
👽👾🛸ความเป็นไปได้ของ “Alien” ในมุมวิทยาศาสตร์
และเหตุใดเพียงการ “ยืนยันโดยรัฐ” อาจเขย่าระบบการเงินโลก
เรียบเรียงจากรายงานของ The Times และ The Independent
พร้อมวิเคราะห์เชิงวิชาการ
⸻
1. บริบทของข่าว: สิ่งที่อดีตนักวิเคราะห์ Bank of England พูดจริง ๆ
รายงานจาก The Times และ The Independent ระบุว่า Helen McCaw อดีตนักวิเคราะห์อาวุโสด้านความมั่นคงทางการเงินของ Bank of England ได้ส่งจดหมายถึง Andrew Bailey เพื่อเรียกร้องให้เตรียม contingency plan สำหรับกรณีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศยืนยันการมีอยู่ของ alien life หรือ non-human intelligence
ประเด็นของ McCaw ไม่ได้อยู่ที่
“alien จะบุกโลกหรือไม่”
แต่อยู่ที่
ผลกระทบเชิงจิตวิทยาและเชิงระบบ (systemic impact)
หาก “ความจริงพื้นฐานเกี่ยวกับตำแหน่งของมนุษย์ในจักรวาล” ถูกยืนยันอย่างเป็นทางการโดยรัฐ
⸻
2. ก่อนวิเคราะห์ผลกระทบ ต้องถามก่อนว่า “alien” มีความเป็นไปได้แค่ไหน
ในทางวิทยาศาสตร์ คำว่า alien ไม่ได้เป็นคำเดียว แต่แบ่งเป็นหลายระดับ ซึ่ง ความเป็นไปได้แตกต่างกันอย่างมาก
2.1 ชีวิตระดับจุลชีพ (Microbial life)
→ ความเป็นไปได้: สูงมาก
หลักฐานทางดาราศาสตร์และชีวเคมีสนับสนุนว่า
• กาแล็กซีทางช้างเผือกมีดาวฤกษ์หลายแสนล้านดวง
• ดาวเคราะห์ใน habitable zone พบได้ทั่วไป
• น้ำและโมเลกุลอินทรีย์ตรวจพบทั้งในดาวเคราะห์ น้ำแข็งใต้ผิวดาว และอุกกาบาต
การค้นพบกรดอะมิโนในอุกกาบาต Murchison และการยืนยันว่าดวงจันทร์อย่าง Europa และ Enceladus มีมหาสมุทรใต้ผิว สนับสนุนแนวคิดว่า
ชีวิตพื้นฐานอาจเกิดขึ้นได้เองเมื่อมีเงื่อนไขทางเคมีและพลังงานเหมาะสม
(NASA Astrobiology; Davies, 2013; Chyba & Hand, 2005)
👉 ในวงวิชาการ แทบไม่มีข้อโต้แย้งว่าชีวิตพื้นฐานนอกโลก “อาจมีอยู่”
⸻
2.2 ชีวิตที่มีสติปัญญา (Intelligent life)
→ ความเป็นไปได้: ไม่แน่นอน
บนโลก ชีวิตเกิดเร็วมาก แต่
• สิ่งมีชีวิตที่มีสมองซับซ้อนเกิดช้ามาก
• สติปัญญาเชิงเทคโนโลยีไม่ใช่ผลลัพธ์จำเป็นของวิวัฒนาการ
นักชีววิทยาวิวัฒนาการถกเถียงกันมานานว่า
สติปัญญาอาจเป็น “อุบัติเหตุทางวิวัฒนาการ” ไม่ใช่เส้นทางบังคับ
(Gould, 1989; Conway Morris, 2003)
⸻
2.3 อารยธรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
→ ความเป็นไปได้: ต่ำ แต่ไม่เป็นศูนย์
นี่คือบริเวณของ Fermi Paradox
ถ้ามีอารยธรรมขั้นสูงจริง ทำไมเราไม่พบหลักฐานชัดเจน
คำอธิบายในวงวิชาการ เช่น
• Great Filter (มีขั้นตอนหนึ่งที่ยากมาก)
• อายุอารยธรรมสั้น
• ใช้เทคโนโลยีที่เราไม่สามารถตรวจจับ
• หรือไม่สนใจติดต่อ
โครงการอย่าง SETI ยืนยันว่า
ยังไม่พบสัญญาณยืนยัน แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้
(Tarter, 2001)
⸻
3. แล้ว UAP / UFO ที่รัฐพูดถึงคืออะไรแน่
หน่วยงานอย่าง NASA และกระทรวงกลาโหมสหรัฐใช้คำว่า
UAP – Unidentified Anomalous Phenomena
ความหมายทางวิชาการคือ
“ยังไม่สามารถอธิบายได้ด้วยข้อมูลปัจจุบัน”
ไม่ใช่
“ยืนยันว่าเป็น alien”
รายงานส่วนใหญ่ชี้ว่า
• สัดส่วนมากอธิบายได้ภายหลัง (เทคโนโลยีมนุษย์ / ปรากฏการณ์ธรรมชาติ / error)
• มีส่วนน้อยที่ยังไม่ทราบสาเหตุ (unknown ≠ extraterrestrial)
นักวิทยาศาสตร์จึงระมัดระวังอย่างยิ่งในการสรุป (Sagan, 1995)
⸻
4. แล้วความเป็นไปได้ที่ “รัฐปิดบังความจริง” ล่ะ
ในเชิงโครงสร้างความรู้ (epistemology)
การปกปิดหลักฐานทางฟิสิกส์ระดับโลก
• ข้ามรัฐบาล
• ข้ามนักวิทยาศาสตร์
• ต่อเนื่องหลายทศวรรษ
👉 มีความเป็นไปได้ต่ำมากในระบบวิทยาศาสตร์เปิด
หากมีหลักฐานเชิงวัสดุจริง (material evidence)
ยากมากที่จะไม่หลุดสู่การตรวจสอบอิสระ (Popper, 1959)
⸻
5. ถ้าอย่างนั้น ทำไมข่าวนี้ถึงทำให้ธนาคารกลาง “ต้องคิดจริง”
จุดสำคัญอยู่ที่ ไม่ใช่ความน่าจะเป็นทางฟิสิกส์
แต่คือ ผลทางจิตวิทยาและสถาบัน
Helen McCaw ใช้คำว่า Ontological Shock
หมายถึงภาวะที่
กรอบความเข้าใจพื้นฐานของมนุษย์เกี่ยวกับความเป็นจริงถูกสั่นคลอนพร้อมกัน
งานวิจัยด้าน behavioral economics ชี้ว่า
ตลาดการเงินพึ่งพา shared belief มากกว่าข้อเท็จจริง (Shiller, 2017)
หากรัฐมหาอำนาจยืนยันว่า
มี “ปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์และรัฐ”
ผลที่ตามมาอาจรวมถึง
• การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบัน
• Panic, euphoria หรือ herding behavior
• การตั้งคำถามว่า “สินทรัพย์ควรถูกตีราคาอย่างไร”
(Gennaioli et al., 2018)
⸻
6. ทำไมวิกฤตนี้อาจรุนแรงกว่าวิกฤตการเงินทั่วไป
วิกฤตการเงินปกติ
→ เกิดจากปัญหา ภายในระบบ และแก้ด้วยเครื่องมือภายในระบบ
แต่วิกฤตจาก ontological shock
→ กระทบ “ความหมาย” ไม่ใช่ “สภาพคล่อง”
งานของ Akerlof & Shiller (2009) ชี้ว่า
เมื่อ narrative หลักของสังคมพัง
นโยบายที่ถูกต้องเชิงเทคนิคก็อาจใช้ไม่ได้ผล
⸻
7. บทสรุปเชิงวิชาการ
วิทยาศาสตร์บอกว่า
• ชีวิตพื้นฐานนอกโลก: เป็นไปได้สูง
• อารยธรรมเทคโนโลยี: เป็นไปได้ต่ำ แต่ไม่ศูนย์
• การมาเยือนโลก: ต่ำมาก
แต่เศรษฐศาสตร์สถาบันเตือนว่า
• เพียง “การยืนยันโดยรัฐ”
• แม้ความน่าจะเป็นต่ำ
• ก็อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อความเชื่อมั่น ระบบการเงิน และเสถียรภาพสังคม
ดังนั้น การที่อดีตนักวิเคราะห์ของ Bank of England เรียกร้องให้ “เตรียมแผน”
ไม่ใช่เพราะเชื่อในมนุษย์ต่างดาว
แต่เพราะเข้าใจว่า
ระบบที่ซับซ้อนที่สุดในโลก
พังจากการเปลี่ยนแปลงของ “ความเชื่อร่วม” เสมอ
⸻
เอกสารอ้างอิง (ในวงเล็บ)
• Davies, P. (2013)
• Chyba, C. & Hand, K. (2005)
• Gould, S. J. (1989)
• Conway Morris, S. (2003)
• Tarter, J. (2001)
• Sagan, C. (1995)
• Popper, K. (1959)
• Shiller, R. (2017)
• Akerlof, G. & Shiller, R. (2009)
• Gennaioli, N. et al. (2018)
⸻
8. ถ้า alien “มีจริง” ทำไมรัฐถึงเริ่มพูดในเวลานี้
นักรัฐศาสตร์และนักความมั่นคงมองตรงกันว่า
รัฐไม่เปิดเผยความเสี่ยงเชิงอัตถิภาวะ หากยังควบคุม narrative ไม่ได้
สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วง 5–7 ปีหลัง คือ
1. เทคโนโลยีตรวจจับพลเรือนแซงรัฐ
กล้อง, radar, satellite เชิงพาณิชย์ ทำให้รัฐ “ผูกขาดการสังเกตการณ์” ไม่ได้อีกต่อไป
(Kean et al., 2021 – UAP Preliminary Assessment)
2. วัฒนธรรมข้อมูลรั่วเป็นโครงสร้างถาวร
รัฐสมัยใหม่ไม่สามารถปิดข้อมูลระยะยาวได้เหมือนศตวรรษที่ 20
(Assange effect; Zuboff, 2019)
3. ต้นทุนของการปฏิเสธสูงกว่าการบริหารความไม่รู้
การปฏิเสธแบบเด็ดขาด หากถูกหักล้างภายหลัง จะทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐมากกว่า
(political credibility theory; Fearon, 1994)
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ “รัฐกำลังบอกความจริงทั้งหมด”
แต่คือ รัฐกำลังเปลี่ยนจาก denial → risk framing
⸻
9. ความเป็นไปได้เชิง “รัฐรู้มากกว่าที่บอก” แค่ไหน
ในเชิงวิชาการ ต้องแยก 3 ระดับให้ชัด
ระดับที่ 1: รัฐมีข้อมูลดิบมาก แต่ไม่เข้าใจ
→ เป็นไปได้สูง
ข้อมูล sensor, radar, infrared จำนวนมาก
ยังไม่สามารถอธิบายได้ครบถ้วนด้วยฟิสิกส์ที่ใช้งานจริง
(NASA UAP Independent Study, 2023)
“unknown” ในที่นี้หมายถึง epistemic gap
ไม่ใช่ extraterrestrial proof
⸻
ระดับที่ 2: รัฐสงสัยว่าไม่ใช่เทคโนโลยีมนุษย์
→ เป็นไปได้ปานกลาง
คำให้การของนักการเมืองอย่าง Marco Rubio สะท้อนความกังวลด้านความมั่นคง
ไม่ใช่ข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์
ในทฤษฎีความมั่นคง
สิ่งที่ “ไม่ทราบที่มา” จะถูกจัดเป็น threat โดยอัตโนมัติ
(securitization theory; Buzan et al., 1998)
⸻
ระดับที่ 3: รัฐรู้ว่าเป็น alien และปิดบัง
→ เป็นไปได้ต่ำมาก
เพราะจะต้องมี
• หลักฐานเชิงวัสดุ
• นักวิทยาศาสตร์หลายสาขาเกี่ยวข้อง
• การปิดปากข้ามรุ่นและประเทศ
ซึ่งขัดกับโครงสร้างวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
(Popper, Kuhn)
⸻
10. “การยืนยัน” จะหน้าตาเป็นแบบไหน (ถ้าเกิดขึ้นจริง)
สิ่งที่ แทบเป็นไปไม่ได้
แถลงข่าวว่า “มนุษย์ต่างดาวมีจริง และนี่คือยานของเขา”
สิ่งที่ มีโอกาสมากกว่า คือ
1. การยอมรับว่า
“มีปรากฏการณ์บางอย่างที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยีที่เรารู้จัก”
2. การตั้งคณะกรรมการถาวร
ระหว่างกลาโหม–วิทยาศาสตร์–อุตสาหกรรม
3. การถ่ายโอนประเด็นจาก “ข่าว” → “งานราชการปกติ”
(bureaucratization of uncertainty)
นี่คือรูปแบบที่รัฐใช้กับ
• อาวุธนิวเคลียร์
• AI
• โรคอุบัติใหม่
มาก่อนแล้ว (Collins & Evans, 2007)
⸻
11. ทำไมแค่ “ยอมรับความไม่รู้” ก็เขย่าตลาดได้
ประเด็นสำคัญของ Helen McCaw คือ
ตลาดการเงินไม่กลัวความเสี่ยงเท่ากลัวความไม่สามารถประเมินความเสี่ยง
งานของ Frank Knight (1921) แยกชัดว่า
• Risk = คำนวณได้
• Uncertainty = คำนวณไม่ได้
การยืนยันว่า
มี intelligence ที่อาจเหนือกว่ารัฐและมนุษย์
จะย้ายโลกจาก risk → uncertainty ทันที
ผลที่ตามมา:
• โมเดล valuation ใช้ไม่ได้
• discount rate สูญเสียความหมาย
• ความเชื่อใน long-term contract สั่นคลอน
(Gennaioli, Shiller, 2018)
⸻
12. สินทรัพย์จะ “ไม่เหมือนเดิม” อย่างไร
McCaw ตั้งข้อสังเกตที่สำคัญมากว่า
แม้แต่ ทองคำ ก็อาจไม่ใช่ safe haven เสมอไป
หาก narrative ใหม่คือ
เทคโนโลยีขั้นสูงสามารถเข้าถึงทรัพยากรจากอวกาศได้ไม่จำกัด
นั่นหมายถึง
• scarcity narrative พัง
• value anchor ถูกตั้งคำถาม
นี่เป็นเหตุผลที่วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ flight to safety
แต่คือ redefinition of safety
(Ingham, 2004; Graeber, 2011)
⸻
13. บทสรุประดับลึกที่สุด
ความจริงสำคัญที่สุดคือ
สิ่งที่สั่นคลอนโลก
ไม่ใช่การมีอยู่ของ alien
แต่คือการสิ้นสุดของความเชื่อว่า
“มนุษย์และรัฐคือจุดสูงสุดของอำนาจและความรู้”
ในมุมนี้ การเตือนของอดีตนักวิเคราะห์ธนาคารกลาง
จึงไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน
แต่คือ การบริหารความเสี่ยงของความหมาย (meaning risk)
ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดต่อระบบการเงินสมัยใหม่
⸻
เอกสารอ้างอิงเพิ่มเติม
• Kean et al. (2021) UAP Preliminary Assessment
• NASA (2023) UAP Independent Study
• Buzan, Wæver & de Wilde (1998)
• Knight, F. (1921)
• Collins & Evans (2007)
• Ingham, G. (2004)
• Graeber, D. (2011)
⸻
14. Alien ไม่ใช่ “สิ่งมีชีวิต” แต่คือ “ตัวแปรนอกแบบจำลอง”
ในวิทยาศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ มีสิ่งหนึ่งที่แบบจำลองกลัวที่สุด คือ
ตัวแปรที่อยู่นอกสมมติฐานตั้งต้น (exogenous, model-breaking variable)
Alien (หรือ non-human intelligence) อยู่ในหมวดนี้ทันที เพราะมัน
• ไม่อยู่ในสมมติฐานรัฐชาติ
• ไม่อยู่ในทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
• ไม่อยู่ในเศรษฐศาสตร์แรงงาน / ทุน / เทคโนโลยี
• ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรม–กฎหมายที่มนุษย์ออกแบบเอง
ดังนั้น แม้โอกาสทางฟิสิกส์จะต่ำ
แต่ ผลกระทบเชิงโครงสร้าง = สูงมาก
(Taleb, 2010)
⸻
15. สิ่งที่ถูกกระทบจริง ๆ มี 3 โครงสร้างใหญ่
15.1 โครงสร้างอำนาจ (Power Structure)
รัฐสมัยใหม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า
รัฐคือผู้ถืออำนาจสูงสุดในการใช้กำลังและนิยามภัยคุกคาม
หากมี non-human intelligence ที่
• เทคโนโลยีเหนือกว่า
• ไม่ขึ้นกับพรมแดน
• ไม่อยู่ในระบบกฎหมายโลก
อำนาจอธิปไตย (sovereignty) จะถูกลดสถานะทันทีจาก
“สูงสุด” → “หนึ่งในหลายผู้เล่น”
(Foucault; Buzan et al., 1998)
นี่คือเหตุผลที่นักความมั่นคง กังวลมากกว่านักฟิสิกส์
⸻
15.2 โครงสร้างเงิน (Monetary Structure)
เงินสมัยใหม่ = ความเชื่อ + อำนาจรัฐ + เวลาในอนาคต
คำถามที่เกิดขึ้นทันทีคือ
สัญญาทางการเงินระยะยาว ยังมีความหมายหรือไม่
หากมนุษย์ไม่ใช่ศูนย์กลางของอนาคตอีกต่อไป
งานด้าน monetary sociology ชี้ว่า
เงินพังเมื่อ ความหมายร่วม พัง ไม่ใช่เมื่อปริมาณเงินเปลี่ยน
(Ingham, 2004)
นี่คือเหตุผลที่ Helen McCaw ไม่พูดถึง “ตลาดหุ้นตก” อย่างเดียว
แต่พูดถึง collapse of confidence in pricing itself
⸻
15.3 โครงสร้างความหมาย (Meaning Structure)
นี่คือจุดที่ลึกที่สุด และอันตรายที่สุด
มนุษย์สมัยใหม่เชื่อว่า
• วิทยาศาสตร์ค่อย ๆ อธิบายทุกอย่าง
• เทคโนโลยีทำให้อนาคตดีขึ้น
• มนุษย์ควบคุมชะตากรรมตนเองได้มากขึ้นเรื่อย ๆ
Alien = การตั้งคำถามต่อ narrative ทั้งชุด
(Lyotard, 1979; Giddens, 1990)
⸻
16. ทำไม Alien กับ AI จึงคล้ายกันกว่าที่คิด
นักวิชาการจำนวนมากเริ่มวิเคราะห์ alien และ AI ภายใต้กรอบเดียวกัน คือ
Non-human intelligence
ความเหมือนที่สำคัญคือ
• ไม่เกิดจากวิวัฒนาการมนุษย์โดยตรง
• ไม่เข้าใจเจตนาได้ชัด
• ไม่อยู่ในกรอบศีลธรรมมนุษย์แบบดั้งเดิม
• มีศักยภาพเหนือกว่ามนุษย์บางด้าน
ต่างกันเพียง
• AI = มนุษย์สร้าง
• Alien = มนุษย์ค้นพบ (ถ้ามี)
แต่ผลกระทบเชิง ontological ใกล้เคียงกันมาก
(Bostrom, 2014)
นี่อธิบายว่าทำไมรัฐจึงเริ่มใช้ภาษาเดียวกันกับ
AI risk, existential risk และ UAP risk
⸻
17. รูปแบบโลกที่ “เป็นไปได้มากที่สุด” หากมี disclosure
จากการวิเคราะห์เชิงรัฐศาสตร์–เศรษฐศาสตร์–ประวัติศาสตร์
สิ่งที่มีโอกาสเกิดจริงมากที่สุด ไม่ใช่ความโกลาหลทันที
แต่คือ
1. Normalization of the unknown
ทำให้ alien กลายเป็น “ประเด็นราชการ” ไม่ใช่เรื่องตื่นตระหนก
2. การขยายรัฐความมั่นคง
งบประมาณกลาโหม วิทยาศาสตร์ และการเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น
3. การแตก narrative ของโลก
• บางกลุ่ม panic
• บางกลุ่ม euphoria
• บางกลุ่มไม่เชื่ออะไรอีกเลย
นี่คือภาวะ fragmented belief system
(Gennaioli et al., 2018)
⸻
18. สุดท้าย: ทำไมธนาคารกลาง “ต้องคิดเรื่องนี้” แม้ alien อาจไม่มีจริง
คำตอบคือ
ธนาคารกลางไม่ได้มีหน้าที่ทำนายความจริงของจักรวาล
แต่มีหน้าที่รับมือกับ พฤติกรรมมนุษย์เมื่อความจริงเปลี่ยน
Helen McCaw ไม่ได้ถามว่า
“alien มีจริงไหม”
แต่ถามว่า
“ถ้าสังคมเชื่อว่ามีจริงพร้อมกัน จะเกิดอะไรขึ้นกับเงิน”
และในประวัติศาสตร์
ระบบการเงินพังจาก ความเชื่อที่เปลี่ยนพร้อมกัน เสมอ
(Reinhart & Rogoff, 2009)
⸻
บทสรุปสุดท้าย (ระดับแก่น)
Alien อาจไม่มีจริง
แต่ความคิดเรื่อง alien
ได้เปิดเผยความจริงสำคัญกว่า
นั่นคือ
โลกสมัยใหม่เปราะบางต่อการสั่นคลอนทางความหมายมากกว่าที่คิด
และระบบการเงินคือสิ่งแรก ๆ ที่รับแรงกระแทกนั้น
นี่คือเหตุผลที่ข่าวนี้
ไม่ใช่เรื่องไซไฟ
แต่เป็นเรื่อง risk management ของอารยธรรมมนุษย์
#Siamstr #nostr #bitcoin #BTC