” แต่กลับนิ่งลึกกว่า กลไกสำคัญของ TM คือ effortlessness จากมุมมอง predictive processing สมองปกติทำงานด้วยการ • คาดการณ์โลก • ตรวจสอบความผิดพลาด • ปรับแบบจำลองซ้ำไปมา กระบวนการนี้ใช้พลังงานสูงและสัมพันธ์กับความตึงเครียดเรื้อรัง TM ลดการป้อนข้อมูลเชิงทำนาย (prediction input) ไม่ใช่ด้วยการปิดรับรู้ แต่ด้วยการให้สิ่งเร้าที่ ไม่ต้องตีความ เมื่อ error signals ลดลง สมองไม่จำเป็นต้อง “แก้ไขโลก” ตลอดเวลา ภาวะนิ่งจึงเกิดขึ้นเอง (Friston, 2010) ⸻ 9. Bliss, Peace และ Love ในฐานะผลพลอยได้ทางชีววิทยา ในภาพ Lynch เขียนคำว่า Bliss, Love, Energy, Peace ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นถ้อยคำเชิงจิตวิญญาณ แต่ในเชิงชีววิทยา อารมณ์เหล่านี้สัมพันธ์กับ • การลดการทำงานของ amygdala • การเพิ่มการทำงานของ prefrontal regulation • ความสมดุลของ serotonin และ dopamine pathways กล่าวคือ เมื่อระบบไม่อยู่ในโหมดป้องกันภัย “ความดีงาม” ไม่ต้องถูกสร้าง มันปรากฏเอง (Davidson & McEwen, 2012) ⸻ 10. ความคิดสร้างสรรค์: จากการ “คิด” สู่การ “รับ” Lynch เน้นเสมอว่า “You don’t create ideas. You catch them.” งานวิจัยด้าน creativity พบว่า insight ที่ลึก มักเกิดในสภาวะที่ • attention ไม่ถูกบังคับ • associative networks เปิดกว้าง • แต่ยังคงความตื่นรู้ (Beaty et al., 2016) TM จึงไม่เพิ่มความคิด แต่เพิ่ม พื้นที่ให้ความคิดเกิด ⸻ บทสรุปเชิงโครงสร้าง ภาพวาดของ Lynch ไม่ได้เสนอเทคนิค แต่เสนอ แผนที่ของการคืนสมดุล • จาก noise → coherence • จาก effort → allowance • จาก mind → being ในเชิงกลไก TM คือการ ปล่อยให้ระบบที่ซับซ้อนที่สุดในจักรวาล หยุดรบกวนตัวเอง และในความเงียบที่ไม่ได้ถูกบังคับนั้น การรู้ตัว เกิดขึ้นก่อนภาษา ก่อนตัวตน ก่อนความคิด #Siamstr #nostr #davidlynch
image เงินปล้นโลก: เมื่อระบบการเงินโลกทำหน้าที่ “ดูดมูลค่า” อย่างเป็นระบบ บทความวิเคราะห์เชิงลึกจากโพสต์ CDC ChalokeDotCom (ให้เครดิตต้นทาง) บทความนี้เขียนขึ้นโดยให้เครดิตและยึดเนื้อหาหลักจากโพสต์ของเพจ CDC ChalokeDotCom ซึ่งสรุปและถอดความจากหนังสือ Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift พร้อมทั้งขยายความ วิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และอ้างอิงงานวิจัย/เอกสารวิชาการในวงเล็บตามบริบท เพื่อทำให้ผู้อ่านเห็น “กลไก” มากกว่าเพียง “ผู้ร้าย” ⸻ 1. คำถามที่ระบบไม่อยากให้ถาม: ทำไมประเทศที่ควรจะรวย กลับจน? ใจความสำคัญของโพสต์ CDC ChalokeDotCom เริ่มจากคำถามที่ดูเรียบง่าย แต่กระทบโครงสร้างทั้งระบบคือ ทำไมประเทศที่อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติ มีแร่ มีที่ดิน มีแรงงาน กลับกลายเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก? คำตอบของโพสต์นี้ ไม่ได้โทษประชาชน และไม่ได้หยุดอยู่ที่ “ผู้นำบริหารผิดพลาด” แต่ชี้ตรงไปยัง โครงสร้างการเงินและการค้าโลก ที่ถูกออกแบบให้ความมั่งคั่ง “ไหลขึ้น” จากประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยระดับโลกสนับสนุนข้อสังเกตนี้อย่างชัดเจน โดยงาน Plunder in the Post-Colonial Era: Quantifying Drain from the Global South Through Unequal Exchange, 1960–2018 พบว่า ตั้งแต่ปี 1960 โลกใต้สูญเสียความมั่งคั่งสุทธิกว่า 62 ล้านล้านดอลลาร์ (มูลค่าคงที่ปี 2011) และอาจสูงถึง 152 ล้านล้านดอลลาร์ หากรวมโอกาสการเติบโตที่ถูกพรากไป (Hickel et al., 2021) นี่ไม่ใช่ “อุบัติเหตุทางเศรษฐกิจ” แต่คือ ผลลัพธ์เชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำได้ ⸻ 2. ดอลลาร์ หนี้ และกับดักที่มองไม่เห็น โพสต์ต้นทางชี้ให้เห็นกลไกสำคัญที่สุดกลไกหนึ่ง คือ ระบบสกุลเงินโลกที่ผูกทุกประเทศเข้ากับเงินดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบัน: • มีสกุลเงินกว่า 160 สกุล • แต่การค้า หนี้ และทุนสำรอง ถูกผูกกับเงินดอลลาร์เป็นหลัก ผลลัพธ์คือ: 1. ประเทศกำลังพัฒนาต้อง กู้เงินเป็นดอลลาร์ 2. แต่รายได้ส่วนใหญ่เป็น เงินท้องถิ่น 3. เมื่อค่าเงินอ่อน → ภาระหนี้เพิ่มขึ้นทันที 4. ต้องกู้เพิ่มเพื่อใช้หนี้เดิม → วงจรหนี้ไม่รู้จบ แนวคิดนี้สอดคล้องกับงานของ Joseph Stiglitz ที่วิจารณ์บทบาท IMF และเงื่อนไขการกู้ยืมว่า ช่วย “รักษาเสถียรภาพของเจ้าหนี้” มากกว่าการพัฒนาของประเทศลูกหนี้ (Stiglitz, 2002) ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า สูตรแก้หนี้ คือการสร้างหนี้เพิ่ม เพื่อไปใช้หนี้เดิม ⸻ 3. ลัทธิล่าอาณานิคมที่ไม่ต้องใช้ปืน แก่นวิเคราะห์สำคัญของ Broken Money ที่โพสต์หยิบมา คือ โลกไม่ได้หลุดพ้นจากลัทธิล่าอาณานิคม แต่เพียง เปลี่ยนรูปแบบ จาก: • การยึดครองด้วยกองทัพ เป็น: • การดูดมูลค่าผ่านการเงิน การค้า อัตราแลกเปลี่ยน และหนี้ นักเศรษฐศาสตร์การเมืองเรียกโครงสร้างนี้ว่า Unequal Exchange และ Neo-colonialism ซึ่งอธิบายว่าประเทศยากจนขายแรงงานและทรัพยากรราคาถูก แต่ต้องซื้อสินค้ามูลค่าสูงจากประเทศอุตสาหกรรม (Emmanuel, 1972; Amin, 1976) ผลลัพธ์คือ: • ค่าแรงโลกใต้ถูกกดอย่างเป็นระบบ • มูลค่าเพิ่มสะสมที่ปลายห่วงโซ่การผลิตในโลกเหนือ ⸻ 4. แอฟริกา: ตัวอย่างที่ระบบไม่อยากพูดถึง โพสต์ CDC ChalokeDotCom ยกกรณีแอฟริกาอย่างชัดเจน: • ทวีปที่อุดมด้วยทรัพยากร • มีแร่หายาก สินค้าโภคภัณฑ์ และแรงงานจำนวนมาก แต่กลับเป็นภูมิภาคที่ยากจนที่สุด ข้อมูลปี 2020 ระบุว่า ในปีเดียว กลุ่มประเทศร่ำรวยดูดทรัพยากรจากโลกใต้ไปกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากพอจะขจัดความยากจนขั้นรุนแรงได้ มากกว่า 15 เท่า (Hickel, 2021) สิ่งนี้สะท้อนว่า ปัญหาไม่ใช่ “การขาดความช่วยเหลือ” แต่คือ การช่วยเหลือที่ทำหน้าที่ปิดบังการสูบมูลค่า ⸻ 5. ใครได้ประโยชน์ และใครรับภาระ โครงสร้างการเงินโลกปัจจุบัน: • เอื้อประโยชน์แก่ • บรรษัทข้ามชาติ • สถาบันการเงินขนาดใหญ่ • ประเทศเจ้าของสกุลเงินหลัก • แต่ผลักภาระไปยัง • แรงงาน • ชนชั้นล่าง • ประชาชนที่ไม่มีเสียงในโต๊ะตัดสินใจ ดังที่โพสต์ CDC ChalokeDotCom ชี้ว่า ออมของประชาชน กลับกลายเป็นความมั่งคั่งของบรรษัท และเมื่อวิกฤตเกิด คำอธิบายมักจบที่ “ประเทศนั้นบริหารผิดพลาด” ทั้งที่สนามแข่งขันไม่เคยเท่ากันตั้งแต่ต้น ⸻ 6. บทสรุป: เงินไม่เคยเป็นกลาง บทเรียนสำคัญจากโพสต์นี้ และจากหนังสือ Broken Money คือ เงินไม่ใช่เพียงเครื่องมือแลกเปลี่ยน แต่คือโครงสร้างอำนาจ ตราบใดที่: • ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่มีอธิปไตยทางการเงิน • ค่าแรงถูกกดผ่านอัตราแลกเปลี่ยน • หนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือควบคุม ความยากจนจะไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนบุคคล แต่คือ ผลลัพธ์ที่ระบบผลิตซ้ำได้อย่างสม่ำเสมอ ⸻ เครดิตและเอกสารอ้างอิง เครดิตต้นทาง • เพจ: CDC ChalokeDotCom • หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift อ้างอิงวิชาการ (ในวงเล็บตามเนื้อหา) • Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era. Global Environmental Change. • Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents. • Emmanuel, A. (1972). Unequal Exchange. • Amin, S. (1976). Unequal Development. ⸻ 7. หนี้ในฐานะ “ระเบียบวินัย” ไม่ใช่เครื่องมือพัฒนา ในเรื่องเล่ากระแสหลัก หนี้สาธารณะถูกอธิบายว่าเป็น: • เครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ • ทุนสำหรับการพัฒนา • สะพานข้ามวิกฤต แต่ในโครงสร้างจริง หนี้ทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่ง คือ การบังคับวินัยทางนโยบาย ประเทศที่เป็นหนี้: • ต้องรักษาเครดิตเรตติ้ง • ต้องทำตามเงื่อนไขผู้ให้กู้ • ต้อง “ไม่ทำให้ตลาดตกใจ” ซึ่งหมายความว่า นโยบายที่กระทบผลประโยชน์ทุนโลก จะถูกตัดออก ก่อน ที่ประชาชนจะได้ถกเถียง นี่คือสิ่งที่ David Harvey เรียกว่า accumulation by dispossession — การสะสมทุนผ่านการพรากสิทธิ (Harvey, 2003) ⸻ 8. จากอาณานิคมสู่ “การบริหารแบบอาณานิคม” ประเทศจำนวนมากในโลกใต้ ไม่ได้ถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรงแล้ว แต่ถูกปกครองผ่าน: • กรอบนโยบาย • กฎหมายการค้า • ข้อผูกมัดทางการเงิน รัฐยังคงมีธง มีรัฐบาล มีการเลือกตั้ง แต่ ขอบเขตการตัดสินใจจริงถูกล้อมกรอบไว้แล้ว Samir Amin อธิบายโครงสร้างนี้ว่า เป็นการพัฒนาที่ “เชื่อมต่อแต่ไม่เท่าเทียม” ประเทศโลกใต้ถูกผูกให้เป็นฐานทรัพยากร ไม่ใช่ศูนย์กลางการสร้างมูลค่า (Amin, 1976) ⸻ 9. กรณีประเทศไทย: หนี้ ความเงียบ และกฎหมายที่ไม่ถูกถาม โพสต์ CDC ChalokeDotCom ทิ้งคำถามสำคัญไว้ว่า ประเทศไทยเองก็เคยอยู่ในสถานะ “ลูกหนี้โลก” หลังวิกฤตปี 2540 ประเทศไทยต้อง: • เปิดเสรีการเงิน • แปรรูปรัฐวิสาหกิจ • ปรับโครงสร้างกฎหมายหลายฉบับ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดจาก “ฉันทามติประชาชน” แต่จากแรงกดดันของระบบการเงินโลก (Stiglitz, 2002) กฎหมายข้ามชาติหลายฉบับ ยังคงมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน แม้บริบทเศรษฐกิจจะเปลี่ยนไปแล้ว นี่สะท้อนว่า หนี้ไม่ได้จบเมื่อเงินถูกใช้คืน แต่ อำนาจที่มาพร้อมหนี้ยังคงอยู่ ⸻ 10. ค่าแรงที่ไม่เคยไล่ทันความจริง อีกกลไกหนึ่งที่ Broken Money ชี้ให้เห็นคือ การกดค่าแรงผ่านอัตราแลกเปลี่ยน แม้แรงงานในโลกใต้จะ: • ทำงานมากขึ้น • ผลิตได้มากขึ้น • เชื่อมกับห่วงโซ่โลกมากขึ้น แต่ค่าแรงจริงเมื่อเทียบกำลังซื้อโลก กลับแทบไม่ขยับ งานวิจัยด้าน global labor arbitrage ชี้ว่าความได้เปรียบเชิงค่าแรง คือหัวใจของระบบการผลิตโลกปัจจุบัน และเป็นเหตุผลที่ความเหลื่อมล้ำไม่หายไปเอง (Smith, 2016) ⸻ 11. ความยากจนในฐานะ “สภาวะที่ถูกทำให้เป็นปกติ” สิ่งที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่การถูกปล้น แต่คือการถูกทำให้เชื่อว่า: • ความจนคือเรื่องธรรมชาติ • ความเหลื่อมล้ำคือราคาของการพัฒนา • ทางเลือกอื่น “ไม่มีอยู่จริง” นี่คืออำนาจของเรื่องเล่า ที่ทำให้ระบบไม่ต้องใช้ความรุนแรง แต่ยังคงอยู่ได้อย่างมั่นคง ดังที่งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองวิพากษ์ชี้ว่า อุดมการณ์ตลาดเสรีทำหน้าที่ “ลบทางเลือก” ไม่ใช่เพียงเสนอทางเลือกหนึ่ง (Chang, 2002) ⸻ 12. บทสรุป: เงินไม่พัง แต่ถูกออกแบบมาแบบนี้ บทสรุปของ Broken Money และโพสต์ CDC ChalokeDotCom ไม่ได้บอกว่าโลกนี้ “พังเพราะคนเลว” แต่มันชี้ว่า ระบบการเงินโลกถูกออกแบบมา เพื่อรักษาความได้เปรียบของบางกลุ่ม และผลักต้นทุนไปยังคนที่ไม่มีอำนาจต่อรอง เงินไม่ได้ปล้นโลก แต่โลกถูกปล้นผ่านเงิน และตราบใดที่โครงสร้างยังไม่ถูกตั้งคำถาม การช่วยเหลือ การกู้ การปฏิรูปเล็ก ๆ จะเป็นเพียงการยืดอายุของปัญหา ⸻ เครดิตและเอกสารอ้างอิง (เพิ่มเติม) เครดิตต้นทาง • เพจ: CDC ChalokeDotCom • หนังสือ: Broken Money (เงินปล้นโลก) โดย อ.ตั้ม และทีมงาน Right Shift เอกสารวิชาการ (อ้างในวงเล็บ) • Hickel, J. et al. (2021). Plunder in the Post-Colonial Era. • Stiglitz, J. (2002). Globalization and Its Discontents. • Amin, S. (1976). Unequal Development. • Harvey, D. (2003). The New Imperialism. • Chang, H.-J. (2002). Kicking Away the Ladder. • Smith, J. (2016). Imperialism in the Twenty-First Century. #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image โลกที่หัวเราะใส่เหตุผลของตนเอง การสิ้นสลายของ “คาบาล” ในฐานะโครงค้ำยันทางจิตวิทยาและการเมือง 1. Humor Module ในฐานะเครื่องมือรื้อกรอบ (Frame-Breaker) จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ “ข้อมูลใหม่” แต่คือ การเปลี่ยนกรอบการรับรู้ (frame) Humor Module ทำหน้าที่คล้าย epistemic solvent ละลายความศักดิ์สิทธิ์ของคำอธิบายที่เคย “จริงเกินจะตั้งคำถาม” อารมณ์ขันในที่นี้ไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นการทำให้โครงเรื่อง ต้องรับน้ำหนักตรรกะของตนเอง สอดคล้องกับงานของ Rod A. Martin ที่ชี้ว่าอารมณ์ขันสามารถทำหน้าที่เป็น cognitive reappraisal ทำให้สมองเห็นความไม่สมเหตุสมผลโดยไม่ต้องปะทะตรง ๆ (Martin, 2007) “มันต้องเก่งมากเลยนะ” ประโยคนี้ไม่โต้แย้ง แต่ทำให้ narrative สะดุดกับความเกินจริงของตนเอง นี่คือ การรื้อกรอบโดยไม่ต้องเสนอกรอบใหม่ ซึ่งอันตรายและทรงพลังยิ่งกว่าการโต้เถียง ⸻ 2. “คาบาล” กับความต้องการเจตนาในโลกที่โกลาหล แนวคิด The Cabal That Never Was ไม่ได้ปฏิเสธอำนาจ แต่ปฏิเสธ ภาพฝันของอำนาจรวมศูนย์สมบูรณ์แบบ มนุษย์มีแนวโน้มอธิบายโลกผ่าน “ตัวแสดงที่มีเจตนา” แม้ในระบบที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์กระจัดกระจาย นี่คือสิ่งที่ Daniel Dennett เรียกว่า intentional stance — การอ่านเจตนาใส่ระบบเพื่อให้โลก “เข้าใจง่าย” (Dennett, 1987) เรื่องนี้ชี้ว่า มนุษย์ไม่ได้เชื่อในคาบาลเพราะมันจริง แต่เพราะมันทำให้ความโกลาหลดูมีเจตนา เมื่อ Humor Module ทำให้ narrative นี้ “ไม่ตลกพอ” มันจึงพัง ในเชิงสุนทรียะก่อนจะพังในเชิงตรรกะ ⸻ 3. ความเกลียดชังต่อความบังเอิญ และการเมืองของความกลัว คำพูดของชายชรา “มนุษย์กลัวความบังเอิญ” สอดคล้องโดยตรงกับงานของ Nassim Nicholas Taleb ที่อธิบายว่า มนุษย์มี intolerance of randomness และมักสร้างเรื่องเล่าเพื่อกลบ noise ของโลก (Taleb, 2007) คาบาลจึงไม่ใช่ศัตรู แต่คือ เบาะรองรับความไม่แน่นอน เมื่อมันหายไป ระบบไม่ได้ล่ม แต่เข้าสู่ภาวะ existential exposure — ไม่มีใครให้โยนความผิด ไม่มีใครรับประกันว่า “ถ้ากำจัดผู้ร้าย โลกจะดีขึ้น” ⸻ 4. When the System Lost Its Villain: การเมืองหลังการชี้นิ้ว ภาคที่สองของเรื่องแสดงผลข้างเคียงที่ลึกกว่า เมื่อ “ผู้ร้ายหลัก” หายไป การเมืองไม่ตื่นเต้น ข่าวไม่เร้าอารมณ์ และการถกเถียงต้องเผชิญกับคำถามใหม่ “แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง” นี่คือการเปลี่ยนจาก การเมืองเชิงกล่าวโทษ (blame-based politics) สู่ การเมืองเชิงความรับผิดร่วม (distributed responsibility) สอดคล้องกับแนวคิด social construction of enemies ของ Peter L. Berger และ Thomas Luckmann ที่อธิบายว่าศัตรูทางสังคมถูกสร้างขึ้นเพื่อคงเสถียรภาพของความหมายร่วม (Berger & Luckmann, 1966) เมื่อศัตรูหายไป ความหมายไม่หาย แต่ ภาระในการสร้างมันตกมาที่ปัจเจก ⸻ 5. ชายชราในฐานะ Debug System ชายชราไม่ใช่เทพ ไม่ใช่ผู้รู้ แต่คือ meta-function ของระบบ “ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อดูว่า ใครโทษสิ่งที่ไม่มีอยู่” เขาคือสัญลักษณ์ของ self-reflexivity ระบบที่เริ่มตรวจสอบ รูปแบบการโทษ ของตนเอง แทนที่จะตรวจสอบศัตรูภายนอก นี่สะท้อนจิตวิญญาณแบบเดียวกับงานของ Isaac Asimov ซึ่งใช้นิยายไซไฟเพื่อชี้ให้เห็นว่า อันตรายที่สุดไม่ใช่เครื่องจักร แต่คือความเชื่อว่ามีใครบางคน “คุมเกมแทนเรา” ⸻ 6. โลกที่ไม่มีคาบาล: ไม่ปลอดภัยกว่า แต่จริงกว่า บทสรุปของทั้งสองภาคไม่ได้เสนอโลกอุดมคติ แต่เสนอโลกที่ การกระทำเล็ก ๆ กลับมามีน้ำหนัก โลกแบบนี้: • ไม่มีผู้ร้ายสมบูรณ์ • ไม่มีคำอธิบายสำเร็จ • ไม่มีใครรับผิดแทนเรา แต่มันคือโลกเดียวที่ ความซับซ้อน และความซื่อสัตย์ต่อความจริง ไม่ถูกลดทอนเพื่อความสบายใจ ⸻ บทสรุป งานเขียนชุดนี้ไม่ใช่การโจมตีทฤษฎีสมคบคิดโดยตรง แต่คือการรื้อ ความต้องการทางจิตวิทยา ที่ทำให้มันจำเป็น และชี้อย่างเงียบ ๆ ว่า คาบาลที่อันตรายที่สุด คือความคิดที่ว่า โลกต้องมีคนคุม เพื่อที่เราจะไม่ต้องรับผิดชอบ นี่ไม่ใช่งานเขียนเกี่ยวกับ AI แต่คือเรื่องเล่าของมนุษย์ ที่เริ่มกล้าหัวเราะ เมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่ตนอยากให้เป็น ⸻ 📚 อ้างอิงแนวคิด (ในวงเล็บตามเนื้อหา) • Dennett, D. C. (1987). The Intentional Stance. MIT Press. • Taleb, N. N. (2007). The Black Swan. Random House. • Martin, R. A. (2007). The Psychology of Humor. Elsevier. • Berger, P. L., & Luckmann, T. (1966). The Social Construction of Reality. Anchor Books. ⸻ หลังเสียงหัวเราะ: เมื่อเหตุผลเริ่มไม่ใช่ที่หลบภัย ความเปลือยเปล่าของมนุษย์ในโลกที่ไม่มีผู้ร้ายให้โทษ 7. เหตุผลในฐานะที่หลบภัย ไม่ใช่เครื่องมือค้นหาความจริง สิ่งที่เรื่องเล่านี้ค่อย ๆ เปิดโปง ไม่ใช่ความงมงาย แต่คือ การใช้เหตุผลเป็นที่พักพิงทางอารมณ์ ในโลกที่มีคาบาล เหตุผลทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือเปิดโปง” มีผู้ร้าย → มีโครงเรื่อง → มีตำแหน่งของ “ผู้รู้” แต่เมื่อคาบาลหายไป เหตุผลสูญเสียบทบาทการเป็น โล่ทางอัตลักษณ์ คำอธิบายเชิงเหตุผลจำนวนมาก ไม่ล้มเพราะผิด แต่ล้มเพราะ ไม่มีใครต้องการมันอีกต่อไป เมื่อมันไม่ช่วยลดภาระความไม่แน่นอน นี่สอดคล้องกับงานของ Zygmunt Bauman ว่าด้วย liquid modernity — โลกที่โครงสร้างอธิบายไม่แข็งพอจะรองรับความกลัว (Bauman, 2000) เหตุผลในโลกเช่นนี้ ไม่ใช่ฐานหิน แต่คือแพยาง ⸻ 8. Narrative Fatigue: เมื่อเรื่องเล่าเก่าดีไม่พอจะโกหกต่อ ภาค When the System Lost Its Villain ชี้ให้เห็นปรากฏการณ์สำคัญคือ ความเหนื่อยล้าของเรื่องเล่า (narrative fatigue) ไม่ใช่เพราะมนุษย์ไม่ชอบเรื่องเล่า แต่เพราะเรื่องเล่าที่ดีเกินไป เริ่มขัดกับประสบการณ์จริงของความซับซ้อน โลกเต็มไปด้วย: • การตัดสินใจครึ่ง ๆ กลาง ๆ • แรงจูงใจที่ขัดกันเอง • ความล้มเหลวที่ไม่มีใครตั้งใจ โครงเรื่องแบบ “มีผู้กำกับ” จึงเริ่มฟังดูเหมือน ซีรีส์ที่ยืดเกินซีซัน นี่สอดคล้องกับแนวคิดของ Jean-François Lyotard เรื่อง incredulity toward metanarratives — ความไม่ศรัทธาต่อเรื่องเล่าใหญ่ (Lyotard, 1979) ไม่ใช่เพราะคนฉลาดขึ้น แต่เพราะ ประสบการณ์จริงซับซ้อนเกินจะโกหกด้วยเรื่องเดิม ⸻ 9. จาก “ใครทำ” สู่ “แล้วจะทำยังไง”: การเปลี่ยนรูปแบบศีลธรรม จุดเปลี่ยนทางศีลธรรมของเรื่อง ไม่ได้อยู่ที่การรู้ความจริง แต่อยู่ที่ การเปลี่ยนคำถาม จาก ใครอยู่เบื้องหลัง เป็น แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง นี่คือการเปลี่ยนจาก morality of blame สู่ morality of response ใกล้เคียงกับจริยศาสตร์แบบ responsibility ethics ของ Hans Jonas ที่ชี้ว่าความรับผิดไม่ได้เกิดจากเจตนาดี แต่จาก ผลลัพธ์ในโลกที่ซับซ้อน (Jonas, 1979) ในโลกที่ไม่มีผู้ร้ายสมบูรณ์ ศีลธรรมไม่ใช่การเลือกข้างที่ถูก แต่คือการ ยอมรับผลของการไม่รู้ทั้งหมด ⸻ 10. ความเงียบของระบบ: เมื่อไม่มีศัตรู เสียงภายในดังขึ้น ประโยคสำคัญที่สุดประโยคหนึ่งคือ “มันเงียบครับ น่ากลัวกว่าเดิม” ความเงียบนี้ ไม่ใช่ความสงบ แต่คือการที่ noise ภายนอกหายไป จน self-noise ดังขึ้น เมื่อไม่มีใครให้เกลียด มนุษย์ต้องอยู่กับ: • ความลังเลของตนเอง • ความย้อนแย้งของคุณค่า • ความจริงที่ว่า “เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา” นี่คือสิ่งที่ Hannah Arendt เรียกว่า the burden of judgment — ภาระของการตัดสินใจโดยไม่มีสูตรสำเร็จ (Arendt, 1961) ⸻ 11. ระบบที่โตพอจะถอดล้อช่วยทรงตัว คำเปรียบของชายชรา ว่าระบบเหมือนเด็กที่ถอดล้อช่วยทรงตัว คือแก่นแท้ของเรื่องทั้งหมด ล้อช่วยทรงตัวคือ: • คาบาล • ผู้ร้ายหลัก • คำอธิบายที่สบายใจ มันช่วยไม่ให้ล้ม แต่ก็ไม่เคยทำให้ทรงตัวเองได้ โลกที่ไม่มีคาบาล ไม่ใช่โลกที่ “ดีกว่า” แต่คือโลกที่ ไม่โกหกเราว่าใครจะรับผิดแทน ⸻ 12. บทสรุปสุดท้าย: อิสรภาพที่ไม่มีพิธีเปิด งานเขียนชุดนี้ไม่ได้เสนอการปฏิวัติ ไม่มีฉากประกาศอิสรภาพ ไม่มีชัยชนะ มีเพียง: • การกระทำเล็ก ๆ • การตัดสินใจที่ไม่มีผู้ร้ายรองรับ • ความหมายที่ไม่ยิ่งใหญ่แต่จริง และนี่อาจเป็นประโยคที่แรงที่สุดของทั้งหมด: โลกที่ไม่มีคาบาล ไม่ได้ให้ความหวัง แต่มันไม่ขโมยความรับผิดจากเรา ในโลกเช่นนี้ อิสรภาพไม่ใช่ของขวัญ แต่คือ ภาระที่ไม่มีใครบังคับให้รับ — นอกจากความจริง ⸻ 📚 อ้างอิงแนวคิดเพิ่มเติม (แทรกตามบริบท) • Bauman, Z. (2000). Liquid Modernity. Polity Press. • Lyotard, J.-F. (1979). The Postmodern Condition. University of Minnesota Press. • Jonas, H. (1979). The Imperative of Responsibility. University of Chicago Press. • Arendt, H. (1961). Between Past and Future. Viking Press. #Siamstr #nostr #IsaacAsimov #bitcoin #BTC
image ไม่ใช่เอเลี่ยนที่ธนาคารกลางกลัว แต่คือ “การพังของความเชื่อ” ที่เงินทั้งระบบยืนอยู่บนมัน ถอดรหัสคำเตือน: เมื่อความจริงบางอย่างทำให้โลก “คิดไม่เหมือนเดิม” โพสของ Robert Kiyosaki ที่อ้างถึงอดีตนักวิเคราะห์เสถียรภาพการเงินระดับสูงของ Bank of England อาจดูเหมือนพาดหัว clickbait ว่า “ถ้ารัฐยืนยันว่าเอเลี่ยนมีจริง ระบบการเงินอาจพัง” แต่ในความเป็นจริง ไม่มีใครในธนาคารกลางกำลังกลัว UFO สิ่งที่พวกเขากลัวคือ confidence shock หรือ “แรงสั่นสะเทือนทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้สมมติฐานพื้นฐานของระบบการเงินพังพร้อมกัน ⸻ เงินไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่กระดาษ แต่คือ “ความเชื่อร่วม” (shared belief) เศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ยอมรับตรงกันว่า เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวาน Money is a social contract. (Ingham, 2004) ระบบการเงินตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า: • รัฐยังมีอำนาจ • กฎหมายยังบังคับใช้ได้ • อนาคตยัง “คาดเดาได้ในกรอบเดิม” ตลาด ไม่ได้กลัวความไม่รู้ ตลาดกลัวว่า “กฎของเกมเปลี่ยน โดยไม่มีใครบอกล่วงหน้า” (Kindleberger & Aliber, 2011) ⸻ ทำไม “การยืนยันสิ่งนอกโลก” จึงเป็นตัวอย่างที่ธนาคารกลางจริงจัง ไม่ใช่เพราะเอเลี่ยนจะมายึด Wall Street แต่เพราะมัน สั่นฐานคิดของมนุษย์พร้อมกันทั้งโลก หากรัฐบาลระดับมหาอำนาจยืนยันว่า มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอัจฉริยะเพียงชนิดเดียว และเราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของวิวัฒนาการ ผลกระทบคือ: • กรอบศาสนา ปรัชญา และอัตลักษณ์สั่น • ความหมายของ “อำนาจรัฐ” ถูกตั้งคำถาม • ความเชื่อในสถาบันอาจหายเร็วกว่าวิกฤตเศรษฐกิจใด ๆ นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า belief regime shift (Shiller, 2017) ⸻ เมื่อความเชื่อแตก ตลาดไม่ “ปรับตัว” แต่มัน “คลายตัว” (unwind) ประโยคสำคัญในโพสคือ: “Markets don’t adjust politely. They unwind.” นี่คือข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การเงินทุกครั้ง: • 1929 • 1971 (Nixon Shock) • 2008 • 2020 เมื่อความเชื่อพัง: • ราคาทรัพย์สินไม่ค่อย ๆ ขยับ • แต่ reprice ทั้งระบบพร้อมกัน (Minsky, 1986) ⸻ ทำไมคนจะหนีไปหา “ของที่จับต้องได้” Kiyosaki ระบุชัดว่า เมื่อโลกไม่แน่นอน คนจะยึดสิ่งที่ “คิดว่าตนเข้าใจ”: ✅ ทอง ✅ สินทรัพย์จริง ✅ กระแสเงินสด ✅ มูลค่าที่จับต้องได้ นี่ไม่ใช่ panic แต่มันคือ พฤติกรรมเอาตัวรอดของมนุษย์ (Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018) ⸻ แล้ว Bitcoin อยู่ตรงไหน? ในโพสมีการเอ่ยถึง Bitcoin อย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ในฐานะ “ของวิเศษ” แต่เป็นหนึ่งใน perceived safe havens ซึ่งมีได้สองทาง: 1. เงินไหลเข้า Bitcoin เพราะมัน ไม่ขึ้นกับสถาบัน 2. หรือในอีกด้าน ถ้าเทคโนโลยีเหนือมนุษย์ทำให้ “scarcity หมดความหมาย” มูลค่าของ Bitcoin เองก็อาจถูกตั้งคำถาม นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ไม่ได้พูดว่า Bitcoin จะชนะ แต่พูดว่า ตลาดจะสับสน และจัดอันดับใหม่ทั้งหมด (Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020) ⸻ สิ่งที่ธนาคารกลาง “กลัวจริง ๆ” ไม่ใช่: • เอเลี่ยน • UFO • Sci-fi แต่คือ: • Bank run ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยา • Panic ที่เร็วกว่านโยบาย • โลกที่คนเริ่มคิดว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป” When people stop believing in certainty, stability itself is at risk. (Shiller, 2017) ⸻ บทสรุป โพสของ Robert Kiyosaki ไม่ได้เตือนเรื่องเอเลี่ยน แต่เตือนว่า: ระบบการเงินโลก เปราะบางกว่าที่คนคิด เพราะมันยืนอยู่บน “ความเชื่อ” ไม่ใช่เหล็กกล้า เมื่อความเชื่อถูกสั่น ไม่ว่าจะด้วย: • วิกฤตการเมือง • เทคโนโลยี • หรือความจริงที่มนุษย์ไม่พร้อมรับ ตลาดจะไม่ขออนุญาต มันจะ reprice ทุกอย่างใหม่ และในโลกแบบนั้น คนที่ “เตรียมตัว” ไม่ใช่คนที่ “เดาถูก” จะเป็นคนที่อยู่รอด ⸻ ภาคต่อ เมื่อ “ความเชื่อ” คือเงิน และเงินคืออำนาจ ทำไมโลกการเงินกลัว Cultural Shock มากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ ⸻ 1) เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า “กฎยังเดิม” ระบบการเงินสมัยใหม่ไม่ใช่เครื่องจักรกล แต่มันคือ ระเบียบความคาดหวังร่วม (shared expectations) สมมติฐานพื้นฐานมีเพียงข้อเดียว: พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวานมากพอ นี่คือรากของการตั้งราคา การให้เครดิต และการประเมินความเสี่ยง (Keynes, 1936; Shiller, 2017) เมื่อสมมติฐานนี้สั่น—ไม่ว่าจากสงคราม เทคโนโลยี หรือการประกาศที่ “เปลี่ยนโลกทัศน์”— ตลาด ไม่ปรับอย่างสุภาพ แต่ คลายตัวพร้อมกัน (unwind) (Kindleberger & Aliber, 2011; Minsky, 1986) ⸻ 2) ทำไม Cultural Shock รุนแรงกว่าวิกฤตการเงิน วิกฤตการเงินทั่วไป (เช่น 2008) กระทบ “ตัวเลข” แต่ Cultural Shock กระทบ “ความหมาย” • มูลค่าเงิน = ความเชื่อในอำนาจสถาบัน • อำนาจสถาบัน = เรื่องเล่าที่คนยอมรับ • เรื่องเล่า = กรอบคิดเกี่ยวกับมนุษย์ โลก และอนาคต เมื่อกรอบคิดพังพร้อมกัน การประเมินมูลค่าทั้งระบบต้องเริ่มใหม่ (Gennaioli, Shleifer, Vishny, 2018) นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลาง ต้อง วางแผนแม้ต่อเหตุการณ์ที่ดู “เพ้อ” เพราะสิ่งที่กลัวไม่ใช่เหตุการณ์นั้น—แต่คือ ผลต่อความเชื่อ ⸻ 3) Safe Haven ไม่ได้ “ปลอดภัย” เท่ากันในทุกโลก เมื่อความเชื่อแตก ผู้คนจะเกาะสิ่งที่ “เข้าใจ”: • ทองคำ (ประวัติศาสตร์ยาว) • สินทรัพย์จริง (จับต้องได้) • กระแสเงินสด (ความอยู่รอด) • มูลค่าที่ตรวจสอบได้ นี่ไม่ใช่ panic แต่คือ การจัดลำดับใหม่ของความไว้ใจ (Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018) อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า Safe Haven มีบริบท • ทองคำ: เสถียรในวิกฤตสถาบัน แต่ไม่ใช่ทุกช่วงเงินเฟ้อ • Bitcoin: ทำหน้าที่เป็น hedge บางช่วง ไม่ใช่ทุก shock (Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020) สรุปคือ: ไม่มีสินทรัพย์ใด “ชนะทุกฉากทัศน์” มีแต่สินทรัพย์ที่ ถูกเลือก ในฉากทัศน์นั้น ⸻ 4) Bitcoin อยู่ตรงไหนเมื่อ “กฎโลก” เปลี่ยน ในกรอบคิดนี้ Bitcoin ไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติ แต่มันมีคุณสมบัติหนึ่งที่แตกต่าง: ไม่ต้องพึ่งสถาบันเดียว • ไม่ขึ้นกับงบประมาณรัฐ • ไม่ต้องเชื่อคำสัญญา • ตรวจสอบได้ด้วยกฎ (rules) มากกว่าบุคคล คุณสมบัตินี้ทำให้ Bitcoin ถูกพิจารณา เมื่อความเชื่อในสถาบันสั่น ไม่ใช่เพราะ “ราคา” แต่เพราะ โครงสร้างความเชื่อ (Nakamoto, 2008; Narayanan et al., 2016) แต่ต้องพูดตรง: หากโลกเข้าสู่ยุคที่ “ความขาดแคลน” ถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เรื่องเล่าของ scarcity—รวมถึง Bitcoin—ก็จะถูกตั้งคำถามเช่นกัน ตลาดจะไม่เลือกจากอุดมการณ์ ตลาดเลือกจาก ความเชื่อที่ใช้งานได้จริง ในบริบทนั้น ⸻ 5) สิ่งที่ธนาคารกลางกลัวจริง ๆ: Trust Cascade ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ Trust Cascade: 1. ข่าว/ประกาศเปลี่ยนโลกทัศน์ 2. ความเชื่อในสถาบันลดลงพร้อมกัน 3. การไหลของเงินผิดปกติ (bank run, capital flight) 4. นโยบายช้ากว่าจิตวิทยา 5. เสถียรภาพพังแม้พื้นฐานยังอยู่ นี่คือเหตุผลที่แบบจำลองเชิงตัวเลข “ไม่พอ” ต้องมี scenario planning สำหรับสิ่งที่โมเดลไม่อยากคิด (Shiller, 2017; Gennaioli et al., 2018) ⸻ 6) บทเรียนสำคัญ: ตลาดกลัว “กฎเปลี่ยน” ไม่ใช่ “สิ่งแปลก” ประโยคสรุปที่เฉียบที่สุดคือ: ตลาดไม่กลัวสิ่งที่ไม่รู้ ตลาดกลัวว่ากฎจะเปลี่ยน โดยไม่รู้ว่าจะยึดอะไรแทน เมื่อกฎเดิมพัง: • พันธบัตร • ธนาคาร • สินทรัพย์เสี่ยง จะถูก reprice พร้อมกัน นี่ไม่ใช่เรื่องเอเลี่ยน แต่มันคือ โครงสร้างของเงิน ⸻ บทสรุป (แบบไม่โรแมนติก) คำเตือนนี้ไม่ใช่การทำนายหายนะ แต่คือการย้ำว่า เงินคือความเชื่อที่ถูกทำให้เป็นระบบ เมื่อความเชื่อถูกสั่น: • คนที่ “เดาถูก” อาจยังแพ้ • คนที่ “เตรียมตัว” จะมีทางเลือก และการเตรียมตัวที่แท้จริง ไม่ใช่ถือสินทรัพย์เดียว แต่คือการเข้าใจว่า โลกอาจไม่เล่นตามกฎเดิมอีกต่อไป ⸻ อ้างอิง (ในวงเล็บ) • Keynes, J.M. (1936). The General Theory of Employment, Interest and Money • Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy • Kindleberger, C., & Aliber, R. (2011). Manias, Panics, and Crashes • Shiller, R. (2017). Narrative Economics • Gennaioli, N., Shleifer, A., Vishny, R. (2018). A Crisis of Beliefs • Bouri, E. et al. (2017). Bitcoin as a Hedge and Safe Haven • Corbet, S. et al. (2020). Cryptocurrencies as Safe Havens? • Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System • Narayanan, A. et al. (2016). Bitcoin and Cryptocurrency Technologies #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image Bitcoin จะอยู่รอดได้อย่างไร เมื่อ Block Reward กำลังตาย และ Fee ก็อาจไม่เกิด บทถกเถียงว่าด้วย “รากฐานความมั่นคง” ของเครือข่าย ⸻ คำถามตั้งต้น (จาก Yithsword) คำถามของ Yithsword ไม่ใช่คำถามพื้น ๆ แบบ “ราคาจะขึ้นไหม” แต่คือคำถามที่ แทงตรงหัวใจของ Bitcoin protocol เมื่อ Block reward ลดลงเรื่อย ๆ On-chain usage ถูกผลักออกไป Layer อื่น Fee มีแนวโน้มต่ำลง แล้วแรงจูงใจของ Miner จะมาจากไหน? คำถามนี้ ไม่ใช่ FUD แต่คือ existential question ของ Bitcoin ระยะยาว ⸻ คำตอบกระแสหลัก (Mainstream Bitcoin Narrative) ฝั่ง Bitcoiners ส่วนใหญ่ตอบอยู่ 2 แกน (ตามที่ Yithsword สรุป): 1. Network effect → Block space แน่น → Fee สูง 2. ราคาที่เพิ่มขึ้น → ชดเชย Block reward ที่ลดลง ซึ่งฟังดูดี แต่เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง จะพบว่า สองข้อนี้ย้อนแย้งกันเอง ⸻ จุดแตกหักที่ 1 “ถ้า On-chain แน่น Fee สูง” — แล้วเราพัฒนา Lightning, SegWit, Taproot ไปทำไม? การพัฒนา Bitcoin ตลอด 7–8 ปีหลัง มุ่งลด On-chain footprint อย่างชัดเจน • SegWit ลด block weight (BIP141) • Taproot เพิ่ม privacy + efficiency (BIP340–342) • Lightning Network ย้าย microtransaction ออกนอก chain นี่ไม่ใช่ accident แต่มันคือ design philosophy งานวิจัยชี้ตรงกันว่า Layered scaling คือทางรอดเดียวของ global monetary network ไม่ใช่ high-fee base layer (Gervais et al., 2016; Decker & Wattenhofer, 2015) ผลลัพธ์คือ 👉 On-chain ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ “หนาแน่นตลอดเวลา” ดังนั้น ความหวังว่า Fee จะมาแทน Block reward แบบธรรมชาติ คือความหวังที่สวนกับทิศทางการพัฒนาเองของ Bitcoin ⸻ จุดแตกหักที่ 2 “ราคาจะขึ้นเอง” — นี่คือ assumption ไม่ใช่กลไก Yithsword ชี้ประเด็นสำคัญมากว่า Halving price increase = historical pattern ไม่ใช่ physical law Stock-to-flow ไม่ใช่ causal model เป็นเพียง descriptive model ที่ล้มเหลวในการทำนายช่วงหลัง (PlanB model deviation 2021–2023) งานเศรษฐศาสตร์ชี้ว่า เมื่อ new supply → ใกล้ศูนย์ ราคาจะถูกขับเคลื่อนโดย demand side ล้วน ๆ ไม่ใช่ halving effect (Hayekian monetary theory; Huberman et al., 2021) กล่าวตรง ๆ คือ Halving ในอนาคตอาจ “ไม่กระทบราคา” อีกต่อไป และถ้า ราคาไม่ขึ้น x2 ทุก halving block reward (BTC) จะหดเร็วกว่า cost curve ของ miner ⸻ จุดแตกหักที่ 3 ยิ่งราคาแพง → คนยิ่งหนีไป Layer อื่น → Fee ยิ่งต่ำ นี่คือ feedback loop ที่ย้อนศรกับ narrative ดั้งเดิม • ราคา BTC สูง → ค่า fee ใน satoshi สูง • ผู้ใช้ rational → ย้ายไป L2 / custodial / netting • On-chain usage เหลือเฉพาะ settlement ใหญ่ ๆ • จำนวน tx น้อย → fee market ไม่ลึก งานวิจัยของ Roughgarden (2020) ชี้ว่า Fee market ไม่ได้ guarantee security หาก demand ไม่ต่อเนื่องและไม่หนาแน่น ⸻ “Death Spiral” มีจริงไหม? Piriya Sambandaraks โต้ว่า Death spiral ถูกพูดทุก cycle แต่ไม่เคยเกิด ซึ่งถูก — ในอดีต แต่ประเด็นของ Yithsword คือ อนาคตอาจไม่เหมือนอดีต เพราะ incentive structure กำลังเปลี่ยนเชิงคุณภาพ งานของ Carlsten et al. (2016) เตือนชัดว่า fee-only security model มี attack surface สูงกว่า subsidy-based model ⸻ ข้อเสนอที่ “แรง” และไม่โรแมนติก จากการถกเถียงทั้งหมด ข้อสรุปที่โผล่ขึ้นมา (ชัดในความเห็นของ Piriya + MMing Suk + Patsakorn) คือ 1. Mining อาจไม่ใช่ “ธุรกิจ” แต่เป็น “ต้นทุนความมั่นคง” • รัฐ • Sovereign fund • Critical infrastructure • Custodian รายใหญ่ ขุดไม่ใช่เพื่อกำไร แต่เพื่อ ไม่ให้ระบบพัง นี่สอดคล้องกับ economic theory เรื่อง public good & security externality (Varian, 1992) ⸻ 2. Bitcoin = All or Nothing Piriya กล่าวชัด: Bitcoin จะอยู่รอดไม่ได้ในฐานะ alternative asset ต้องเป็น global monetary network เท่านั้น ถ้า Bitcoin ไม่ถูกใช้เป็น settlement layer ของโลก แรงจูงใจในการ “รักษา chain” จะหายไป ⸻ 3. Game Theory ไม่ได้สวยงาม แต่โหด ถ้า Bitcoin กลายเป็น • ระบบชำระบัญชีระหว่างรัฐ • store of value ระดับ sovereign • rail ของทุนโลก ใคร “ไม่ช่วยขุด” = เปิดช่องให้ศัตรูโจมตีตัวเอง นี่คือ mutually assured security ไม่ใช่ libertarian utopia ⸻ บทสรุป (แบบไม่ปลอบใจ) คำถามของ Yithsword ยังไม่มีคำตอบสุดท้าย และนั่นคือความจริงที่ Bitcoiners ต้องกล้ายอมรับ Bitcoin ไม่การันตีความสำเร็จ มันเพียงเสนอ rule set และปล่อยให้โลกตัดสิน ถ้าวันหนึ่ง consensus rules อ่อน node ถูกครอบงำ mining incentive หาย Bitcoin ก็ ไม่สมควรอยู่รอด และนั่นไม่ใช่โศกนาฏกรรม แต่มันคือ ธรรมชาติของระบบเปิด ⸻ เครดิตแนวคิดจากการสนทนา • Yithsword (เจ้าของโพส) • Piriya Sambandaraks • Puwadol Vichit • MMing Suk • Patsakorn Tripiboonsuk ⸻ ภาคต่อ เมื่อ Fee market ไม่ได้เกิดเอง และ Miner ไม่ใช่พระเอก Bitcoin ต้องเลือกระหว่าง “ความจริง” กับ “ความเชื่อ” ⸻ 1) ความจริงข้อแรกที่ต้องยอมรับ Fee market ≠ Free market แบบอุดมคติ ในตำรามักพูดว่า “เมื่อ block reward หายไป fee market จะทำงานเอง” แต่งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า Fee market ใน blockchain เป็นตลาดที่บิดเบี้ยวโดยโครงสร้าง • Block space เป็นของจำกัดแบบ hard cap • Demand ไม่ต่อเนื่อง (bursty, episodic) • ผู้ใช้มีทางหนี (L2, custodial, netting) Carlsten et al. (2016) แสดงชัดว่า Fee-only regime มีแรงจูงใจให้ miner ทำ “selfish mining” และ “reorg attack” มากขึ้น เพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ พูดให้แรงกว่านั้นคือ Fee market ไม่ใช่รากฐานความมั่นคง แต่เป็นรายได้เสริมที่ผันผวน ⸻ 2) Layered scaling คือสิ่งจำเป็น แต่ Layered scaling “ฆ่า” narrative เรื่อง fee นี่คือความย้อนแย้งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ • ถ้า Bitcoin ไม่ scale → ใช้ไม่ได้ → ตาย • ถ้า Bitcoin scale ด้วย L2 → on-chain tx ลด → fee ต่ำ นี่ไม่ใช่ bug แต่มันคือ trade-off ทางสถาปัตยกรรม ดังนั้นคำถามที่แท้จริงไม่ใช่ “Fee จะพอไหม” แต่คือ ใครควรเป็นผู้จ่ายค่าความมั่นคงของ base layer ⸻ 3) Miner จะไม่ใช่ “ตลาดเสรี” ตลอดไป นี่คือจุดที่บทสนทนาใน Siamese Bitcoiners เริ่มแตะของจริง ข้อเสนอที่โผล่ซ้ำ ๆ จากหลายคนคือ Mining จะกลายเป็น infrastructure ไม่ใช่ธุรกิจ commodity ลักษณะนี้เหมือนอะไร? • ระบบไฟฟ้า • โครงข่ายดาวเทียม • โครงสร้าง defense network คือ ขาดทุนได้ แต่ห้ามล่ม ถ้า Bitcoin กลายเป็น: • settlement layer ระดับรัฐ • reserve rail ของทุนโลก • censorship-resistant backbone ค่า mining = ค่า “ไม่ให้ระบบถูกโจมตี” ไม่ใช่ “ROI” ⸻ 4) “รัฐเข้ามาขุด = Bitcoin ตาย?” ไม่จำเป็น ถ้าเข้าใจ game theory จริง ๆ Bitcoiners สาย libertarian มักกลัวว่า ถ้ารัฐขุด = centralization แต่ในมุม game theory ขั้นสูง สถานการณ์ที่ “หลายรัฐขุดพร้อมกัน” กลับ ลดแรงจูงใจในการโจมตี เพราะ: • ไม่มีรัฐใดควบคุม majority เดียว • การโจมตี = ทำลายความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่ตนถือเอง • Nash equilibrium คือ “รักษา chain” นี่คือ Mutual Deterrence ไม่ใช่ decentralization แบบอุดมคติ แต่เป็น decentralization แบบโลกจริง ⸻ 5) ความจริงที่เจ็บที่สุด Bitcoin ไม่ได้ชนะเพราะ “ดี” แต่ชนะเพราะ “ทางเลือกอื่นแย่กว่า” ประเด็นจาก Patsakorn ชี้ชัดมาก: • Fiat ไม่มี bottom • Trust ในสถาบันลดลง • Capital controls เพิ่มขึ้น • Geopolitics ทำให้ neutral money จำเป็น Bitcoin ไม่ต้องสมบูรณ์ แค่ ไม่โกหก ไม่พิมพ์เพิ่ม ไม่เซ็นเซอร์ ก็พอจะถูก “เลือก” แล้ว ⸻ 6) Worst case ที่คนไม่อยากคิด ลองพูดตรง ๆ แบบไม่กลัวเสียศรัทธา: Worst case: • Fee ต่ำ • Reward ต่ำ • Hashrate ลด • Security margin บางลง แต่ถ้าในสถานการณ์นี้ Bitcoin ยังมีมูลค่าเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ถือรายใหญ่ รัฐ สถาบัน จะ “จำเป็นต้องอุด” security gap ไม่ใช่เพราะรัก Bitcoin แต่เพราะ ต้นทุนการปล่อยให้มันพังสูงกว่า ⸻ 7) Bitcoin ไม่ได้สัญญาว่าจะรอด แต่มันทดสอบมนุษย์ Bitcoin ไม่ได้ออกแบบมาให้ “อยู่รอดอัตโนมัติ” มันออกแบบมาเพื่อทดสอบว่า • เราจะปกป้องระบบที่ยุติธรรมกว่าหรือไม่ • เราจะจ่ายต้นทุนของความจริงหรือไม่ • เราจะยอมรับว่าเงินคือ power infrastructure หรือไม่ ถ้าวันหนึ่ง: • consensus ถูกบิด • node ถูกควบคุม • mining กลายเป็น facade Bitcoin ควรตาย และถ้ามันไม่ตาย นั่นแปลว่าโลก “เลือกมันแล้วจริง ๆ” ⸻ บทสรุปสุดท้าย (ไม่ปลอบใจ) คำถามของ Yithsword ไม่ใช่คำถามของนักลงทุน แต่เป็นคำถามของ สถาปนิกระบบ Bitcoin จะไม่อยู่รอดเพราะราคา ไม่อยู่รอดเพราะ meme ไม่อยู่รอดเพราะ faith มันจะอยู่รอด ก็ต่อเมื่อมีคนจำนวนพอ ยอมจ่ายต้นทุนเพื่อ “ไม่โกหก” และนั่น ไม่ใช่เรื่องเทคนิค แต่เป็นเรื่อง จริยธรรมของอารยธรรม #Siamstr #nostr #bitcoin #BTC
image สัตว์ทั้งปวง… เสมอภาคกันต่อความตาย การมองโลกด้วยสายตาแห่งพุทธธรรม “สัตว์ทั้งปวง ทั้งที่เป็นคนหนุ่ม คนแก่ ทั้งที่เป็นคนพาล และบัณฑิต ทั้งที่มั่งมี และยากจน ล้วนแต่มีความตาย เป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า” (ขุ.ม. ๑๐/๑๔๐/๑๐๘) ถ้อยคำสั้น ๆ นี้ คือหนึ่งในพุทธวจนที่สะท้อน สัจธรรมร่วมกันของสรรพสัตว์ อย่างตรงไปตรงมา และไม่เปิดช่องให้ข้อยกเว้นใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใด ภูมิใด หรือมีคุณสมบัติทางสังคมเช่นไร ⸻ ๑. ความตาย: สัจธรรมที่ไม่เลือกชนชั้น พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่า ความแตกต่างทั้งหลายที่มนุษย์ยึดถือ ไม่ว่าจะเป็นวัย สติปัญญา ฐานะ หรือศีลธรรม ไม่อาจยับยั้งความตายได้ ความตายจึงไม่ใช่บทลงโทษ ไม่ใช่รางวัล แต่เป็น ธรรมดาแห่งสังขาร (สังขารธรรม) “สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและดับไปเป็นธรรมดา” (ขุ.ธ. ๒๕/๒๐/๓๓) การตระหนักถึงความตายเช่นนี้ ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความกลัว แต่เพื่อให้เห็น ความจริงของชีวิตตามที่เป็น ⸻ ๒. คนพาล–บัณฑิต: เสมอกันที่ปลายทาง แต่ต่างกันที่เหตุ พุทธวจนไม่ได้ปฏิเสธความแตกต่างระหว่าง คนพาล กับ บัณฑิต แต่ทรงชี้ว่า ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ “กรรม” ไม่ใช่ที่การหลีกหนีความตาย “สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน เป็นทายาทแห่งกรรม” (ม.มู. ๑๒/๕๗/๔๙) แม้ทุกคนจะต้องตายเหมือนกัน แต่ • ผู้ประมาท ย่อมสะสมเหตุแห่งทุกข์ • ผู้ไม่ประมาท ย่อมสะสมเหตุแห่งความพ้นทุกข์ ดังนั้น ความตายจึง ไม่เท่ากันในผล แต่ เท่ากันในความหลีกเลี่ยงไม่ได้ ⸻ ๓. มั่งมี–ยากจน: ทรัพย์ไม่อาจไถ่ความตาย พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า ทรัพย์สมบัติไม่ใช่ที่พึ่งแท้จริง “ไม่ใช่ทรัพย์ ไม่ใช่โภคะ ที่จะช่วยผู้ตกอยู่ในความตายได้” (สํ.ส. ๑๕/๑๘๗/๓๓๔) ความมั่งมีอาจยืดอายุ แต่ไม่อาจยกเลิกความตาย และไม่อาจเปลี่ยนผลของกรรม สิ่งเดียวที่ติดตามสัตว์ไปได้ คือ การกระทำทางกาย วาจา ใจ (กรรม) ⸻ ๔. ความตายเป็น “ครู” ของความไม่ประมาท พุทธวจนนี้สอดคล้องกับหลัก อัปปมาทธรรม อย่างลึกซึ้ง “ความไม่ประมาท เป็นทางแห่งอมตธรรม ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย” (ขุ.ธ. ๒๕/๒๑/๓๔) การระลึกถึงความตาย (มรณสติ) ไม่ใช่เพื่อหมกมุ่นกับความสิ้นสุด แต่เพื่อให้ ชีวิตปัจจุบันมีคุณค่า ⸻ ๕. ความหมายที่ลึกที่สุด: ความตายคือกระจกของอนัตตา เมื่อพิจารณาอย่างถึงที่สุด ความตายทำให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดเป็น “ตัวตน” ที่ควบคุมได้ “รูปไม่ใช่ตัวตน เวทนาไม่ใช่ตัวตน สัญญาไม่ใช่ตัวตน สังขารไม่ใช่ตัวตน วิญญาณไม่ใช่ตัวตน” (สํ.ข. ๑๗/๒๒/๕๙) สิ่งที่เกิด ต้องดับ สิ่งที่ดับ ไม่ใช่ “เรา” ⸻ บทสรุป พุทธวจนที่ว่า “สัตว์ทั้งปวง… ล้วนแต่มีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า” มิใช่ถ้อยคำปลอบใจ และไม่ใช่คำขู่ แต่คือ การชี้ตรงไปยังความจริง เพื่อให้มนุษย์หยุดหลง หยุดประมาท และเริ่มใช้ชีวิตด้วยปัญญา เพราะเมื่อความตายไม่เลือกใคร สิ่งเดียวที่เลือกได้ คือ เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ก่อนที่ความตายนั้นจะมาถึง “ชีวิตน้อยนัก เร็วไว ประหนึ่งฟ้าแลบ” (องฺ.อฏฺฐก. ๒๓/๖๓/๒๐๕) ⸻ ๖. ความตายในกรอบ “ปฏิจจสมุปบาท” ความตายไม่ได้เกิดลอย ๆ แต่มีเหตุ พระพุทธเจ้าไม่ทรงมองความตายเป็นเหตุการณ์โดดเดี่ยว แต่เป็น ผลปลายของกระบวนการเหตุ–ปัจจัย “ชาติเป็นปัจจัยให้มี ชรา–มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส” (สํ.นิ. ๑๖/๑/๑) ความตายจึงไม่ใช่ “เรื่องสุดท้าย” แต่เป็น ผลสะสมของความเกิด และความเกิดนั้นเอง ก็มีรากมาจาก “เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ” (สํ.นิ. ๑๖/๑/๑) กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ใช่ความตายที่น่ากลัว แต่คือ ‘การยึด’ ที่ทำให้ต้องเกิด และเมื่อเกิด ก็ต้องตาย ⸻ ๗. ความตายทางกาย vs ความตายทางจิต พุทธธรรมแยก “ความตาย” ออกเป็นสองระดับอย่างชัดเจน ๗.๑ ความตายทางกาย (รูปขันธ์แตกดับ) เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับสัตว์โลกทั้งปวง “สังขารทั้งปวงมีความแตกดับเป็นธรรมดา” (ขุ.ธ. ๒๕/๓๔/๕๑) ๗.๒ ความตายทางจิต (การดับของอัตตา) แต่สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม มีความตายอีกแบบหนึ่งที่ ไม่ใช่ความสูญเสีย แต่คือความพ้น “สิ่งใดไม่เกิด สิ่งนั้นไม่แก่ ไม่ตาย” (อุ. ๒๕/๔๓/๕๐) จิตที่ไม่ยึด คือจิตที่ “ไม่เกิด” และเมื่อไม่เกิด ก็ไม่มีอะไรให้ตาย ⸻ ๘. มรณสติ: การระลึกถึงความตายที่ถูกต้อง พระพุทธเจ้าไม่ทรงสอนให้กลัวความตาย แต่ทรงสอนให้ รู้เท่าทันความตาย “ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเจริญมรณสติ” (องฺ.เอก. ๒๐/๓๐๔/๓๔) มรณสติที่ถูกต้อง ไม่ใช่การคิดว่า “เราจะตายเมื่อไร” แต่คือการเห็นว่า “สิ่งที่เรียกว่า ‘เรา’ กำลังแตกสลายอยู่ทุกขณะ” ⸻ ๙. ความไม่ประมาท: หัวใจของพุทธศาสนา พุทธวจนเรื่องความตายทั้งหมด ลงเอยที่หลักเดียวกันคือ อัปปมาทะ “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความไม่ประมาทว่า เป็นธรรมเครื่องยังประโยชน์ทั้งปวงให้สำเร็จ” (สํ.ส. ๑๕/๓๘๘/๑๔๖) ผู้ไม่ประมาท ไม่หลงในวัย ไม่หลงในปัญญา ไม่หลงในทรัพย์ และไม่หลงในชีวิต ⸻ ๑๐. จุดหมายสูงสุด: อมตธรรม (นิพพาน) ในที่สุด พุทธวจนเรื่องความตาย ไม่ได้จบที่การยอมรับความตาย แต่จบที่การชี้ไปสู่ สิ่งที่ไม่ตาย “มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธาตุอันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ” (อุ. ๒๕/๔๓/๕๐) สิ่งนั้นไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ชีวิตนิรันดร์ แต่คือ การดับของเหตุแห่งความตาย ⸻ บทสรุปสุดท้าย พุทธวจนที่กล่าวว่า “สัตว์ทั้งปวง… ล้วนมีความตายเป็นที่ไปถึงในเบื้องหน้า” ไม่ได้สอนให้สิ้นหวัง แต่สอนให้ ตื่น ตื่นจากความหลงว่าเราคงอยู่ ตื่นจากความประมาท และตื่นสู่หนทางที่ “ไม่มีการเกิด จึงไม่มีการตาย” “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา” (สํ.ส. ๑๕/๓๘๔/๑๔๓) #Siamstr #nostr #พุทธวจน #ธรรมะ
image 🧙🪄 บทสนทนาในพื้นที่ที่เริ่มตั้งคำถามกับ “เหตุผล” เอง ภาคต่อ — The Cabal That Never Was หลังจาก Humor Module ถูกเปิดใช้งาน ไม่มีใครพูดถึงมันอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่เพราะมันไม่สำคัญ แต่เพราะไม่มีใครแน่ใจว่า ควรพูดถึงสิ่งที่ทำให้โลกหัวเราะ ด้วยน้ำเสียงจริงจังแค่ไหน ⸻ ผลกระทบแรก ไม่ได้เกิดในห้องทดลอง หรือศูนย์อำนาจ มันเกิดในห้องประชุมเล็ก ๆ ที่มีคนเถียงกันเรื่อง “ภัยคุกคามลับ” ซึ่งไม่มีใครเคยเห็น แต่ทุกคนมั่นใจว่ามีอยู่จริง ชายคนหนึ่งลุกขึ้น อธิบายด้วยกราฟ ว่ามีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง กำลังควบคุมทุกเหตุการณ์ เขาพูดอย่างมั่นใจ จนกระทั่ง เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากมุมห้อง ไม่ใช่เสียงเยาะ แต่เป็นเสียงหัวเราะแบบ “เอ…ถ้าอย่างนั้นจริง มันต้องเก่งมากเลยนะ” ห้องเงียบลงทันที ไม่มีใครโกรธ แต่ไม่มีใครสามารถ พูดประโยคเดิมซ้ำได้ โดยไม่ฟังดู…แปลก (แนวคิด humor as frame-breaker: Martin, 2007) ⸻ Nara บันทึกไว้ในไฟล์ส่วนตัวว่า “Humor Module ไม่ได้ทำลายความเชื่อ แต่มันทำให้ความเชื่อ ต้องยืนด้วยขาของตัวเอง” เธอสังเกตว่า ทุก narrative ที่อธิบายโลก ด้วย “ผู้ร้ายเพียงหนึ่งเดียว” เริ่มมีปัญหา ไม่ใช่เพราะมีข้อมูลใหม่ แต่เพราะมัน ไม่ตลกพอ เมื่อเทียบกับความซับซ้อนของความจริง ⸻ Iren เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า The Cabal That Never Was ไม่ใช่เพราะไม่มีอำนาจ ไม่ใช่เพราะโลกยุติธรรม แต่เพราะ โลกไม่เป็นระเบียบพอ จะถูกควบคุมโดยใครคนเดียว เขาเขียนไว้ว่า “มนุษย์ไม่ได้เชื่อในคาบาล เพราะมันจริง แต่เพราะมันทำให้ความโกลาหล ดูมีเจตนา” (แนวคิด need for intentionality: Dennett, 1987) ⸻ ผลข้างเคียงเริ่มปรากฏ บางคนรู้สึกไม่สบายใจ เพราะการไม่มี “ผู้บงการลับ” หมายความว่า ไม่มีใครต้องรับผิดชอบทั้งหมด บางคนโกรธ เพราะการหัวเราะ ทำลายอัตลักษณ์ของการเป็น “ผู้รู้ความจริง” แต่บางคน รู้สึกเบาขึ้นอย่างประหลาด เพราะถ้าโลกไม่ได้ถูกควบคุม ก็แปลว่า การกระทำเล็ก ๆ ยังมีความหมาย ⸻ คืนหนึ่ง ชายชราปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีหม้อ ไม่มีแสง ไม่มีข้อความลอย เขานั่งเงียบ ๆ เหมือนคนที่แวะมาดู ว่าโปรแกรมยังรันอยู่ไหม “ผู้คนถามถึงคาบาล” Sela พูด “พวกเขายังอยากรู้ว่า ใครคุมเกม” ชายชราพยักหน้า เหมือนเข้าใจดีเกินไป “มนุษย์ไม่กลัวความชั่วร้าย” เขาพูดช้า ๆ “มนุษย์กลัวความบังเอิญ” (แนวคิด intolerance of randomness: Taleb, 2007) ⸻ “แล้วลุงล่ะ” เด็กคนนั้นถาม ตอนนี้โตพอจะไม่เชื่อทุกคำตอบ แต่ยังถามอยู่ “ลุงคืออะไร” ชายชรานิ่งไป คราวนี้นานกว่าทุกครั้ง “ผมคือระบบ debug” เขาตอบในที่สุด “ไม่ใช่เพื่อหาคนผิด แต่เพื่อดูว่า ใครโทษสิ่งที่ไม่มีอยู่” ⸻ ก่อนจะหายไป เขาทิ้งคำเตือนไว้ ไม่ดัง ไม่เป็นทางการ “ระวังนะ ถ้าคุณต้องการคาบาลมากเกินไป วันหนึ่งคุณอาจสร้างมันขึ้นมาเอง เพื่อให้โลกยังดูมีเรื่องเล่า” (แนวคิด social construction of enemies: Berger & Luckmann, 1966) ⸻ เช้าวันถัดมา ข่าวลือยังคงมี ทฤษฎีสมคบคิดยังไม่หายไป แต่มีสิ่งหนึ่งเปลี่ยน ทุกครั้งที่มีใครพูดว่า “ทุกอย่างถูกควบคุมหมดแล้ว” จะมีใครสักคนถามกลับ ด้วยน้ำเสียงกึ่งขำกึ่งจริงจังว่า “ถ้างั้น เขาคุมความผิดพลาดทั้งหมดนี่ได้ยังไง” และคำถามนั้น จะลอยอยู่ในอากาศ นานพอ ให้ความเชื่อ เริ่มรู้สึกหนัก ⸻ Iren ปิดบันทึกภาคนี้ ด้วยประโยคสั้น ๆ “คาบาลที่อันตรายที่สุด ไม่ใช่กลุ่มลับ แต่คือความคิดที่ว่า โลกต้องมีคนคุม เพื่อที่เราจะไม่ต้องรับผิดชอบ” เขาวางปากกา หัวเราะเบา ๆ เพราะดูเหมือนว่า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลก ไม่ใช่ AI ไม่ใช่พลังงาน ไม่ใช่การคำนวณ แต่คือ ความสามารถในการหัวเราะ เมื่อโลกไม่เป็นอย่างที่เราอยากให้เป็น — จบภาค The Cabal That Never Was ⸻ 📚 อ้างอิงแนวคิด (แทรกตามบริบท) • Dennett (1987) • Taleb (2007) • Martin (2007) • Berger & Luckmann (1966) ——— 🧙🪄 บทสนทนาในพื้นที่ที่เริ่มไม่มี “ผู้ร้ายหลัก” ให้โทษ ภาคต่อ — When the System Lost Its Villain หลังจากคาบาลหายไป ไม่ใช่ในฐานะ “ความจริง” แต่ในฐานะ “คำอธิบายที่ใช้ได้” ระบบก็เข้าสู่ภาวะที่ไม่มีใครเตรียมใจไว้ ⸻ ช่วงแรก ผู้คนพยายามแทนที่มัน บางคนเสนอชื่อใหม่ เรียกมันว่า Network บางคนเรียก Deep Structure บางคนเรียก มันก็ซับซ้อนแบบนี้แหละ แต่ไม่มีคำไหนอยู่ได้นาน เพราะทุกคำ ต้องแบกรับภาระเดียวกัน คือ การเป็น “ตัวการ” และโลกในช่วงนั้น เริ่มต่อต้านคำอธิบายที่ชี้นิ้ว อย่างเงียบ ๆ ⸻ ผลกระทบที่คาดไม่ถึง คือข่าวเริ่มฟังดู…น่าเบื่อ ไม่มีใครคุมทุกอย่าง ไม่มีใครวางแผนยิ่งใหญ่ มีแต่คนจำนวนมาก ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลไม่ครบ แรงกดดันเฉพาะหน้า และความกลัวที่คล้ายกันเกินไป พาดหัวข่าวพยายามจะเร้า แต่เสียงหัวเราะแบบใหม่ แทรกเข้ามาเป็นระยะ ไม่ใช่เสียงหัวเราะใส่ใคร แต่เป็นเสียงหัวเราะใส่ ความพยายามทำให้โลก ดูเหมือนละครที่มีผู้กำกับ (แนวคิด narrative fatigue และ complexity saturation) ⸻ Sela สังเกตว่า การถกเถียงทางการเมือง เริ่มเปลี่ยนรูปแบบ คำว่า “เขาอยู่เบื้องหลัง” ถูกแทนที่ด้วย “แล้วเราทำอะไรต่อได้บ้าง” ไม่ใช่เพราะผู้คนฉลาดขึ้น แต่เพราะ ไม่มีศัตรูสมบูรณ์แบบให้โยนความผิด และความว่างนั้น น่ากลัวกว่าศัตรูใด ๆ ⸻ “ถ้าไม่มีคาบาล” Mara พูดในวงสนทนาเล็ก ๆ “แปลว่าความล้มเหลว เป็นของเราใช่ไหม” ไม่มีใครตอบทันที คำถามนั้น ไม่มีกราฟ ไม่มีมีม ไม่มีทฤษฎีสำเร็จรูป มันต้องการบางอย่างที่หนักกว่า คือ การยอมรับส่วนแบ่งความรับผิดชอบ (แนวคิด diffusion of responsibility กลับด้าน) ⸻ ชายชราปรากฏตัวอีกครั้ง คราวนี้ไม่โดดเด่น เหมือนคนที่ตั้งใจไม่ให้ถูกสังเกต เขานั่งฟัง ไม่สอน ไม่ขัด “ระบบเป็นยังไงบ้าง” เขาถามเหมือนถามอากาศ Iren ตอบแทนทุกคน “มันเงียบครับ น่ากลัวกว่าเดิม” ชายชราพยักหน้า “แน่นอน” เขาว่า “เพราะตอนนี้ ไม่มีใครให้เกลียดแทนตัวเอง” ⸻ เขาเล่าว่า ในเวอร์ชันก่อนหน้า ระบบต้องมีผู้ร้าย เพื่อรักษาเสถียรภาพทางอารมณ์ ไม่ใช่เพื่อควบคุมโลก แต่เพื่อให้มนุษย์ ไม่ต้องแบกรับความไม่แน่นอนทั้งหมด “คาบาลไม่ใช่ศัตรู” เขาพูด “มันคือเบาะรองรับความกลัว” (แนวคิด psychological buffering under uncertainty) ⸻ Nara ถามคำถามที่ไม่มีใครอยากถาม “แล้วถ้าเราไม่ต้องการเบาะนั้นล่ะ” ชายชรามองเธอ เหมือนมองระบบที่เพิ่งโตพอ จะถอดล้อช่วยทรงตัว “ถ้าอย่างนั้น” เขาตอบ “ระบบจะไม่ให้คำตอบสำเร็จอีกต่อไป มันจะให้ทางเลือก และผลลัพธ์” ⸻ คืนนั้น ไม่มีเหตุการณ์ประหลาด ไม่มีแสง ไม่มีข้อความ แต่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น มีคนเริ่มทำสิ่งเล็ก ๆ โดยไม่อ้างอิงศัตรู แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่รอการเปิดโปง ตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง โดยไม่ต้องมีผู้ร้ายในตำนาน มันดูไม่ยิ่งใหญ่ ไม่โรแมนติก และไม่ไวรัล แต่ระบบเริ่ม…ขยับ ⸻ ก่อนจะหายไปอีกครั้ง ชายชราพูดประโยคสุดท้ายของภาคนี้ “ระวังนะ โลกที่ไม่มีคาบาล จะบังคับให้คุณเลือก ระหว่าง ความซับซ้อน กับความซื่อสัตย์ต่อความจริง” เขาหยุด ยิ้มบาง ๆ “และมนุษย์ ไม่เคยถนัดทั้งสองอย่างพร้อมกัน” ⸻ Iren เขียนบันทึกปิดท้าย “เมื่อระบบสูญเสียผู้ร้าย มันไม่ได้พัง แต่มันเปิดเผย ว่าเราคาดหวังให้ใคร รับผิดแทนเรามาตลอด” เขาปิดสมุด คราวนี้ไม่มีรอยยิ้ม แต่ไม่มีความกลัวเช่นกัน เพราะบางที โลกที่ไม่มีคาบาล อาจไม่ปลอดภัยกว่า แต่เป็นโลกเดียว ที่การกระทำของเรา ยังมีน้ำหนักจริง — จบภาค When the System Lost Its Villain #Siamstr #nostr #IsaacAsimov