ในโลกการเงินปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนและคำถามมากมาย Bitcoin ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่ “แชร์ลูกโซ่” หรือ “สแกม” แต่ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา มันกลับไม่เคยหายไปไหนและยังคงถูกพูดถึงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อราคามีการปรับตัวสูงขึ้น บทความนี้จะเจาะลึกว่า Bitcoin คืออะไร ทำไมมันถึงยังคงอยู่ และแตกต่างจากระบบเงินที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้อย่างไร อ่านต่อได้ที่ : https://sorawich-today.com/money/bitcoin-a-financial-freedom-in-the-distorted-world/ #SiamStr
คุณนาโอมิ The Investo เหมาน้ำพริกมาให้จัดกิจกรรมแจก งั้นแบ่งมาแจกชาว #SiamStr สัก 8 ถุง (4 รางวัล รางวัลละ 2 ถุง) กับอัตราแลกเปลี่ยนสุดกาว 1 Sats = 1 บาท กติกาง่ายๆ Zap โพสต์นี้ 125 Sats แล้วคอมเมนต์หลักฐาน พร้อม DM ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทร เพื่อจัดส่ง กิจกรรมถึงวันเสาร์ ถ้าไม่มีใครสนใจ จะยกยอดไปแจกใน FB ต่อ image
น้ำพริกนรกปลาสลิด🐟💥🔥 #แซ่บถึงใจ ในราคาสุดคุ้ม! เนื้อปลาสลิดเน้นๆ หอม ฟู เผ็ด จัดจ้าน หอมเครื่องแกงสุดๆ กินกับข้าวสวยร้อนๆ ไข่เจียว หรือผักสดก็อร่อยฟิน ใครลองก็ติดใจ! ถุงละ 50 บาท (100 กรัม) เท่านั้น! ค่าส่งเหมาๆ แค่ 25 บาท ทั่วประเทศ จะสั่งไปทานเอง หรือเป็นของฝากก็ดีงาม สนใจทักเลย! #SiamStr
สรุปเนื้อหาจาก #BitcoinTalkShot ฝันอยากจะรวยแต่ไม่รู้จักเก็บออม คือ "ฝันกลางวัน" ในตอนนี้ อ.พิริยะ ได้กล่าวถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความมั่งคั่ง โดยเน้นย้ำว่าการเก็บออมและการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสมนั้นสำคัญกว่าการพยายามจับจังหวะตลาด และ Bitcoin สามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาการเสื่อมค่าของเงินออม 📌 📌 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสร้างความรวยอย่างรวดเร็ว 🟠 หลายคนมีความฝันที่จะรวยเร็วจากการเทรดหรือลงทุน โดยได้รับอิทธิพลจากโฆษณาที่อ้างว่าทำเงินได้จำนวนมาก 🟠 อย่างไรก็ตาม สถิติในตลาดชี้ให้เห็นว่า "95% ของเทรดเดอร์มักจะขาดทุน" และมีเพียง 1-2% เท่านั้นที่สามารถทำกำไรได้มหาศาล 🟠 การเทรดหรือลงทุนนั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด และการพยายามหาจุดต่ำสุดหรือสูงสุดในตลาดเป็นเรื่องที่ยากมาก และมีประโยชน์น้อยกว่าการอยู่ในตลาดเป็นระยะเวลานาน 🟠 การเข้าไปในตลาดด้วยเงินทั้งหมดที่มี โดยที่ไม่มีฐานรองรับและมีความคาดหวังสูง (เช่น หวังรวยพลิกชีวิต) นั้น เป็น "สูตรสำเร็จแห่งหายนะ" เพราะจะทำให้คุณไม่สามารถทนรับความเสียหายได้ และมักจะแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มรบ 📌📌 ความสำคัญของการสร้างรายได้และการเก็บออมเป็นรากฐาน 🟠 สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออมเงินได้ (รายจ่ายมากกว่ารายได้) "หน้าที่แรกคือการสร้างรายได้ให้มากกว่ารายจ่าย" ไม่ใช่การมองหาวิธีรวยเร็วผ่านการลงทุน 🟠 "การออมคือ "แม่ทุกสถาบัน" และเป็นจุดเริ่มต้นของความมั่งคั่งและการลงทุน" 🟠 รากฐานทางการเงินที่มั่นคงจากการออมเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้ และไม่ต้องรีบเร่งในการตัดสินใจลงทุน 🟠 หากมีเงินออมที่เพียงพอ คุณจะสามารถแบ่งเงินส่วนเล็ก ๆ ไปลงทุนได้โดยไม่รู้สึกกดดัน และสามารถทนต่อความผันผวนหรือการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่ผลกำไรที่ยั่งยืน 📌📌 ปัญหาของการเก็บออมด้วยเงินเฟียต (เงินกระดาษ) และบทบาทของเงินเฟ้อ 🟠 ปัญหาหลักของการเก็บออมเงินคือ "การเสื่อมค่าของเงิน" หรือ "เงินเฟ้อ" 🟠 แม้จะเก็บออมเงินจำนวนมาก เช่น 35 ล้านบาท หรือ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่มื่อเวลาผ่านไป อำนาจการจับจ่ายของเงินนั้นจะลดลงอย่างต่อเนื่อง 🟠 อัตราเงินเฟ้อที่แท้จริง (จากปริมาณการพิมพ์เงิน เช่น M2 ของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่โตเฉลี่ย 6-6.5% ต่อปี) ทำให้การออมเงินเฟียตไม่สามารถสร้างฐานะได้ในระยะยาว 🟠 ในช่วงแรกของการออม เงินออมอาจยังเติบโตเร็วกว่าเงินเฟ้อ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราการเพิ่มขึ้นของเงินออมจะลดลง และเงินเฟ้อจะทำให้อำนาจการจับจ่ายลดลง "เป็นเหมือน "กำแพง" ที่กั้นไม่ให้คนส่วนใหญ่สร้างความมั่งคั่งได้เกินจุดหนึ่ง" 🟠 รายได้ที่เพิ่มขึ้นตามปกติ (เช่น 1-3% ต่อปี) มักไม่เพียงพอที่จะชดเชยอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่านี้ ทำให้การออมเงินเฟียตอย่างเดียวเป็นไปได้ยากที่จะชนะเงินเฟ้อ 📌📌 Bitcoin ในฐานะ Store of Value ที่ช่วยแก้ปัญหาเงินเฟ้อ 🟠Bitcoin ถูกนำเสนอเป็นทางออกสำหรับปัญหาการเสื่อมค่าของเงิน โดยทำหน้าที่เป็น Store of Value (แหล่งเก็บรักษามูลค่า) ที่ดี 🟠คุณสมบัติสำคัญของ Bitcoin คือ "มีปริมาณจำกัด" ไม่สามารถผลิตเพิ่มได้ง่าย มีกฎการผลิตที่ตายตัว และต้องใช้พลังงานในการผลิตอย่างยุติธรรม 🟠 สินทรัพย์ที่สามารถใช้เป็น Store of Value ได้ดีคือสินทรัพย์ที่เมื่อราคาสูงขึ้นแล้ว อัตราการผลิตของมันไม่สามารถเร่งเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของตลาด เช่น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ (ในอดีต) และ Bitcoin 🟠 การออมในสินทรัพย์ที่มูลค่าเติบโตขึ้นตามเวลา เช่น Bitcoin (ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทบต้นที่สูงกว่าเงินเฟียตมาก เช่น 15% ต่อปีอย่างอนุรักษ์นิยม) จะช่วยให้เงินออมมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจริง 🟠 จากการจำลอง (simulation) แสดงให้เห็นว่า การออมใน Bitcoin ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม (เช่น เดือนละ 10,000 บาท) จะทำให้มูลค่าเงินออมในอนาคตมีอำนาจการจับจ่ายที่สูงกว่าการออมในเงินเฟียตอย่างมาก 🟠 สิ่งนี้จะช่วยให้บุคคลสามารถ "ปลดล็อก" กำแพงของเงินเฟ้อ ทำให้ฐานะทางการเงินเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด และถึงจุดหนึ่งที่ผลตอบแทนจากการลงทุนสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอต่อการใช้จ่าย หรือแม้กระทั่งให้คุณหยุดออมเงินจากการทำงานปกติได้ [18, 19]. 🟠 อย่างไรก็ตาม Bitcoin จะช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาในการ "เก็บรักษา" มูลค่า (store value) อยู่แล้ว ไม่ใช่ผู้ที่ยังไม่มีเงินเก็บเลย 📌📌 สรุปและข้อคิด 🟠 การสร้างฐานรากทางการเงินที่แข็งแกร่งด้วยการออมเงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุด 🟠จากนั้นจึงพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันเงินเฟ้อและรักษามูลค่าได้ เช่น Bitcoin เพื่อให้เงินออมของเราเติบโตจริงในระยะยาว 🟠 เมื่อมีฐานที่มั่นคงแล้ว คุณจะสามารถลงทุนได้อย่างใจเย็น ไม่ต้องรีบร้อน และสามารถรับการขาดทุนได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จในการลงทุน 🟠 การเร่งให้เงินเติบโตในวันที่ยังไม่พร้อม (เช่น มีเงินน้อยแต่คาดหวังผลตอบแทนสูงมาก) เป็นสิ่งที่อันตรายและเพ้อเจ้อ #Bitcoin #BTC #PersonalFinance #การเงิน #SiamStr สนับสนุน #SorawichToday ผ่าน Bitcoin Lightning ได้ที่ ⚡️ sorawichv@blink.sv สนับสนุน #SorawichToday ด้วยการสั่งซื้อน้ำพริกนรกปลาสลิด รสจัดจ้านถึงใจ กินกับอะไรก็ฟิน เพียงถุงละ 50 บาท (*ค่าส่ง 25 บาททั่วประเทศ) ทัก Inbox เพจได้เลย ติดต่อโฆษณา / ประชาสัมพันธ์ 📧 sorawichtoday@outlook.com image
Preview "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" - คู่มือวิพากษ์นโยบายรัฐและทำความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ฉบับประชาชน หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นตำราเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน แต่เป็นคู่มือที่มุ่งอธิบายแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานอย่างง่าย เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและทำความเข้าใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐ แก่นหลักของหนังสือ : "มองให้ครบทั้งสองมิติ" ผู้เขียน Henry Hazlitt สรุปใจความสำคัญของเศรษฐศาสตร์ไว้ในบทแรกเพียงบทเดียว ซึ่งเป็นบทเรียนเดียวที่ครอบคลุมทั้งเล่ม โดยมีหลักคิดสำคัญคือ "นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีจะต้องมองให้เห็นทั้งรอบด้าน มองถึงผลดีที่จะเกิดขึ้นในระยะยาว และผลกระทบต่อคนทั้งสังคม ไม่ใช่แค่บางกลุ่ม" ตรงกันข้ามกับ "นักเศรษฐศาสตร์ที่แย่" ซึ่งมองเห็นเพียงผลกระทบระยะสั้นและพยายามทำให้ตัวเลขดูดีในระยะสั้น แต่ละเลยผลที่ตามมาในระยะยาว หนังสือเล่มนี้เน้นย้ำถึงสองมิติสำคัญในการวิเคราะห์นโยบายเศรษฐกิจ : มิติเรื่องเวลา: การพิจารณาทั้งผลกระทบระยะสั้นและระยะยาว เปรียบเทียบกับหลักการ "Lower your Time Preference" ซึ่งหมายถึงการให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ในอนาคตมากกว่าผลลัพธ์ในปัจจุบัน มิติเรื่องกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบ : การมองให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทุกคนในสังคม ไม่ใช่แค่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลประโยชน์หรือเป็นที่จับตามอง การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐและการแทรกแซงตลาด หนังสือ "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ถูกเขียนขึ้นครั้งแรกในปี 1946 ในช่วงหลัง The Great Depression ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดี FDR กำลังดำเนินนโยบาย New Deal ที่มีการแทรกแซงเศรษฐกิจอย่างมาก ผู้เขียน Henry Hazlitt ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์สำนักออสเตรียและเป็นผู้ผลักดันแนวคิดเสรีนิยม ได้ใช้กรณีศึกษาจากนโยบายเหล่านั้นมาวิพากษ์วิจารณ์ โดยชี้ให้เห็นว่า การแทรกแซงของรัฐมักนำไปสู่หายนะ : แม้ว่าเจตนารมณ์ของนโยบายรัฐอาจจะดี แต่ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะนำไปสู่ผลลัพธ์สุทธิที่เป็นลบ หรือให้ผลในทางตรงกันข้ามกับความเจริญทางเศรษฐกิจเสมอ วงจรอุบาทว์ของการแทรกแซง : นโยบายรัฐที่เข้าไปช่วยเหลือหรืออุดหนุนอุตสาหกรรมหนึ่ง มักจะดึงทรัพยากรมาจากอุตสาหกรรมอื่น ทำให้เกิดการหดตัวของอุตสาหกรรมเหล่านั้น และนำไปสู่การเรียกร้องนโยบายช่วยเหลือเพิ่มเติมในอนาคต เกิดเป็นวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐบาลบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ : รัฐบาลบริหารงานได้อย่างไร้ประสิทธิภาพเสมอ โดยมักจะเกิดการสูญเสียระหว่างทาง การแทรกแซงของรัฐทำให้เกิดความสูญเปล่าและลดทอนประสิทธิภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจ ตัวอย่างนโยบายที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือและยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในปัจจุบัน ได้แก่: - ภาษีนำเข้า - โครงการบ้านเอื้ออาทร/การประกันค่าเช่า - การประกันค่าแรงขั้นต่ำ - การลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างงาน (เมกะโปรเจกต์) - การประกันราคาพืชผล เงินเฟ้อ : ภาษีที่มองไม่เห็นและอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด ประเด็นเรื่อง "เงินเฟ้อ" ถูกยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากในตอนท้ายของหนังสือ (โดยเฉพาะในเวอร์ชันแก้ไขปี 1978) เงินเฟ้อคือมายา : Henry Hazlitt เรียกว่า "มายาของเงินเฟ้อ" (Mirage of Inflation) หรือ "มนต์มายา" เพราะเงินเฟ้อทำให้การพิจารณาด้วยเหตุและผลคลาดเคลื่อน ตัวเลขทางเศรษฐกิจกลายเป็นเรื่อง "มั่วซั่ว" ไม่สามารถหาเหตุผลได้ เงินเฟ้อเป็นเครื่องมือของรัฐบาล: เงินเฟ้อกลายเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลใช้ปิดบังผลเสียของนโยบายต่างๆ และสร้างภาพลวงตาว่ากำลังแก้ปัญหา เงินเฟ้อคือภาษีที่ร้ายแรงที่สุด : เงินเฟ้อคือภาษีประเภทหนึ่ง แล้วเป็นภาษีประเภทที่มันทำความ เสียหายมากที่สุดด้วย เงินเฟ้อเป็นภาษีที่ควบคุมไม่ได้ และประชาชนถูกปล้นความมั่งคั่งไปอย่างต่อเนื่อง หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับ : - คนทั่วไปที่มีบทบาททางการเมือง : โดยเฉพาะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ต้องการเข้าใจนโยบายต่างๆ เพื่อป้องกันตนเองจากการถูกหลอกด้วยคำโฆษณาด้านเดียว ผู้ที่ต้องการพัฒนา Mindset ในการคิดวิเคราะห์ : หนังสือเล่มนี้ให้ "วิธีคิด" มากกว่า "คำตอบสำเร็จรูป" ผู้ที่อ่านจะต้องฝึกฝนการมองผลกระทบทั้งระยะสั้น-ยาว และกับคนทุกกลุ่ม ผู้ที่ต้องการเข้าใจรากฐานของปัญหาเศรษฐกิจ : โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการแทรกแซงของรัฐ และต้องการคำตอบว่าทำไมคุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น ผู้ที่รักความเป็นมนุษย์และเชื่อในการรับผิดชอบตนเอง : หนังสือจะช่วยให้เข้าใจว่าการฝากความหวังไว้กับอำนาจรัฐมักจะไม่ประสบผล และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพึ่งพาตนเอง "เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ" ไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคู่มือที่ช่วยให้ผู้อ่าน "ตั้งคำถามเป็น" และ "มองเห็นในสิ่ง ที่มองไม่เห็น ในโลกของ เศรษฐศาสตร์ ได้อย่าง ชัดเจน" ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญในการมีชีวิตที่ดีขึ้นในสังคมปัจจุบัน ➖️ ➖️ ➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖ ️➖️ ➖️ ถ้าสนใจอยากอ่าน #เศรษฐศาสตร์เล่มเดียวจบ หรือ #EconomicsInOneLesson สามารถสั่งซื้อได้ทาง 📌 Shopee : https://s.shopee.co.th/801MnP9g92 📌 Lazada : https://s.lazada.co.th/s.ycdlf 📌 Pinto (E-Book) : #EIOL #SorawichToday #SiamStr image
โค้งสุดท้าย 6.15 โค้ด 30% ยังพอเหลือ ใครอยากกินน้ำพริกอร่อยๆ จัดกันได้เลยครับ #SiamStr #ตลาดทุ่งม่วง https://s.shopee.co.th/AUiGnuMoR4 image