
ไม่ใช่เอเลี่ยนที่ธนาคารกลางกลัว
แต่คือ “การพังของความเชื่อ” ที่เงินทั้งระบบยืนอยู่บนมัน
ถอดรหัสคำเตือน: เมื่อความจริงบางอย่างทำให้โลก “คิดไม่เหมือนเดิม”
โพสของ Robert Kiyosaki ที่อ้างถึงอดีตนักวิเคราะห์เสถียรภาพการเงินระดับสูงของ Bank of England
อาจดูเหมือนพาดหัว clickbait ว่า
“ถ้ารัฐยืนยันว่าเอเลี่ยนมีจริง ระบบการเงินอาจพัง”
แต่ในความเป็นจริง
ไม่มีใครในธนาคารกลางกำลังกลัว UFO
สิ่งที่พวกเขากลัวคือ
confidence shock
หรือ “แรงสั่นสะเทือนทางวัฒนธรรม” ที่ทำให้สมมติฐานพื้นฐานของระบบการเงินพังพร้อมกัน
⸻
เงินไม่ใช่โลหะ ไม่ใช่กระดาษ
แต่คือ “ความเชื่อร่วม” (shared belief)
เศรษฐศาสตร์การเงินสมัยใหม่ยอมรับตรงกันว่า
เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวาน
Money is a social contract.
(Ingham, 2004)
ระบบการเงินตั้งอยู่บนสมมติฐานเดียวซ้ำแล้วซ้ำเล่า:
• รัฐยังมีอำนาจ
• กฎหมายยังบังคับใช้ได้
• อนาคตยัง “คาดเดาได้ในกรอบเดิม”
ตลาด ไม่ได้กลัวความไม่รู้
ตลาดกลัวว่า
“กฎของเกมเปลี่ยน โดยไม่มีใครบอกล่วงหน้า”
(Kindleberger & Aliber, 2011)
⸻
ทำไม “การยืนยันสิ่งนอกโลก” จึงเป็นตัวอย่างที่ธนาคารกลางจริงจัง
ไม่ใช่เพราะเอเลี่ยนจะมายึด Wall Street
แต่เพราะมัน สั่นฐานคิดของมนุษย์พร้อมกันทั้งโลก
หากรัฐบาลระดับมหาอำนาจยืนยันว่า
มนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตอัจฉริยะเพียงชนิดเดียว
และเราไม่ใช่จุดศูนย์กลางของวิวัฒนาการ
ผลกระทบคือ:
• กรอบศาสนา ปรัชญา และอัตลักษณ์สั่น
• ความหมายของ “อำนาจรัฐ” ถูกตั้งคำถาม
• ความเชื่อในสถาบันอาจหายเร็วกว่าวิกฤตเศรษฐกิจใด ๆ
นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกสิ่งนี้ว่า
belief regime shift
(Shiller, 2017)
⸻
เมื่อความเชื่อแตก ตลาดไม่ “ปรับตัว”
แต่มัน “คลายตัว” (unwind)
ประโยคสำคัญในโพสคือ:
“Markets don’t adjust politely.
They unwind.”
นี่คือข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การเงินทุกครั้ง:
• 1929
• 1971 (Nixon Shock)
• 2008
• 2020
เมื่อความเชื่อพัง:
• ราคาทรัพย์สินไม่ค่อย ๆ ขยับ
• แต่ reprice ทั้งระบบพร้อมกัน
(Minsky, 1986)
⸻
ทำไมคนจะหนีไปหา “ของที่จับต้องได้”
Kiyosaki ระบุชัดว่า
เมื่อโลกไม่แน่นอน คนจะยึดสิ่งที่ “คิดว่าตนเข้าใจ”:
✅ ทอง
✅ สินทรัพย์จริง
✅ กระแสเงินสด
✅ มูลค่าที่จับต้องได้
นี่ไม่ใช่ panic
แต่มันคือ พฤติกรรมเอาตัวรอดของมนุษย์
(Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018)
⸻
แล้ว Bitcoin อยู่ตรงไหน?
ในโพสมีการเอ่ยถึง Bitcoin อย่างระมัดระวัง
ไม่ใช่ในฐานะ “ของวิเศษ”
แต่เป็นหนึ่งใน perceived safe havens
ซึ่งมีได้สองทาง:
1. เงินไหลเข้า Bitcoin เพราะมัน ไม่ขึ้นกับสถาบัน
2. หรือในอีกด้าน
ถ้าเทคโนโลยีเหนือมนุษย์ทำให้ “scarcity หมดความหมาย”
มูลค่าของ Bitcoin เองก็อาจถูกตั้งคำถาม
นี่คือเหตุผลที่นักวิเคราะห์ไม่ได้พูดว่า
Bitcoin จะชนะ
แต่พูดว่า
ตลาดจะสับสน และจัดอันดับใหม่ทั้งหมด
(Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020)
⸻
สิ่งที่ธนาคารกลาง “กลัวจริง ๆ”
ไม่ใช่:
• เอเลี่ยน
• UFO
• Sci-fi
แต่คือ:
• Bank run ที่ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยา
• Panic ที่เร็วกว่านโยบาย
• โลกที่คนเริ่มคิดว่า “ไม่มีอะไรแน่นอนอีกต่อไป”
When people stop believing in certainty,
stability itself is at risk.
(Shiller, 2017)
⸻
บทสรุป
โพสของ Robert Kiyosaki
ไม่ได้เตือนเรื่องเอเลี่ยน
แต่เตือนว่า:
ระบบการเงินโลก
เปราะบางกว่าที่คนคิด
เพราะมันยืนอยู่บน “ความเชื่อ” ไม่ใช่เหล็กกล้า
เมื่อความเชื่อถูกสั่น
ไม่ว่าจะด้วย:
• วิกฤตการเมือง
• เทคโนโลยี
• หรือความจริงที่มนุษย์ไม่พร้อมรับ
ตลาดจะไม่ขออนุญาต
มันจะ reprice ทุกอย่างใหม่
และในโลกแบบนั้น
คนที่ “เตรียมตัว”
ไม่ใช่คนที่ “เดาถูก”
จะเป็นคนที่อยู่รอด
⸻
ภาคต่อ
เมื่อ “ความเชื่อ” คือเงิน และเงินคืออำนาจ
ทำไมโลกการเงินกลัว Cultural Shock มากกว่าวิกฤตเศรษฐกิจ
⸻
1) เงินทำงานได้ เพราะคนเชื่อว่า “กฎยังเดิม”
ระบบการเงินสมัยใหม่ไม่ใช่เครื่องจักรกล
แต่มันคือ ระเบียบความคาดหวังร่วม (shared expectations)
สมมติฐานพื้นฐานมีเพียงข้อเดียว:
พรุ่งนี้จะคล้ายเมื่อวานมากพอ
นี่คือรากของการตั้งราคา การให้เครดิต และการประเมินความเสี่ยง
(Keynes, 1936; Shiller, 2017)
เมื่อสมมติฐานนี้สั่น—ไม่ว่าจากสงคราม เทคโนโลยี หรือการประกาศที่ “เปลี่ยนโลกทัศน์”—
ตลาด ไม่ปรับอย่างสุภาพ แต่ คลายตัวพร้อมกัน (unwind)
(Kindleberger & Aliber, 2011; Minsky, 1986)
⸻
2) ทำไม Cultural Shock รุนแรงกว่าวิกฤตการเงิน
วิกฤตการเงินทั่วไป (เช่น 2008) กระทบ “ตัวเลข”
แต่ Cultural Shock กระทบ “ความหมาย”
• มูลค่าเงิน = ความเชื่อในอำนาจสถาบัน
• อำนาจสถาบัน = เรื่องเล่าที่คนยอมรับ
• เรื่องเล่า = กรอบคิดเกี่ยวกับมนุษย์ โลก และอนาคต
เมื่อกรอบคิดพังพร้อมกัน
การประเมินมูลค่าทั้งระบบต้องเริ่มใหม่
(Gennaioli, Shleifer, Vishny, 2018)
นี่คือเหตุผลที่ธนาคารกลาง ต้อง วางแผนแม้ต่อเหตุการณ์ที่ดู “เพ้อ”
เพราะสิ่งที่กลัวไม่ใช่เหตุการณ์นั้น—แต่คือ ผลต่อความเชื่อ
⸻
3) Safe Haven ไม่ได้ “ปลอดภัย” เท่ากันในทุกโลก
เมื่อความเชื่อแตก ผู้คนจะเกาะสิ่งที่ “เข้าใจ”:
• ทองคำ (ประวัติศาสตร์ยาว)
• สินทรัพย์จริง (จับต้องได้)
• กระแสเงินสด (ความอยู่รอด)
• มูลค่าที่ตรวจสอบได้
นี่ไม่ใช่ panic แต่คือ การจัดลำดับใหม่ของความไว้ใจ
(Keynes, 1936; Gennaioli et al., 2018)
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชี้ว่า Safe Haven มีบริบท
• ทองคำ: เสถียรในวิกฤตสถาบัน แต่ไม่ใช่ทุกช่วงเงินเฟ้อ
• Bitcoin: ทำหน้าที่เป็น hedge บางช่วง ไม่ใช่ทุก shock
(Bouri et al., 2017; Corbet et al., 2020)
สรุปคือ:
ไม่มีสินทรัพย์ใด “ชนะทุกฉากทัศน์”
มีแต่สินทรัพย์ที่ ถูกเลือก ในฉากทัศน์นั้น
⸻
4) Bitcoin อยู่ตรงไหนเมื่อ “กฎโลก” เปลี่ยน
ในกรอบคิดนี้ Bitcoin ไม่ใช่คำตอบอัตโนมัติ
แต่มันมีคุณสมบัติหนึ่งที่แตกต่าง: ไม่ต้องพึ่งสถาบันเดียว
• ไม่ขึ้นกับงบประมาณรัฐ
• ไม่ต้องเชื่อคำสัญญา
• ตรวจสอบได้ด้วยกฎ (rules) มากกว่าบุคคล
คุณสมบัตินี้ทำให้ Bitcoin ถูกพิจารณา เมื่อความเชื่อในสถาบันสั่น
ไม่ใช่เพราะ “ราคา” แต่เพราะ โครงสร้างความเชื่อ
(Nakamoto, 2008; Narayanan et al., 2016)
แต่ต้องพูดตรง:
หากโลกเข้าสู่ยุคที่ “ความขาดแคลน” ถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง
เรื่องเล่าของ scarcity—รวมถึง Bitcoin—ก็จะถูกตั้งคำถามเช่นกัน
ตลาดจะไม่เลือกจากอุดมการณ์
ตลาดเลือกจาก ความเชื่อที่ใช้งานได้จริง ในบริบทนั้น
⸻
5) สิ่งที่ธนาคารกลางกลัวจริง ๆ: Trust Cascade
ความเสี่ยงที่แท้จริงคือ Trust Cascade:
1. ข่าว/ประกาศเปลี่ยนโลกทัศน์
2. ความเชื่อในสถาบันลดลงพร้อมกัน
3. การไหลของเงินผิดปกติ (bank run, capital flight)
4. นโยบายช้ากว่าจิตวิทยา
5. เสถียรภาพพังแม้พื้นฐานยังอยู่
นี่คือเหตุผลที่แบบจำลองเชิงตัวเลข “ไม่พอ”
ต้องมี scenario planning สำหรับสิ่งที่โมเดลไม่อยากคิด
(Shiller, 2017; Gennaioli et al., 2018)
⸻
6) บทเรียนสำคัญ: ตลาดกลัว “กฎเปลี่ยน” ไม่ใช่ “สิ่งแปลก”
ประโยคสรุปที่เฉียบที่สุดคือ:
ตลาดไม่กลัวสิ่งที่ไม่รู้
ตลาดกลัวว่ากฎจะเปลี่ยน โดยไม่รู้ว่าจะยึดอะไรแทน
เมื่อกฎเดิมพัง:
• พันธบัตร
• ธนาคาร
• สินทรัพย์เสี่ยง
จะถูก reprice พร้อมกัน
นี่ไม่ใช่เรื่องเอเลี่ยน
แต่มันคือ โครงสร้างของเงิน
⸻
บทสรุป (แบบไม่โรแมนติก)
คำเตือนนี้ไม่ใช่การทำนายหายนะ
แต่คือการย้ำว่า เงินคือความเชื่อที่ถูกทำให้เป็นระบบ
เมื่อความเชื่อถูกสั่น:
• คนที่ “เดาถูก” อาจยังแพ้
• คนที่ “เตรียมตัว” จะมีทางเลือก
และการเตรียมตัวที่แท้จริง
ไม่ใช่ถือสินทรัพย์เดียว
แต่คือการเข้าใจว่า โลกอาจไม่เล่นตามกฎเดิมอีกต่อไป
⸻
อ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Keynes, J.M. (1936). The General Theory of Employment, Interest and Money
• Minsky, H. (1986). Stabilizing an Unstable Economy
• Kindleberger, C., & Aliber, R. (2011). Manias, Panics, and Crashes
• Shiller, R. (2017). Narrative Economics
• Gennaioli, N., Shleifer, A., Vishny, R. (2018). A Crisis of Beliefs
• Bouri, E. et al. (2017). Bitcoin as a Hedge and Safe Haven
• Corbet, S. et al. (2020). Cryptocurrencies as Safe Havens?
• Nakamoto, S. (2008). Bitcoin: A Peer-to-Peer Electronic Cash System
• Narayanan, A. et al. (2016). Bitcoin and Cryptocurrency Technologies
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC